20 เมนูน้ำเต้าหู้ ทำง่าย อิ่มอร่อยได้หลายแบบ
- รวม 20 สูตรตั้งแต่เครื่องดื่มร้อน เย็น สมูทตี้ ไปจนถึงของหวาน
- ปริมาณแต่ละสูตรเหมาะสำหรับ 1-2 ที่ ทำกินเองในบ้านได้สะดวก
- ปรับระดับความหวานและท็อปปิ้งตามความชอบได้หลายแบบ
- มีทั้งสูตรใช้ถั่วเหลืองและสูตรใช้น้ำเต้าหู้สำเร็จรูปเพื่อประหยัดเวลา
น้ำเต้าหู้เป็นวัตถุดิบที่นำไปต่อยอดได้กว้างกว่าการดื่มแบบร้อนหรือเย็น ตั้งแต่จับคู่โกโก้ งาดำ ใบเตย ฟักทอง และธัญพืช ไปจนถึงแปรรูปเป็นโยเกิร์ต พุดดิ้ง หรือของหวานเนื้อหนึบ
ทั้ง 20 สูตรด้านล่างออกแบบในปริมาณเล็กสำหรับ 1-2 ที่ จึงเหมาะกับมื้อเช้า ของว่าง หรือของหวานหลังอาหาร หลายสูตรลดน้ำตาลได้ตามต้องการ และเพิ่มผลไม้หรือธัญพืชเพื่อให้เนื้อสัมผัสหลากหลายขึ้น
สำหรับวันที่อยากเตรียมอาหารง่ายหลายอย่างไว้กินคู่กัน อาจเลือกเมนูจาก สูตรขนมปัง มาจัดเป็นอาหารเช้าควบคู่กับเครื่องดื่มจากถั่วเหลือง ช่วยให้หนึ่งมื้อมีทั้งความหอม นุ่ม และอิ่มท้องมากขึ้น
จุดสำคัญของการทำน้ำเต้าหู้จากถั่วเหลืองดิบอยู่ที่การแช่ถั่วให้พอง ปั่นกับน้ำสะอาด กรอง และต้มให้เดือดสุกทั่วถึงก่อนดื่มหรือใช้เป็นส่วนประกอบในสูตรอื่น
1. น้ำเต้าหู้โกโก้
น้ำเต้าหู้โกโก้เป็นเครื่องดื่มทำง่ายที่จับความหอมมันของถั่วเหลืองเข้ากับโกโก้เข้มข้น เหมาะกับมื้อเช้าหรือช่วงบ่ายที่อยากได้เครื่องดื่มรสช็อกโกแลตแบบไม่หนักเกินไป
รสชาติออกขมนิด หอมโกโก้ และมีความนุ่มจากน้ำถั่วเหลือง ดื่มร้อนได้กลิ่นชัด หรือเติมน้ำแข็งหลังพักให้เย็นเพื่อเพิ่มความสดชื่น
ควรละลายผงโกโก้กับน้ำร้อนเล็กน้อยก่อนผสมเพื่อลดการจับตัวเป็นก้อน หากทำจากถั่วเหลืองดิบต้องต้มส่วนที่ปั่นและกรองแล้วให้เดือดสุกทั่วถึง
ส่วนผสม
- ถั่วเหลืองแห้ง 50 กรัม
- น้ำสะอาด 400 มิลลิลิตร
- ผงโกโก้ไม่หวาน 20 กรัม
- น้ำร้อน 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลทรายหรือน้ำเชื่อม 1-2 ช้อนชา
- เกลือ 1 หยิบมือ
วิธีทำ
- แช่ถั่วเหลืองในน้ำสะอาด 6-8 ชั่วโมง ล้างแล้วสะเด็ดน้ำ
- ปั่นถั่วกับน้ำ 400 มิลลิลิตรจนละเอียด แล้วกรองผ่านผ้าขาวบาง
- เทลงหม้อ ต้มไฟกลางจนเดือด จากนั้นลดไฟและต้มต่ออย่างน้อย 10 นาที คนสม่ำเสมอ
- ละลายโกโก้กับน้ำร้อน เติมลงหม้อพร้อมน้ำตาลและเกลือ
- คนจนเนียน ปิดไฟแล้วเสิร์ฟร้อน หรือพักให้เย็นก่อนเติมน้ำแข็ง
2. โยเกิร์ตน้ำเต้าหู้
โยเกิร์ตน้ำเต้าหู้เป็นทางเลือกสำหรับเปลี่ยนเครื่องดื่มถั่วเหลืองให้กลายเป็นของว่างเนื้อข้น ใช้วัตถุดิบไม่มากและจัดเสิร์ฟคู่ผลไม้สดหรือกราโนลาได้
รสมีความเปรี้ยวละมุนตามหัวเชื้อที่ใช้ เนื้อสัมผัสจะเบากว่าโยเกิร์ตนมวัวเล็กน้อย เหมาะกับมื้อเช้าหรือของว่างแช่เย็น
อุปกรณ์และภาชนะต้องสะอาดมาก น้ำเต้าหู้ควรผ่านความร้อนก่อนและลดอุณหภูมิลงจนเพียงอุ่นจึงเติมหัวเชื้อ เพื่อไม่ให้จุลินทรีย์ที่ใช้หมักเสียสภาพ
ส่วนผสม
- น้ำเต้าหู้ไม่หวาน 400 มิลลิลิตร
- โยเกิร์ตรสธรรมชาติที่มีจุลินทรีย์มีชีวิต 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำผึ้งหรือผลไม้สำหรับเสิร์ฟตามชอบ
วิธีทำ
- ลวกภาชนะและช้อนด้วยน้ำร้อน แล้วผึ่งให้แห้ง
- ต้มน้ำเต้าหู้จนร้อนจัด จากนั้นพักให้เหลืออุณหภูมิประมาณ 40-43 องศาเซลเซียส
- ตักน้ำเต้าหู้เล็กน้อยผสมกับโยเกิร์ตให้เนียน แล้วเทกลับลงในส่วนที่เหลือ
- ปิดฝา บ่มในบริเวณอุ่นประมาณ 6-10 ชั่วโมงจนข้นและมีรสเปรี้ยว
- นำเข้าตู้เย็นทันทีอย่างน้อย 4 ชั่วโมง และเก็บแช่เย็นตลอดเวลา
3. น้ำเต้าหู้ธัญพืช
น้ำเต้าหู้ธัญพืชเพิ่มความหอมและความอิ่มด้วยข้าวโอ๊ต ลูกเดือย และงาขาว เหมาะสำหรับวันที่อยากได้เครื่องดื่มมื้อเช้าที่มีเนื้อสัมผัสมากกว่าสูตรพื้นฐาน
เมื่อต้มรวมกันจะได้รสนุ่ม หอมมัน และข้นเล็กน้อยจากธัญพืช สามารถดื่มแบบไม่กรองเพื่อรับเนื้อสัมผัส หรือกรองให้เนียนตามความชอบ
ธัญพืชเนื้อแข็งอย่างลูกเดือยควรต้มให้สุกก่อนนำมาปั่น ส่วนข้าวโอ๊ตไม่ควรใส่มากเกินไป เพราะอาจทำให้ส่วนผสมข้นจนติดก้นหม้อได้ง่าย
ส่วนผสม
- น้ำเต้าหู้ไม่หวาน 400 มิลลิลิตร
- ลูกเดือยต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ
- ข้าวโอ๊ต 1 ช้อนโต๊ะ
- งาขาวคั่ว 1 ช้อนชา
- น้ำตาลไม่ขัดสี 1-2 ช้อนชา
- เกลือเล็กน้อย
วิธีทำ
- ใส่น้ำเต้าหู้ ลูกเดือย ข้าวโอ๊ต และงาขาวลงเครื่องปั่น
- ปั่นจนละเอียดตามระดับเนื้อสัมผัสที่ต้องการ
- เทลงหม้อ ใช้ไฟอ่อนถึงกลางและคนตลอดจนร้อนทั่ว
- ปรุงด้วยน้ำตาลและเกลือ ต้มต่อ 2-3 นาที
- เสิร์ฟทันที หรือกรองก่อนเสิร์ฟหากชอบเนื้อเนียน
4. น้ำเต้าหู้สูตรเข้มข้น
สูตรเข้มข้นเน้นสัดส่วนถั่วเหลืองมากกว่าน้ำ ทำให้ได้เครื่องดื่มเนื้อแน่นและมีกลิ่นถั่วชัด เหมาะทั้งดื่มโดยตรงและใช้เป็นฐานสำหรับของหวานหรือเครื่องดื่มอื่น
เนื้อสัมผัสมีความมันและเต็มปากมากกว่าสูตรทั่วไป ปรุงหวานเล็กน้อยแล้วดื่มร้อนจะให้บรรยากาศแบบร้านน้ำเต้าหู้ยามเช้า
ระหว่างต้มควรใช้หม้อขนาดใหญ่กว่าปริมาณของเหลว เพราะน้ำถั่วเหลืองเกิดฟองและล้นง่าย ต้องคนถึงก้นหม้อสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการไหม้
ส่วนผสม
- ถั่วเหลืองแห้ง 100 กรัม
- น้ำสำหรับปั่น 550 มิลลิลิตร
- น้ำตาลทราย 1-2 ช้อนโต๊ะ
- เกลือ 1 หยิบมือ
วิธีทำ
- แช่ถั่วเหลือง 6-8 ชั่วโมง ล้างให้สะอาดและสะเด็ดน้ำ
- ปั่นกับน้ำจนละเอียด แล้วกรองผ่านผ้าขาวบางโดยบีบเอาของเหลวออกให้มาก
- เทลงหม้อก้นหนา ต้มไฟกลางพร้อมคนเรื่อย ๆ จนเดือด
- ลดเป็นไฟอ่อน ต้มต่ออย่างน้อย 10-15 นาที
- เติมน้ำตาลและเกลือ คนให้ละลายแล้วเสิร์ฟ
5. น้ำเต้าหู้ปาท่องโก๋ใส่ไข่
เมนูนี้เปลี่ยนชุดอาหารเช้าแบบคุ้นเคยให้รวมอยู่ในชามเดียว โดยต้มปาท่องโก๋กับน้ำเต้าหู้แล้วเพิ่มไข่ให้เนื้อสัมผัสนุ่มและอิ่มท้องขึ้น
ปาท่องโก๋จะดูดน้ำจนด้านนอกนุ่ม แต่ยังมีเนื้อแป้งให้เคี้ยว ส่วนไข่ช่วยเพิ่มความละมุน เหมาะกับมื้อเช้าร้อน ๆ ในวันที่อยากได้อาหารจานเดียว
ควรเลือกปาท่องโก๋ที่ไม่อมน้ำมันมากและตัดเป็นชิ้นก่อนใส่ ไข่ต้องได้รับความร้อนจนสุกทั่วถึง โดยเฉพาะเมื่อเสิร์ฟให้เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ
ส่วนผสม
- น้ำเต้าหู้รสจืด 350 มิลลิลิตร
- ปาท่องโก๋ 1-2 ตัว
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
- น้ำตาลทราย 1-2 ช้อนชา
- เกลือเล็กน้อย
วิธีทำ
- หั่นปาท่องโก๋เป็นชิ้นพอดีคำ
- เทน้ำเต้าหู้ลงหม้อ เติมน้ำตาลและเกลือ ตั้งไฟกลางจนร้อน
- ใส่ปาท่องโก๋ ลดเป็นไฟอ่อนแล้วต้มประมาณ 1 นาที
- ตอกไข่ใส่ชาม ตีพอแตก แล้วค่อย ๆ เทลงหม้อพร้อมคน
- ต้มต่อจนไข่สุกทั่วถึงและน้ำเดือดอีกครั้ง ก่อนตักเสิร์ฟ
6. น้ำเต้าหู้งาดำ
น้ำเต้าหู้งาดำรวมความหอมมันของถั่วเหลืองกับกลิ่นคั่วของงาดำ กลายเป็นเครื่องดื่มสีเข้มที่เหมาะทั้งมื้อเช้าและของว่างช่วงค่ำ
งาดำทำให้รสลึกขึ้นและเพิ่มเนื้อสัมผัสมันละเอียด เมื่อต้มร้อนจะมีกลิ่นหอมเด่น สามารถเติมความหวานเพียงเล็กน้อยเพื่อให้รสงาชัด
งาดำควรคั่วด้วยไฟอ่อนเพียงจนหอม ไม่ปล่อยให้ไหม้ เพราะจะทำให้เครื่องดื่มขม ส่วนการปั่นควรเติมของเหลวพอเหมาะเพื่อช่วยให้เมล็ดแตกละเอียด
ส่วนผสม
- น้ำเต้าหู้ไม่หวาน 400 มิลลิลิตร
- งาดำคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลทรายแดง 1-2 ช้อนชา
- เกลือ 1 หยิบมือ
วิธีทำ
- ปั่นงาดำคั่วกับน้ำเต้าหู้ประมาณครึ่งหนึ่งจนละเอียด
- เทใส่หม้อและเติมน้ำเต้าหู้ที่เหลือ
- ตั้งไฟอ่อนถึงกลาง คนสม่ำเสมอจนร้อนทั่ว
- เติมน้ำตาลและเกลือ แล้วต้มต่อ 2-3 นาที
- กรองหากต้องการเนื้อเนียน ก่อนรินเสิร์ฟ
7. พุดดิ้งน้ำเต้าหู้
พุดดิ้งน้ำเต้าหู้เป็นของหวานเนื้อนุ่มที่ใช้รสหอมอ่อนของถั่วเหลืองเป็นฐาน เหมาะสำหรับทำล่วงหน้าแล้วแช่เย็นไว้เสิร์ฟหลังอาหาร
เนื้อพุดดิ้งควรนุ่ม เด้งเพียงเล็กน้อย และไม่แข็งเหมือนวุ้น สามารถเพิ่มธัญพืช ผลไม้ หรือหยดน้ำผึ้งด้านบนเพื่อเพิ่มรสและสีสัน
ผงวุ้นต้องได้รับความร้อนจนละลายสมบูรณ์ ส่วนแป้งข้าวเจ้าควรละลายน้ำก่อนเทลงหม้อเพื่อไม่ให้จับเป็นเม็ด หลังทำเสร็จควรแช่เย็นและรับประทานภายใน 2-3 วัน
ส่วนผสม
- น้ำเต้าหู้ 300 มิลลิลิตร
- ผงวุ้น 2 กรัม
- น้ำสำหรับละลายผงวุ้น 2 ช้อนโต๊ะ
- แป้งข้าวเจ้า 1/2 ช้อนชา
- น้ำสำหรับละลายแป้ง 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลทราย 35-50 กรัม
- เกลือ 1 หยิบมือ
วิธีทำ
- ผสมผงวุ้นกับน้ำ 2 ช้อนโต๊ะแล้วพัก 5 นาที
- ละลายแป้งข้าวเจ้ากับน้ำอีก 1 ช้อนโต๊ะให้เนียน
- เทน้ำเต้าหู้ลงหม้อ เติมวุ้น ตั้งไฟกลางและคนจนเดือด
- เติมน้ำตาล เกลือ และน้ำแป้ง คนต่อจนส่วนผสมเดือดอีกครั้ง
- เทใส่ถ้วย พักให้คลายร้อนแล้วแช่เย็นจนเซตตัว
8. สมูทตี้น้ำเต้าหู้
สมูทตี้น้ำเต้าหู้เหมาะกับการใช้ผลไม้สุกมาทำเครื่องดื่มเนื้อข้น โดยน้ำถั่วเหลืองช่วยให้ปั่นได้ลื่นและเพิ่มความละมุนโดยไม่ต้องใช้นมวัว
กล้วยให้ความหวานตามธรรมชาติและช่วยสร้างเนื้อครีมมี่ ส่วนผลไม้แช่แข็งทำให้เย็นสดชื่นโดยไม่ต้องใส่น้ำแข็งมาก เหมาะกับช่วงเช้าหรือหลังออกกำลังกาย
หากใช้กล้วยสุกมากควรชิมก่อนเติมน้ำผึ้งเพื่อควบคุมความหวาน และควรดื่มหลังปั่นไม่นานเพื่อรักษากลิ่น สี และเนื้อสัมผัส
ส่วนผสม
- น้ำเต้าหู้ไม่หวาน 200 มิลลิลิตร
- กล้วยหอมแช่แข็ง 1 ลูกเล็ก
- สตรอว์เบอร์รีแช่แข็ง 4-5 ลูก
- ข้าวโอ๊ต 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ตามชอบ
วิธีทำ
- ใส่น้ำเต้าหู้ กล้วย สตรอว์เบอร์รี และข้าวโอ๊ตลงเครื่องปั่น
- ปั่นจนเนียน หากข้นเกินไปเติมน้ำเต้าหู้ครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ
- ชิมแล้วเติมน้ำผึ้งตามต้องการ
- ปั่นอีกครั้งสั้น ๆ แล้วเทใส่แก้ว
- เสิร์ฟทันทีขณะเย็น
9. กรีกโยเกิร์ตน้ำเต้าหู้
กรีกโยเกิร์ตน้ำเต้าหู้ต่อยอดจากโยเกิร์ตถั่วเหลืองด้วยการกรองของเหลวออก ทำให้ได้เนื้อเข้มข้นขึ้น เหมาะสำหรับตักกินกับผลไม้หรือใช้แทนครีมในเมนูเบา ๆ
หลังกรอง เนื้อจะข้นและแน่นกว่าสูตรโยเกิร์ตทั่วไป รสเปรี้ยวนุ่มเข้ากับผลไม้รสหวาน เมล็ดพืช และธัญพืชอบกรอบได้ดี
ขั้นตอนหมักต้องรักษาความสะอาดเช่นเดียวกับโยเกิร์ตทั่วไป และระหว่างกรองต้องวางในตู้เย็น ไม่ควรวางทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลานาน
ส่วนผสม
- น้ำเต้าหู้ไม่หวาน 500 มิลลิลิตร
- โยเกิร์ตรสธรรมชาติที่มีจุลินทรีย์มีชีวิต 2 ช้อนโต๊ะ
- ผลไม้สดสำหรับเสิร์ฟ
วิธีทำ
- ต้มน้ำเต้าหู้ให้ร้อนจัด แล้วพักให้เหลือประมาณ 40-43 องศาเซลเซียส
- ผสมโยเกิร์ตกับน้ำเต้าหู้เล็กน้อย ก่อนคนกลับลงในส่วนทั้งหมด
- บ่มในภาชนะสะอาด 6-10 ชั่วโมงจนเซตตัว
- แช่เย็น แล้วเทลงผ้าขาวบางสะอาดที่วางบนกระชอน
- กรองในตู้เย็น 4-8 ชั่วโมงจนได้ความข้นตามชอบ แล้วตักเสิร์ฟกับผลไม้
10. น้ำเต้าหู้ชาเจียว
น้ำเต้าหู้ชาเจียวเพิ่มกลิ่นหอมคั่วของใบชาลงในเครื่องดื่มถั่วเหลือง ให้รสชาที่ชัดขึ้นโดยยังคงความนุ่มมันจากฐานน้ำเต้าหู้
กลิ่นหอมจากการคั่วใบชาช่วยสร้างมิติคล้ายเครื่องดื่มชานม แต่รสโดยรวมเบากว่า ดื่มร้อนช่วงเช้าหรือเติมน้ำแข็งในช่วงบ่ายได้
ใช้ไฟอ่อนเมื่อต้องการคั่วชา เพราะใบชาที่ไหม้จะขมและมีกลิ่นควันแรงเกินไป หลังแช่ชาควรกรองออกตามเวลาเพื่อควบคุมความฝาด
ส่วนผสม
- น้ำเต้าหู้ไม่หวาน 350 มิลลิลิตร
- ชาดำหรือชาอู่หลง 2 ช้อนชา
- น้ำตาลทราย 1-2 ช้อนชา
- เกลือเล็กน้อย
วิธีทำ
- ใส่ใบชาลงกระทะแห้ง คั่วไฟอ่อน 30-60 วินาทีจนหอม
- เทน้ำเต้าหู้ลงหม้อ ตั้งไฟจนร้อนแต่ไม่ต้องเดือดพล่าน
- ใส่ชาคั่ว ปิดไฟแล้วแช่ 3-5 นาที
- กรองใบชาออก เติมน้ำตาลและเกลือตามชอบ
- เสิร์ฟร้อน หรือพักให้เย็นก่อนเทลงแก้วน้ำแข็ง
11. บัวลอยงาดำน้ำเต้าหู้
บัวลอยงาดำน้ำเต้าหู้เป็นของหวานที่จับแป้งหนึบกับน้ำถั่วเหลืองหอมมัน เหมาะกับวันที่อยากได้ของหวานไทยประยุกต์ที่ไม่ใช้กะทิเป็นฐาน
งาดำในแป้งช่วยเพิ่มกลิ่นคั่วและสีสวย เมื่อกัดจะได้ความเหนียวนุ่ม ตัดกับน้ำเต้าหู้อุ่น ๆ ที่ปรุงหวานพอประมาณ
ควรปั้นแป้งให้ขนาดใกล้เคียงกันเพื่อให้สุกพร้อมกัน เมื่อลูกบัวลอยลอยขึ้นแล้วให้ต้มต่อเล็กน้อยจนสุกถึงด้านใน ก่อนตักลงน้ำเย็นพักสั้น ๆ
ส่วนผสม
- แป้งข้าวเหนียว 50 กรัม
- งาดำบด 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำอุ่น 35-45 มิลลิลิตร
- น้ำเต้าหู้ 300 มิลลิลิตร
- น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
- เกลือ 1 หยิบมือ
วิธีทำ
- ผสมแป้งข้าวเหนียวกับงาดำ ค่อย ๆ เติมน้ำอุ่นและนวดจนแป้งนุ่มไม่ติดมือ
- ปั้นเป็นลูกขนาดประมาณปลายนิ้ว
- ต้มน้ำให้เดือด ใส่บัวลอยลงต้มจนลอย แล้วต้มต่อประมาณ 1 นาที
- อีกหม้อต้มน้ำเต้าหู้กับน้ำตาลและเกลือจนร้อน
- ตักบัวลอยใส่ถ้วย ราดน้ำเต้าหู้แล้วเสิร์ฟอุ่น
12. น้ำเต้าหู้ใบเตย
น้ำเต้าหู้ใบเตยเพิ่มกลิ่นสมุนไพรหอมสดให้สูตรพื้นฐาน ช่วยลดความรู้สึกของกลิ่นถั่วและทำให้เครื่องดื่มดื่มง่ายขึ้น
กลิ่นใบเตยเข้ากับความมันของถั่วเหลืองเป็นพิเศษ เมื่อเติมน้ำตาลเพียงเล็กน้อยจะได้รสละมุน เหมาะทั้งดื่มร้อนและแช่เย็น
เลือกใบเตยสดสีเขียว ล้างซอกใบให้สะอาด และไม่ปั่นนานเกินไปหากต้องการรสอ่อน เมื่อต้มควรคนเป็นระยะเพื่อป้องกันก้นหม้อไหม้
ส่วนผสม
- ถั่วเหลืองแห้ง 60 กรัม
- น้ำสะอาด 450 มิลลิลิตร
- ใบเตย 2 ใบ
- น้ำตาลทราย 1-2 ช้อนชา
- เกลือเล็กน้อย
วิธีทำ
- แช่ถั่วเหลือง 6-8 ชั่วโมง แล้วล้างให้สะอาด
- หั่นใบเตยเป็นท่อน ปั่นพร้อมถั่วและน้ำจนละเอียด
- กรองผ่านผ้าขาวบางแล้วเทน้ำที่ได้ลงหม้อ
- ต้มจนเดือด ลดไฟและต้มต่ออย่างน้อย 10 นาที พร้อมคนสม่ำเสมอ
- เติมน้ำตาลและเกลือ คนให้ละลายแล้วเสิร์ฟ
13. น้ำเต้าหู้ร้อนและสมูทตี้มะม่วง
สูตรนี้เตรียมน้ำเต้าหู้พื้นฐานหนึ่งครั้งแล้วแบ่งเป็นสองแบบ ส่วนหนึ่งเสิร์ฟร้อน อีกส่วนนำไปปั่นกับมะม่วงเป็นเครื่องดื่มเย็น เหมาะกับบ้านที่ชอบรสต่างกัน
น้ำเต้าหู้ร้อนให้รสเรียบ หอมถั่ว ส่วนสมูทตี้มีความหวานหอมและข้นจากเนื้อมะม่วง จึงเปลี่ยนวัตถุดิบชุดเดียวให้เหมาะทั้งมื้อเช้าและช่วงบ่าย
น้ำเต้าหู้ที่จะนำไปปั่นเย็นต้องพักให้เย็นสนิทก่อน ไม่ควรปั่นของเหลวร้อนในโถที่ไม่ได้ออกแบบมารองรับความร้อน เพราะแรงดันไอน้ำอาจทำให้เกิดอันตราย
ส่วนผสม
- น้ำเต้าหู้ไม่หวาน 400 มิลลิลิตร
- มะม่วงสุกหั่นชิ้น 100 กรัม
- น้ำแข็ง 1/2 ถ้วย
- น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ตามชอบ
- เกลือเล็กน้อย
วิธีทำ
- อุ่นน้ำเต้าหู้ 200 มิลลิลิตรจนร้อน เติมเกลือเล็กน้อยแล้วเสิร์ฟเป็นแก้วแรก
- พักน้ำเต้าหู้ที่เหลือให้เย็นสนิท
- ใส่น้ำเต้าหู้เย็น มะม่วง และน้ำแข็งลงเครื่องปั่น
- ปั่นจนเนียน ชิมแล้วเติมน้ำผึ้งหากต้องการ
- เทใส่แก้วและเสิร์ฟทันที
14. น้ำเต้าหู้งาดำ 11 อย่าง
น้ำเต้าหู้สูตรนี้รวมธัญพืช ถั่ว และเมล็ดพืชหลายชนิดไว้ในแก้วเดียว เหมาะกับวันที่ต้องการเครื่องดื่มเนื้อแน่นและกลิ่นรสซับซ้อนกว่าสูตรทั่วไป
ส่วนผสมแต่ละชนิดให้ทั้งความหอม มัน และเนื้อสัมผัส เมื่อนำมาปั่นละเอียดจะได้ความข้นคล้ายเครื่องดื่มธัญพืช สามารถปรับชนิดวัตถุดิบตามของที่มีในครัว
ถั่วและธัญพืชเนื้อแข็งต้องทำให้สุกก่อนใช้ ส่วนงาและเมล็ดพืชควรใช้ในปริมาณพอเหมาะเพื่อไม่ให้รสขมหรือเนื้อข้นเกินไป
ส่วนผสม
- น้ำเต้าหู้ไม่หวาน 350 มิลลิลิตร
- งาดำคั่ว 1 ช้อนชา
- งาขาวคั่ว 1 ช้อนชา
- ถั่วแดงต้มสุก 1 ช้อนโต๊ะ
- ถั่วเขียวต้มสุก 1 ช้อนโต๊ะ
- ลูกเดือยต้มสุก 1 ช้อนโต๊ะ
- ข้าวโอ๊ต 1 ช้อนโต๊ะ
- เมล็ดฟักทอง 1 ช้อนชา
- เมล็ดทานตะวัน 1 ช้อนชา
- อัลมอนด์ 3 เม็ด
- เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 3 เม็ด
- เมล็ดเจีย 1 ช้อนชา
- น้ำตาลหรือน้ำผึ้งตามชอบ
วิธีทำ
- ตรวจให้แน่ใจว่าถั่วแดง ถั่วเขียว และลูกเดือยสุกนุ่มแล้ว
- ใส่วัตถุดิบทั้งหมดพร้อมน้ำเต้าหู้ลงเครื่องปั่น
- ปั่นจนละเอียด หากข้นเกินไปเติมน้ำครั้งละเล็กน้อย
- เทลงหม้อ ตั้งไฟอ่อนและคนจนร้อนทั่วประมาณ 3-5 นาที
- ปรุงหวานตามชอบแล้วเสิร์ฟ
15. น้ำเต้าหู้ฟักทอง
น้ำเต้าหู้ฟักทองเป็นสูตรสีเหลืองนวลที่เพิ่มเนื้อผักสุกลงในเครื่องดื่ม ทำให้ข้นขึ้นและได้ความหวานธรรมชาติจากฟักทอง
รสออกมันนุ่ม มีกลิ่นฟักทองอ่อน ๆ และเนื้อครีมมี่โดยไม่ต้องใส่ครีม เหมาะเป็นมื้อเช้าเบา ๆ หรือเครื่องดื่มอุ่นก่อนเริ่มวัน
ฟักทองต้องนึ่งหรือต้มจนสุกนุ่มก่อนปั่น และไม่ควรใส่มากจนส่วนผสมข้นติดหม้อ หากต้องการนำอาหารชนิดอื่นมาทำแบบสะดวกเพิ่มเติม ลองดู เมนูไมโครเวฟ สำหรับไอเดียที่ใช้เวลาเตรียมไม่มาก
ส่วนผสม
- น้ำเต้าหู้ไม่หวาน 350 มิลลิลิตร
- ฟักทองนึ่งสุก 100 กรัม
- น้ำตาลทรายแดง 1-2 ช้อนชา
- เกลือ 1 หยิบมือ
- อบเชยป่นเล็กน้อย ตามชอบ
วิธีทำ
- ใส่ฟักทองสุกกับน้ำเต้าหู้ประมาณครึ่งหนึ่งลงเครื่องปั่น
- ปั่นจนเนียนแล้วเทลงหม้อ
- เติมน้ำเต้าหู้ที่เหลือ ตั้งไฟอ่อนถึงกลาง
- เติมน้ำตาลและเกลือ คนจนร้อนทั่ว 3-5 นาที
- โรยอบเชยเล็กน้อยก่อนเสิร์ฟตามชอบ
16. น้ำเต้าหู้ปั่นใส่ท็อปปิ้ง
น้ำเต้าหู้ปั่นเป็นเครื่องดื่มเย็นเนื้อเกล็ดละเอียดที่เติมท็อปปิ้งได้หลายชนิด ตั้งแต่เฉาก๊วย ถั่วแดง ไปจนถึงธัญพืชต้มสุก เหมาะกับวันอากาศร้อน
รสพื้นฐานหอมมันและหวานอ่อน ๆ เมื่อปั่นกับน้ำแข็งจะเบาและสดชื่นขึ้น ท็อปปิ้งช่วยเพิ่มทั้งความหนึบ นุ่ม และความสนุกในการกิน
ควรใช้ท็อปปิ้งที่ปรุงสุกและแช่เย็นเรียบร้อย รวมทั้งไม่ใส่น้ำแข็งมากเกินกำลังเครื่องปั่น หากชอบของกินกรอบ ๆ ประกอบมื้อ อาจเลือกไอเดียจาก เมนูหม้อทอดไร้น้ำมัน มาจัดคู่กัน
ส่วนผสม
- น้ำเต้าหู้แช่เย็น 250 มิลลิลิตร
- น้ำแข็ง 1 ถ้วย
- น้ำเชื่อม 1-2 ช้อนชา
- เฉาก๊วยหั่นเต๋า 2 ช้อนโต๊ะ
- ถั่วแดงต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ
- ลูกเดือยต้มสุก 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- ใส่น้ำเต้าหู้ น้ำแข็ง และน้ำเชื่อมลงเครื่องปั่น
- ปั่นเป็นช่วงสั้น ๆ จนน้ำแข็งละเอียดและส่วนผสมเนียน
- ใส่เฉาก๊วย ถั่วแดง และลูกเดือยลงก้นแก้วบางส่วน
- เทน้ำเต้าหู้ปั่นลงแก้ว
- เติมท็อปปิ้งที่เหลือด้านบนและเสิร์ฟทันที
17. น้ำเต้าหู้เย็นใส่ท็อปปิ้ง
น้ำเต้าหู้เย็นใส่ท็อปปิ้งเป็นสูตรปรับได้ตามวัตถุดิบที่มี ตั้งแต่เม็ดแมงลัก เฉาก๊วย ถั่วต้มสุก ไปจนถึงธัญพืช ทำเป็นของว่างได้โดยไม่ต้องปรุงซับซ้อน
จุดเด่นอยู่ที่ความสดชื่นและการเลือกเนื้อสัมผัสได้เอง น้ำเต้าหู้ไม่หวานช่วยให้ท็อปปิ้งแต่ละอย่างเด่นขึ้น และเหมาะสำหรับปรับระดับความหวานตั้งแต่ไม่เติมน้ำตาลจนถึงหวานน้อย
เม็ดแมงลักต้องแช่น้ำจนพองเต็มที่ก่อนกิน ส่วนถั่วและธัญพืชต้องต้มสุกและเก็บเย็นอย่างเหมาะสม ไม่ควรวางทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องนาน
ส่วนผสม
- น้ำเต้าหู้ไม่หวานแช่เย็น 300 มิลลิลิตร
- เฉาก๊วย 2 ช้อนโต๊ะ
- ถั่วแดงต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ
- เม็ดแมงลักแช่น้ำจนพอง 1 ช้อนโต๊ะ
- ลูกเดือยต้มสุก 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำแข็งตามชอบ
- น้ำเชื่อม 1-2 ช้อนชา ตามชอบ
วิธีทำ
- เตรียมท็อปปิ้งทั้งหมดให้สุกและเย็น
- ใส่น้ำแข็งลงแก้ว ตามด้วยเฉาก๊วย ถั่วแดง ลูกเดือย และเม็ดแมงลัก
- เทน้ำเต้าหู้เย็นลงไป
- เติมน้ำเชื่อมตามระดับความหวานที่ต้องการ
- คนเบา ๆ ก่อนเสิร์ฟ
18. โกโก้น้ำเต้าหู้ตีฟอง
โกโก้น้ำเต้าหู้ตีฟองเพิ่มลูกเล่นให้เครื่องดื่มโกโก้ด้วยชั้นโฟมนุ่มด้านบน เหมาะสำหรับทำเป็นเครื่องดื่มคาเฟ่ที่บ้านโดยใช้วัตถุดิบไม่มาก
โกโก้เข้มข้นอยู่ด้านล่าง ส่วนฟองน้ำเต้าหู้ให้สัมผัสเบาและนุ่ม เมื่อดื่มพร้อมกันจะได้ทั้งความขม หอม และมันในแก้วเดียว
เลือกน้ำเต้าหู้ที่มีเนื้อค่อนข้างเข้มข้นเพื่อให้ตีฟองได้ดี หากอุ่นก่อนตีควรใช้อุณหภูมิพออุ่น ไม่ปล่อยให้เดือด และระวังของเหลวกระเด็นจากหัวตี
ส่วนผสม
- น้ำเต้าหู้ไม่หวาน 250 มิลลิลิตร
- ผงโกโก้ไม่หวาน 15 กรัม
- น้ำร้อน 30 มิลลิลิตร
- น้ำตาลหรือน้ำเชื่อม 1-2 ช้อนชา
- น้ำแข็งตามชอบ
วิธีทำ
- ผสมโกโก้ น้ำร้อน และน้ำตาลให้เนียน
- เทโกโก้ลงแก้ว เติมน้ำแข็งหากทำแบบเย็น
- อุ่นน้ำเต้าหู้เพียงเล็กน้อย แล้วใช้ที่ตีฟองนมตีจนเกิดโฟม
- เทน้ำเต้าหู้ลงบนโกโก้ช้า ๆ
- ตักฟองวางด้านบนแล้วเสิร์ฟทันที
19. สลัชชี่น้ำเต้าหู้ชาไทย
สลัชชี่น้ำเต้าหู้ชาไทยผสมกลิ่นชาหอมเข้ากับน้ำถั่วเหลืองแล้วปั่นเป็นเกล็ดเย็น เหมาะเป็นของหวานกึ่งเครื่องดื่มสำหรับช่วงอากาศร้อน
ชาไทยให้กลิ่นเข้มและรสฝาดบาง ๆ ขณะที่น้ำเต้าหู้ช่วยทำให้รสนุ่มลง เนื้อเกล็ดน้ำแข็งช่วยให้เครื่องดื่มสดชื่นและไม่หนักเหมือนชานมสูตรเข้ม
ควรชงชาให้เข้มกว่าปกติเล็กน้อยเพราะน้ำแข็งจะเจือจางรส และต้องพักชาให้เย็นก่อนนำไปปั่น การปั่นของเหลวร้อนกับน้ำแข็งอาจสร้างแรงดันและทำให้อุปกรณ์เสียหาย
ส่วนผสม
- น้ำเต้าหู้แช่เย็น 180 มิลลิลิตร
- ชาไทย 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำร้อน 100 มิลลิลิตร
- น้ำตาล 1-2 ช้อนชา
- น้ำแข็ง 1 ถ้วย
วิธีทำ
- แช่ชาไทยในน้ำร้อน 4-5 นาที แล้วกรองกากชาออก
- เติมน้ำตาลขณะชายังอุ่น คนให้ละลาย แล้วพักให้เย็นสนิท
- เทชา น้ำเต้าหู้ และน้ำแข็งลงเครื่องปั่น
- ปั่นเป็นช่วงสั้น ๆ จนได้เนื้อเกล็ดละเอียด
- ตักใส่แก้วและเสิร์ฟทันที
20. โมจิสดน้ำเต้าหู้
โมจิสดน้ำเต้าหู้เป็นของหวานเนื้อนุ่มหนึบที่ใช้น้ำถั่วเหลืองผสมลงในแป้ง ทำให้มีกลิ่นหอมอ่อนและเหมาะกับการโรยผงถั่ว งาดำ หรือถั่วบด
เมื่อทำสุก แป้งจะเหนียวนุ่มและยืดเล็กน้อย รสไม่หวานจัดจึงเข้ากับผงถั่วคั่วได้ดี เหมาะตัดเป็นชิ้นเล็กสำหรับของว่างหลังอาหาร
แป้งต้องได้รับความร้อนจนสุกใสและเหนียวทั่วถึงเพื่อไม่ให้มีแป้งดิบ ระหว่างกวนควรใช้ไฟอ่อนและระวังส่วนผสมร้อนติดมือ หากมองหาเมนูโปรตีนอื่นสำหรับจัดเป็นมื้อเดียวกัน ลองต่อยอดจาก ไอเดียเมนูไข่ ได้
ส่วนผสม
- แป้งข้าวเหนียว 60 กรัม
- แป้งข้าวโพด 10 กรัม
- น้ำเต้าหู้ 100 มิลลิลิตร
- น้ำตาลทราย 15 กรัม
- น้ำมันพืช 1 ช้อนชา
- ผงถั่วเหลืองคั่วหรืองาดำบด 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- ผสมแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวโพด น้ำตาล และน้ำเต้าหู้จนไม่มีก้อน
- เทลงกระทะเคลือบ ตั้งไฟอ่อนและกวนต่อเนื่อง
- เมื่อแป้งเริ่มจับตัว เติมน้ำมันแล้วกวนจนแป้งสุกใสและรวมเป็นก้อน
- พักจนพอจับได้ แล้วนำไปคลุกผงถั่วเหลืองคั่วหรืองาดำ
- ตัดเป็นชิ้นพอดีคำและรับประทานภายในวันเดียวเพื่อเนื้อสัมผัสที่ดีที่สุด
เคล็ดลับทำเมนูน้ำเต้าหู้ให้อร่อยและปรับใช้ได้หลายสูตร
หากเริ่มจากถั่วเหลืองแห้ง การแช่ให้เมล็ดดูดน้ำเต็มที่ช่วยให้ปั่นง่ายและได้น้ำถั่วมากขึ้น หลังกรองควรต้มให้เดือดสุกทั่วถึง ใช้ไฟไม่แรงเกินไป และคนถึงก้นหม้อสม่ำเสมอ เพราะโปรตีนจากถั่วจับก้นหม้อและไหม้ได้ง่าย
สูตรเครื่องดื่มเย็นควรใช้น้ำเต้าหู้ที่ผ่านความร้อนแล้วและแช่เย็นสนิทก่อนปั่น ส่วนเครื่องดื่มร้อนควรค่อย ๆ เติมผงโกโก้ ชา หรืองาบดที่ละลายหรือปั่นมาแล้ว เพื่อลดปัญหาส่วนผสมจับตัวเป็นก้อน
ท็อปปิ้งอย่างถั่วแดง ลูกเดือย หรือธัญพืชควรปรุงให้สุกและแบ่งเก็บในตู้เย็นเป็นส่วน ๆ ช่วยให้จัดแก้วได้เร็วขึ้น หากอยากเพิ่มเมนูอิ่มท้องในแต่ละวัน สามารถสลับกับ เมนูเห็ดเข็มทอง หรือ สูตรปลาแซลมอน เพื่อเพิ่มความหลากหลายของมื้ออาหาร
สรุป
ทั้ง 20 สูตรแสดงให้เห็นว่าน้ำเต้าหู้ปรับใช้ได้ตั้งแต่เครื่องดื่มร้อนอย่างสูตรงาดำและใบเตย ไปจนถึงเครื่องดื่มเย็นอย่างสมูทตี้ สลัชชี่ และสูตรปั่นใส่ท็อปปิ้ง จึงเลือกทำตามเวลาและวัตถุดิบที่มีได้ง่าย
สำหรับสายของหวาน มีทั้งพุดดิ้ง บัวลอย โยเกิร์ต กรีกโยเกิร์ต และโมจิสด ส่วนวันที่ต้องการความอิ่มมากขึ้น สูตรธัญพืช ฟักทอง หรือปาท่องโก๋ใส่ไข่ช่วยเปลี่ยนน้ำถั่วเหลืองธรรมดาให้กลายเป็นมื้อที่มีเนื้อสัมผัสและรสชาติหลากหลาย
หลักสำคัญอยู่ที่การเลือกวัตถุดิบสดสะอาด ต้มถั่วเหลืองให้สุกทั่วถึง รักษาความสะอาดเมื่อทำอาหารหมัก และเก็บเมนูที่ต้องแช่เย็นในอุณหภูมิที่เหมาะสม เพียงเท่านี้วัตถุดิบพื้นฐานอย่างน้ำเต้าหู้สามารถนำมาหมุนเวียนเป็นอาหารและของหวานได้หลายรูปแบบตลอดสัปดาห์










