ท้าวทองกีบม้าคือใคร? ราชินีแห่งขนมไทยผู้สร้างตำนาน
- ท้าวทองกีบม้า หรือมารีอา กียูมาร์ เดอ ปิญา เป็นสตรีลูกครึ่งโปรตุเกส-ญี่ปุ่น ที่ได้รับสมญานามว่า “ราชินีแห่งขนมไทย”
- ชีวิตของเธอผ่านการขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะภริยาเจ้าพระยาวิไชเยนทร์ แล้วตกต่ำหลังการปฏิวัติพระเพทราชา ก่อนกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ
- มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดและดัดแปลงขนมโปรตุเกสให้เข้ากับวัฒนธรรมไทย เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา และขนมหม้อแกง
- เธอปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าห้องเครื่องต้นวิเสทในราชสำนัก มีสตรีในบังคับบัญชากว่า 2,000 คน และเป็นที่โปรดปรานด้วยความสุจริตในการทำงาน
เมื่อพูดถึงขนมไทยตระกูลทองอย่าง ทองหยิบ ทองหยอด หรือฝอยทอง หลายคนคงนึกถึงชื่อ “ท้าวทองกีบม้า” ผู้ที่ได้รับสมญานามว่า “ราชินีแห่งขนมไทย” ทันที แต่รู้หรือไม่ว่าเธอคือใคร มีต้นกำเนิดอย่างไร และทำไมชีวิตของเธอจึงเต็มไปด้วยความขึ้นๆ ลงๆ ราวกับคลื่นในมหาสมุทร? บทความนี้จะพาไปสำรวจชีวิตของมารีอา กียูมาร์ เดอ ปิญา หรือที่ชาวไทยเรียกว่า ท้าวทองกีบม้า ตั้งแต่การเกิดในครอบครัวลูกครึ่งโปรตุเกส-ญี่ปุ่น การแต่งงานกับขุนนางผู้ทรงอิทธิพล ไปจนถึงบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์ขนมไทยที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบัน
ชีวิตของเธอเริ่มต้นจากความรุ่งเรืองในฐานะภริยาของเจ้าพระยาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ขุนนางชาวกรีกที่มีอำนาจมากที่สุดคนหนึ่งในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก่อนจะตกต่ำสู่จุดต่ำสุดหลังการปฏิวัติของพระเพทราชา และกลับมาสร้างชื่อเสียงอีกครั้งในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ด้วยความสามารถในการทำขนมและความซื่อสัตย์ในการทำงาน เธอจึงกลายเป็นตำนานที่คนไทยจดจำมาจนถึงทุกวันนี้
ประวัติของท้าวทองกีบม้าไม่ได้มีแค่เรื่องราวความสำเร็จอย่างเดียว แต่ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ความเจ็บปวด และความอดทนที่สะท้อนถึงชีวิตของผู้หญิงในสมัยอยุธยา ที่ต้องเผชิญกับความผันผวนทางการเมืองและสังคม มาร่วมเดินทางไปพบกับเรื่องราวของผู้หญิงผู้ทรงพลังคนนี้กันเถอะ
ท้าวทองกีบม้า คือใคร?
ท้าวทองกีบม้า มีชื่อเดิมว่า มารีอา กียูมาร์ เดอ ปิญา (Maria Guyomar de Pinha) หรือที่ชาวฝรั่งเศสเรียกว่า มารี กีมาร์ (Marie Guimar) เธอเกิดประมาณ พ.ศ. 2201-2202 และเสียชีวิตใน พ.ศ. 2265 เป็นสตรีลูกครึ่งที่มีเชื้อสายหลากหลาย ทั้งโปรตุเกส ญี่ปุ่น และเบงกอล ซึ่งทำให้เธอมีความเป็นสากลและเข้าใจวัฒนธรรมหลายแบบได้เป็นอย่างดี
ชื่อ “ทองกีบม้า” เป็นการเพี้ยนมาจากนามสกุล Guyomar ของเธอ โดยคนไทยสมัยนั้นออกเสียงไม่ได้จึงเรียกเพี้ยนเป็น “กีบม้า” ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของตำแหน่งราชการของเธอคือ “ท้าวทองกีบม้า” ที่แปลว่าหัวหน้าห้องเครื่องต้นวิเสทในราชสำนัก ตำแหน่งนี้มีความสำคัญมากในพระราชวัง เนื่องจากต้องดูแลเครื่องเงินเครื่องทอง พระภูษาฉลองพระองค์ และมีสตรีในบังคับบัญชากว่า 2,000 คน
เธอได้รับการยกย่องว่าเป็น“ราชินีแห่งขนมไทย” เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการนำขนมโปรตุเกสมาดัดแปลงให้เข้ากับวัฒนธรรมไทย โดยผสมผสานความรู้ด้านการทำอาหารที่มีมาแต่เดิมเข้ากับวัตถุดิบในท้องถิ่น และสอนความรู้ดังกล่าวแก่สตรีในบังคับบัญชา จนตำรับเหล่านี้แพร่หลายและตกทอดสู่คนไทยรุ่นหลัง แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเธอเป็นผู้คิดค้นขนมเหล่านี้ขึ้นมาเองทั้งหมด แต่บทบาทของเธอในการเผยแพร่และทำให้ขนมเหล่านี้เป็นที่รู้จักในวังและในหมู่ชาวไทยนั้นไม่อาจปฏิเสธได้
ความสำคัญของท้าวทองกีบม้าไม่ได้อยู่แค่การทำขนมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการและความซื่อสัตย์ในการทำงาน เธอคืนเงินสู่ท้องพระคลังปีละครั้งมากๆ ทุกปี จนเป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ บุตรชายของเธอคือ จอร์จ ยังได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ทำให้ครอบครัวของเธอกลับมามีฐานะที่มั่นคงอีกครั้งหลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก
ชีวิตของเธอจึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการฟื้นตัว ความอดทน และการใช้ความสามารถของตนเองเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย เธอเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยสมัยอยุธยา และเป็นสัญลักษณ์ของการผสมผสานวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกและตะวันตกที่ประสบความสำเร็จ

ประวัติและต้นกำเนิด
มารีอา กียูมาร์ เดอ ปิญา เกิดในครอบครัวที่มีเชื้อสายผสมผสานระหว่างหลายชาติพันธุ์ บิดาของเธอชื่อ ฟานิก กียูมาร์ (Fanik Guyomar) มีเชื้อสายโปรตุเกส ญี่ปุ่น และเบงกอล ที่อพยพมาจากอาณานิคมโปรตุเกสในเมืองกัว (Goa) ส่วนมารดาชื่อ อูร์ซูลา ยามาดะ (Ursula Yamada) เป็นลูกหลานผู้ลี้ภัยจากการเบียดเบียนศาสนาคริสต์ในญี่ปุ่น
ต้นกำเนิดของครอบครัวนี้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2135 โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ ผู้นำญี่ปุ่นในสมัยนั้นได้ออกคำสั่งเบียดเบียนศาสนาคริสต์ ทำให้ชาวคริสต์ญี่ปุ่นจำนวนมากต้องหลบหนีออกจากประเทศ รวมถึงบรรพบุรุษของท้าวทองกีบม้าที่เป็นชาวคริสต์เชื้อสายญี่ปุ่น-โปรตุเกส ย่าหรือยายของเธอคือ เซญโญราอิกเนซ มาร์ตินซ์ ถูกนำตัวไปยังเมืองไฮโฟในเวียดนามก่อนที่ครอบครัวจะย้ายมายังกรุงศรีอยุธยา
ตามข้อมูลของนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักประวัติศาสตร์ไทย ครอบครัวของท้าวทองกีบม้าอาจเคยอาศัยอยู่ที่กัมพูชาก่อนที่จะถูกกวาดต้อนมาสู่กรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อคราวทรงยกทัพบุกตีเมืองละแวกในปี ค.ศ. 1593 ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าท้าวทองกีบม้าอาจมีเชื้อสายเขมรหรือจามผ่านทางมารดาด้วย ทำให้เธอเป็นตัวอย่างของการผสมผสานเชื้อสายที่หลากหลายในสังคมอยุธยาสมัยนั้น
กรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้นเป็นศูนย์กลางการค้าและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ มีชุมชนชาวต่างชาติหลายกลุ่มตั้งถิ่นฐานอยู่ รวมถึงชุมชนโปรตุเกสและชุมชนญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาตรงข้ามกัน ครอบครัวของมารีอาจึงเติบโตขึ้นในบรรยากาศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทำให้เธอมีโอกาสเรียนรู้ภาษา ขนบธรรมเนียม และความรู้ต่างๆ จากหลายวัฒนธรรม
ความเป็นชาวคริสต์และการมีเชื้อสายโปรตุเกสของเธอทำให้มีโอกาสเข้าถึงความรู้ด้านการทำอาหารแบบยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งขนมหวานที่ใช้ไข่ไก่เป็นส่วนผสมหลัก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของขนมโปรตุเกส นอกจากนี้ สถานะทางสังคมของครอบครัวที่อยู่ในชุมชนชาวต่างชาติที่มีการค้าขายและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชสำนักก็ทำให้เธอมีโอกาสพบกับคอนสแตนติน ฟอลคอน ขุนนางชาวกรีกผู้มีอำนาจ และในที่สุดก็แต่งงานกับเขา
การเติบโตในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายทางวัฒนธรรมนี้เองที่หล่อหลอมให้ท้าวทองกีบม้ากลายเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถพิเศษในการผสมผสานวัฒนธรรมต่างๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นในผลงานการสร้างสรรค์ขนมไทยที่มีรากฐานมาจากขนมโปรตุเกสแต่ดัดแปลงให้เข้ากับรสนิยมและวัตถุดิบของไทย ทำให้เธอกลายเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมที่สำคัญในประวัติศาสตร์ไทย
การแต่งงานกับเจ้าพระยาวิไชเยนทร์
ชีวิตของมารีอา กียูมาร์เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเธอแต่งงานกับคอนสแตนติน ฟอลคอน หรือเจ้าพระยาวิไชเยนทร์ ขุนนางชาวกรีกที่มีอำนาจมากที่สุดคนหนึ่งในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ฟอลคอนเป็นผู้ที่มีความสนิทสนมกับกษัตริย์และมีบทบาทสำคัญในการติดต่อกับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะฝรั่งเศส การแต่งงานนี้ทำให้มารีอากลายเป็นหนึ่งในสตรีชั้นสูงของราชสำนัก
การเป็นภริยาของขุนนางผู้ทรงอิทธิพลทำให้ท้าวทองกีบม้ามีชีวิตความเป็นอยู่ที่หรูหราและมีฐานะที่มั่นคง พวกเขาอาศัยอยู่ที่บ้านหลวงรับราชทูตหรือที่เรียกว่าบ้านวิไชเยนทร์ในเมืองลพบุรี ซึ่งเป็นพระนครหลวงแห่งที่สองในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บ้านหลังนี้เป็นเคหาสน์ขนาดใหญ่ที่ใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง รวมถึงทูตจากประเทศต่างๆ
ในฐานะภริยาของฟอลคอน เธอมีหน้าที่สำคัญในการจัดเลี้ยงและต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ซึ่งทำให้เธอมีโอกาสใช้ความรู้ด้านการทำอาหารและขนมของตนเอง ตามจดหมายเหตุฝรั่งเศส มารีอาได้ใช้เวลาที่ลพบุรีและกรุงเทพฯ (บางกอก) ในการคิดค้นอาหารคาวหวานเพื่อรับรองแขกต่างชาติและบุคคลสำคัญต่างๆ การนำเสนออาหารและขนมเหล่านี้ทำให้เธอได้รับความสนใจและชื่นชม
อย่างไรก็ตาม ชีวิตที่รุ่งเรืองนี้ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป ในปี พ.ศ. 2231 เกิดการปฏิวัติโดยพระเพทราชาที่ยึดอำนาจจากพระนารายณ์มหาราชที่ประชวรหนัก และสั่งประหารชีวิตเจ้าพระยาวิไชเยนทร์พร้อมกับขุนนางที่สนิทสนมกับชาวต่างชาติอีกหลายคน เหตุการณ์นี้ทำให้ชีวิตของท้าวทองกีบม้าพลิกผันอย่างรวดเร็ว จากการเป็นภริยาของขุนนางผู้ทรงอิทธิพล เธอกลายเป็นหม้ายที่ต้องเผชิญกับความยากลำบาก
หลังจากสามีถูกประหารชีวิต เธอที่อยู่ที่บ้านห่างจากพระราชวังลพบุรีเพียง 200-300 เมตร ก็ทราบข่าวและต้องเผชิญกับความเป็นจริงอันโหดร้าย บุตรชายคนหนึ่งของเธอเพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน และฟอลคอนเองก็ไม่มีอำนาจพอที่จะนำศพลูกคนนี้ไปฝังที่อยุธยาได้ เหลือเพียงบุตรชายอีกคนที่อยู่กับเธอ นอกจากนี้ บรรดาทรัพย์สินอันมีค่าทั้งหมดของเธอยังถูกริบเป็นของหลวง ทำให้เธอต้องเผชิญกับความยากจนอย่างกะทันหัน
ในช่วงเวลานี้ เธอยังต้องเผชิญกับการคุกคามจากพระเจ้าเสือ (หลวงสรศักดิ์) ที่ต้องการให้เธอเป็นสนม เมื่อเธอปฏิเสธ ก็ถูกจับตัวไปขังในคุก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตของเธอ อย่างไรก็ตาม ความเข้มแข็งและความอดทนของเธอทำให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากนี้ไปได้ และในที่สุดก็ได้รับโอกาสในการกลับมาสร้างชีวิตใหม่อีกครั้ง
ช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ในราชสำนัก
หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก ชีวิตของท้าวทองกีบม้าเริ่มพลิกผันในทางที่ดีขึ้นอีกครั้งในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ (สมเด็จพระเจ้าเสือ) ประมาณ พ.ศ. 2233 เธอได้รับอนุญาตให้มาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านโปรตุเกส และได้รับแต่งตั้งให้เป็นชาววิเสทประจำห้องเครื่องในแผ่นดิน ตามบันทึกของบาทหลวงโอมองต์
ตำแหน่งท้าวทองกีบม้าหรือหัวหน้าห้องเครื่องต้นวิเสทเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญมากในราชสำนัก เธอมีหน้าที่ดูแลเครื่องเงินเครื่องทองของหลวง เป็นหัวหน้าเก็บพระภูษาฉลองพระองค์ และกำกับดูแลชาวเครื่องพนักงานหวานในพระราชวัง เธอมีสตรีในบังคับบัญชากว่า 2,000 คน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไว้วางพระราชหฤทัยและความสำคัญของตำแหน่งนี้
ความพิเศษของท้าวทองกีบม้าคือความสุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ ตามบันทึกระบุว่าเธอคืนเงินสู่ท้องพระคลังปีละครั้งมากๆ ทุกปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์และความระมัดระวังในการบริหารจัดการทรัพย์สินของหลวง ความซื่อสัตย์นี้ทำให้เธอเป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระมหากษัตริย์และได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยอย่างสูง
นอกจากนี้ สิ่งที่ช่วยให้เธอกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งคือ จอร์จ บุตรชายของเธอ ที่พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงโปรดไว้ใกล้ชิดพระองค์ การที่บุตรชายได้รับความโปรดปรานนี้ช่วยยกระดับฐานะของครอบครัวและทำให้เธอมีความมั่นคงมากขึ้น ตามบันทึกของเมอซีเยอโชมง เธอได้พบกับมาดามฟอลคอนที่กรุงศรีอยุธยาระหว่างปี พ.ศ. 2262-2267 และบรรยายถึงชีวิตของเธอที่กลับมามีความสุขและมั่นคง
ในช่วงเวลานี้ ท้าวทองกีบม้าได้มีโอกาสทำในสิ่งที่เธอถนัด นั่นคือการสร้างสรรค์ขนมหวาน เธอได้สอนความรู้ด้านการทำขนมแก่สตรีในบังคับบัญชาและเผยแพร่ตำรับขนมที่ได้รับอิทธิพลจากโปรตุเกสให้แพร่หลายในราชสำนักและในหมู่ชาวไทย บทบาทนี้ทำให้เธอกลายเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อาหารไทย แม้ว่าหลักฐานจะไม่ชัดเจนว่าเธอเป็นผู้คิดค้นขนมเหล่านี้ขึ้นมาเองทั้งหมด
ชีวิตในช่วงนี้ของเธอจึงเป็นช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุด จากผู้หญิงที่เคยตกต่ำและถูกคุกคาม เธอกลับมาเป็นบุคคลสำคัญในราชสำนักที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย มีอำนาจในการบริหารจัดการงานสำคัญ และสามารถใช้ความสามารถของตนเองในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมไทยมาจนถึงปัจจุบัน ชีวิตของเธอจึงเป็นตัวอย่างของความอดทน ความเข้มแข็ง และการใช้โอกาสที่ได้รับอย่างเต็มที่
ขนมไทยที่ท้าวทองกีบม้าสร้างสรรค์
ท้าวทองกีบม้ามีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะผู้ที่นำขนมโปรตุเกสมาดัดแปลงและเผยแพร่ให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมขนมไทย ตามจดหมายเหตุฝรั่งเศส เธอเป็นผู้กำกับดูแลชาวเครื่องพนักงานหวานและเป็นต้นสั่งสอนให้ชาวสยามทำขนมหวานหลายชนิด ซึ่งรวมถึง ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองม้วน ทองโปร่ง ทองพลุ ขนมหม้อแกง สังขยา ขนมผิง ขนมฝรั่ง ขนมขิง ขนมไข่เต่า ขนมสัมปันนี และอื่นๆ อีกมากมาย
ขนมเหล่านี้มีลักษณะเด่นคือการใช้ไข่แดงไก่เป็นส่วนผสมหลักร่วมกับน้ำตาล ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของขนมโปรตุเกส โดยเฉพาะขนมที่ทำในอารามและวัด แต่สิ่งที่ท้าวทองกีบม้าทำได้อย่างยอดเยี่ยมคือการดัดแปลงรูปร่างและวิธีการทำให้เข้ากับรสนิยมและวัฒนธรรมไทย เธอใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่นและสร้างสรรค์รูปทรงที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์
ขนมที่สำคัญที่สุดคือทองหยิบซึ่งมีรูปทรงคล้ายดอกไม้ สีเหลืองทองสวยงาม ทำจากแป้ง ไข่แดง และน้ำตาล โดยการปั้นเป็นรูปทรงแล้วนำไปทอดในน้ำเชื่อม รสชาติหวานมัน เนื้อนุ่ม มักใช้ในงานมงคลและเป็นของหวานในงานสำคัญต่างๆ ส่วนฝอยทองทำจากไข่แดงที่ผ่านการกรองแล้วหยดลงในน้ำเชื่อมร้อนจนเป็นเส้นเล็กๆ มีลักษณะคล้ายทองคำเส้น สีเหลืองสดใส รสชาติหวานละมุน มักใช้เป็นเครื่องประดับหน้าขนมหรือเป็นขนมเดี่ยวๆ
ทองหยอดเป็นขนมที่ทำจากไข่แดงผสมแป้งนิดหน่อย แล้วหยดลงในน้ำเชื่อมร้อนเป็นเม็ดกลมๆ สีเหลืองสวยงาม รสชาติหวานมัน มักเสิร์ฟเป็นขนมคู่กับอื่นๆ ส่วนสังขยาเป็นขนมที่ทำจากกะทิ ไข่ และน้ำตาล นึ่งจนสุก มีเนื้อเนียนนุ่ม รสชาติหวานมันจากกะทิ มีหลายแบบทั้งสังขยาฟักทอง สังขยาใบเตย หรือสังขยาใส่ในภาชนะต่างๆ ขนมชนิดนี้เป็นที่นิยมมากในงานมงคลและเป็นขนมประจำวันสำคัญทางศาสนา
ขนมหม้อแกงเป็นขนมที่มีลักษณะคล้ายคัสตาร์ด ทำจากกะทิ แป้ง ไข่ และน้ำตาล อบจนสุก มีรสชาติหวานมันและหอมกะทิ เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน ส่วนทองม้วนทำจากไข่แดงม้วนเป็นแผ่น แล้วตัดเป็นชิ้นๆ รูปทรงสวยงาม รสชาติหวานมันจากไข่แดงและน้ำตาล ขนมเหล่านี้ต่างก็มีเอกลักษณ์และความสวยงามเป็นของตนเอง สะท้อนให้เห็นถึงความประณีตและศิลปะในการทำขนมไทย
แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงว่าขนมโปรตุเกสเหล่านี้แพร่หลายมาในกรุงศรีอยุธยามากกว่า 150 ปีก่อนที่เธอจะเกิด และอาจไม่ใช่เธอเป็นผู้คิดค้นขนมเหล่านี้ขึ้นมาเป็นคนแรก แต่บทบาทของท้าวทองกีบม้าในการรังสรรค์รูปทรงใหม่ๆ การปรับปรุงสูตร การสอนความรู้แก่สตรีในบังคับบัญชา และการทำให้ขนมเหล่านี้เป็นที่แพร่หลายในราชสำนักและในหมู่ชาวไทยนั้นไม่อาจปฏิเสธได้ ขนมเหล่านี้จึงกลายเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมไทยและยังคงเป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน
ชีวิตหลังการปฏิวัติและการกลับมา
หลังจากการปฏิวัติของพระเพทราชาใน พ.ศ. 2231 ชีวิตของท้าวทองกีบม้าตกต่ำลงอย่างมาก นอกจากการสูญเสียสามีแล้ว เธอยังต้องเผชิญกับการคุกคามจากพระเจ้าเสือที่ต้องการให้เธอเป็นสนม เมื่อเธอปฏิเสธ เธอก็ถูกจับตัวไปขังในคุก และยังถูกกักขังที่ป้อมวิไชเยนทร์โดยนายพลเดฟาร์ฌ ที่เคยให้สัญญาว่าจะพาเธอออกจากกรุงสยาม แต่กลับกักขังเธอไว้ในห้องใต้ป้อมที่สกปรกชื้นและอยู่อย่างทุกข์ทรมาน
ในช่วงเวลานี้ เธอพยายามหาทุกวิถีทางที่จะติดต่อกับชาวฝรั่งเศสเพื่อขอความช่วยเหลือในการออกจากแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา แต่ความพยายามเหล่านี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ประวัติของเธอหายไปช่วงหนึ่งหลังจากนั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คลุมเครือและไม่มีบันทึกชัดเจน คาดว่าเธออาจถูกส่งตัวกลับมายังกรุงศรีอยุธยาหลังจากกองทหารฝรั่งเศสเดินทางกลับออกไป
อย่างไรก็ตาม ในที่สุดท้าวทองกีบม้าก็กลับมายังกรุงศรีอยุธยาอีกครั้งและได้รับโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตามบันทึกของบาทหลวงโอมองต์ ประมาณ พ.ศ. 2233 เธอได้รับอนุญาตให้มาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านโปรตุเกสและได้รับแต่งตั้งให้เป็นชาววิเสทประจำห้องเครื่องในแผ่นดิน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูชีวิตของเธอ
การกลับมารับราชการในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทำให้ชีวิตของเธอพลิกผันอย่างสิ้นเชิง จากผู้หญิงที่เคยตกต่ำและถูกคุกคาม เธอกลับมาเป็นบุคคลสำคัญที่มีอำนาจและได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย การที่บุตรชายของเธอคือ จอร์จ ได้รับความโปรดปรานจากพระมหากษัตริย์ก็ช่วยยกระดับฐานะของครอบครัวและทำให้เธอมีความมั่นคงมากขึ้น ตามบันทึกของเมอซีเยอโชมง ที่ได้พบกับมาดามฟอลคอนระหว่างปี พ.ศ. 2262-2267 เธอดูมีความสุขและมีชีวิตที่ดีขึ้นมาก
ช่วงบั้นปลายชีวิตของท้าวทองกีบม้าจึงรุ่งโรจน์กว่าช่วงที่เธอเป็นท่านผู้หญิงของพระยาวิไชเยนทร์เสียอีก ตามที่แม่หญิงการะเกดในละครบุพเพสันนิวาสเคยพูดไว้ว่า “แม่มะลิมีวิบากกรรมของนาง แต่จะผ่านพ้นไปได้ในที่สุด และในบั้นปลายชีวิตของแม่มะลิจะรุ่งโรจน์ยิ่งกว่าช่วงที่เป็นท่านผู้หญิงของพระยาวิไชเยนทร์เสียอีก” คำพูดนี้สะท้อนชีวิตของเธอได้อย่างแท้จริง
เธอเสียชีวิตใน พ.ศ. 2265 โดยได้ทิ้งมรดกที่ยิ่งใหญ่ไว้ให้กับวัฒนธรรมไทย นั่นคือขนมหวานที่เรารู้จักและนิยมรับประทานกันมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าเธอจะผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากมามาก แต่ความอดทน ความเข้มแข็ง และความสามารถในการใช้โอกาสที่ได้รับอย่างเต็มที่ทำให้เธอสามารถกลับมาสร้างชื่อเสียงและมรดกที่จดจำได้ตลอดกาล
ชีวิตของท้าวทองกีบม้าจึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค การใช้ความสามารถของตนเองเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ และการทิ้งมรดกที่มีคุณค่าไว้ให้กับสังคม เธอจึงไม่ใช่แค่ “ราชินีแห่งขนมไทย” แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งและความอดทนของผู้หญิงในประวัติศาสตร์ไทย
ทิ้งท้าย
ท้าวทองกีบม้า หรือมารีอา กียูมาร์ เดอ ปิญา คือบุคคลสำคัญที่มีบทบาทอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะในด้านอาหารและขนมหวาน ชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความท้าทาย ตั้งแต่การเกิดในครอบครัวลูกครึ่งที่มีพื้นเพมาจากหลายชาติพันธุ์ การแต่งงานกับขุนนางผู้ทรงอิทธิพล ไปจนถึงการตกต่ำหลังการปฏิวัติและการกลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง ทุกช่วงเวลาของชีวิตเธอสะท้อนถึงความเข้มแข็ง ความอดทน และความสามารถในการปรับตัว
มรดกที่สำคัญที่สุดที่ท้าวทองกีบม้าทิ้งไว้ให้กับคนไทยคือขนมหวานตระกูลทองและขนมไทยอื่นๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากขนมโปรตุเกส แม้ว่าจะมีการถกเถียงว่าเธออาจไม่ใช่ผู้คิดค้นขนมเหล่านี้ขึ้นมาเป็นคนแรก แต่บทบาทของเธอในการรังสรรค์ ปรับปรุง เผยแพร่ และสอนความรู้แก่คนรุ่นหลังนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ขนมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงอาหารธรรมดา แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการผสมผสานวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกและตะวันตกที่ประสบความสำเร็จ
ในปัจจุบัน ขนมไทยที่ท้าวทองกีบม้ามีส่วนในการสร้างสรรค์และเผยแพร่ยังคงเป็นที่นิยมและเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมไทย ไม่ว่าจะเป็นในงานมงคล งานบุญ หรือเป็นของหวานในชีวิตประจำวัน ทุกครั้งที่เราได้รับประทานทองหยิบ ฝอยทอง สังขยา หรือขนมหม้อแกง เราก็กำลังสัมผัสกับมรดกทางวัฒนธรรมที่เธอได้สร้างสรรค์และถ่ายทอดไว้เมื่อกว่า 300 ปีที่แล้ว สมญานาม “ราชินีแห่งขนมไทย” จึงสมกับเธออย่างแท้จริง
หากใครอยากเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยและวัฒนธรรมอาหารไทย ชีวิตของท้าวทองกีบม้าเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและการปรับตัวที่ทำให้วัฒนธรรมไทยมีความหลากหลายและสมบูรณ์ขึ้น อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้กับเพื่อนๆ และคนที่สนใจประวัติศาสตร์ หรือลองทำขนมไทยตระกูลทองกันดูก็ได้ เพื่อเป็นการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่านี้ต่อไป






![[Review] อารมย์ กาแฟ ณ อุบลราชธานี #7 [Review] อารมย์ กาแฟ ณ อุบลราชธานี](https://www.aroimak.co/wp-content/uploads/2021/03/Aromcoffee-1-390x220.jpg)


