วางแผนทำกับข้าวกินเอง 7 วัน ประหยัด อร่อย ทำได้จริง
- ประหยัดเงินได้จริง ทำกับข้าวเองลดค่าอาหารได้ 50-70% เมื่อเทียบกับซื้อนอกบ้านหรือสั่งเดลิเวอรี่ คิดเป็นเงินเดือนละ 1,400-2,500 บาทต่อคน
- ใช้เวลาแค่วันหยุด 2-3 ชั่วโมง เตรียมอาหารไว้ล่วงหน้าทั้งสัปดาห์ ระหว่างวันทำงานแค่อุ่น 5-10 นาทีก็พร้อมทาน
- เลือกเมนูที่เก็บได้ดี แกงกะทิ น้ำพริก ต้มพะโล้ เป็นเมนูที่อุ่นแล้วยังอร่อย เหมาะกับ Meal Prep มากที่สุด
- เก็บอาหารให้ถูกวิธี ต้องบรรจุในภาชนะปิดสนิท นำเข้าตู้เย็นภายใน 2 ชั่วโมงหลังปรุง และเขียนวันที่ไว้ทุกกล่อง
ค่าอาหารกลายเป็นรายจ่ายอันดับต้น ๆ ของคนไทยไปแล้ว ข้อมูลจาก Euromonitor International ระบุว่าคนไทยใช้จ่ายกับอาหารมากที่สุดเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายหมวดอื่น ยิ่งถ้าซื้อกินนอกบ้านหรือสั่งผ่านแอปเดลิเวอรี่ทุกมื้อ เงินเดือนหายไปกับค่าอาหารเดือนละหลายพันบาทโดยไม่รู้ตัว ปัญหาไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน แต่ยังรวมถึงเรื่องสุขภาพ เพราะอาหารข้างนอกมักมีโซเดียม น้ำมัน และน้ำตาลสูงกว่าที่ร่างกายต้องการ
การ วางแผนทำกับข้าวกินเอง ทั้งอาทิตย์เป็นทางออกที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องงบประมาณและโภชนาการ แนวคิดนี้ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด เพียงแค่ใช้เวลาวันหยุดสัก 2-3 ชั่วโมง เตรียมวัตถุดิบและปรุงอาหารเก็บไว้ ก็มีกับข้าวกินได้ตลอดสัปดาห์ ไม่ต้องเสียเวลาคิดเมนูทุกวัน ไม่ต้องแวะซื้อของทุกเย็น แถมยังควบคุมรสชาติและความสะอาดได้เอง
บทความนี้จะพาไปดูตั้งแต่วิธีวางแผนเมนู เทคนิคเลือกซื้อวัตถุดิบ ตัวอย่างตารางเมนู 7 วัน ไปจนถึงเคล็ดลับเก็บอาหารให้อร่อยและปลอดภัย พร้อมตัวเลขเปรียบเทียบต้นทุนจริงระหว่างทำกินเองกับซื้อนอกบ้าน เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าการลงมือทำกับข้าวเองนั้นคุ้มค่าแค่ไหน

Meal Prep หรือการเตรียมอาหารล่วงหน้าหมายถึงอะไร
Meal Prep ย่อมาจาก Meal Preparation หมายถึงการวางแผนและเตรียมอาหารไว้ล่วงหน้าสำหรับหลายมื้อในคราวเดียว แทนที่จะเข้าครัวทำกับข้าววันละ 2-3 รอบ ก็รวบทุกอย่างไว้ทำในวันเดียว แล้วแบ่งใส่กล่องเก็บไว้ในตู้เย็นหรือช่องแช่แข็ง พอถึงเวลากินแค่นำออกมาอุ่นก็พร้อมทานได้ทันที
แนวคิดนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ใส่ใจสุขภาพและนักออกกำลังกาย เพราะช่วยให้ควบคุมปริมาณสารอาหารในแต่ละมื้อได้อย่างแม่นยำ แต่สำหรับครัวไทย Meal Prep ไม่ได้จำกัดแค่อาหารคลีนหรืออกไก่ต้ม เมนูไทยหลายอย่างเหมาะกับการเตรียมไว้ล่วงหน้าเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นแกงเขียวหวาน แกงส้ม น้ำพริก หรือเมนูผัดต่าง ๆ ที่อุ่นแล้วยังอร่อยเหมือนเดิม
Meal Prep แบ่งได้เป็น 3 ระดับตามความสะดวก ระดับแรกเตรียมแค่วัตถุดิบ เช่น หั่นผัก หมักเนื้อสัตว์ ล้างสมุนไพรไว้ให้พร้อม ระดับที่สองปรุงสำเร็จบางส่วน เช่น ทำน้ำแกงเก็บไว้ ต้มซุปพื้นฐานรอ ระดับที่สามปรุงสำเร็จทั้งหมดแล้วแบ่งใส่กล่อง จะเลือกทำระดับไหนขึ้นอยู่กับเวลาและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน
ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานออฟฟิศ แม่บ้าน นักศึกษา หรือคนที่อยู่คนเดียว การทำ Meal Prep เหมาะกับทุกกลุ่ม เพียงแค่ปรับปริมาณและจำนวนมื้อให้เหมาะกับจำนวนคนที่กิน ก็สามารถประยุกต์ใช้ได้ทันที

ทำไมต้องวางแผนทำกับข้าวกินเองทั้งอาทิตย์
ประหยัดเงินได้มากกว่าที่คิด
ลองคำนวณง่าย ๆ ถ้าซื้ออาหารตามสั่งมื้อละ 50-70 บาท วันละ 2 มื้อ ตกเดือนละ 3,000-4,200 บาทต่อคน ยังไม่รวมค่าเดลิเวอรี่ที่อาจเพิ่มมื้อละ 20-40 บาท แต่ถ้าทำกับข้าวกินเอง ต้นทุนวัตถุดิบตกมื้อละประมาณ 25-40 บาทเท่านั้น เท่ากับประหยัดได้เดือนละ 1,500-2,500 บาทต่อคนเป็นอย่างน้อย
ควบคุมโภชนาการได้ด้วยตัวเอง
การปรุงอาหารเองทำให้รู้แน่ชัดว่าใส่อะไรลงไปในจานบ้าง ลดเกลือ ลดน้ำตาล ลดน้ำมันได้ตามต้องการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แนะนำว่าคนไทยไม่ควรบริโภคโซเดียมเกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม แต่อาหารริมทางหรือข้าวกล่องจำนวนมากมีโซเดียมเกินมาตรฐานนี้ในมื้อเดียว การทำกับข้าวเองจึงช่วยลดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง โรคไต และโรคหัวใจได้อย่างชัดเจน
ประหยัดเวลาระหว่างสัปดาห์
แม้จะต้องใช้เวลาวันหยุด 2-3 ชั่วโมงในการเตรียมอาหาร แต่ตลอดทั้งสัปดาห์จะไม่ต้องเสียเวลาคิดว่า “วันนี้กินอะไรดี” ไม่ต้องต่อคิวรอซื้ออาหาร ไม่ต้องรอไรเดอร์ส่ง แค่เปิดตู้เย็น หยิบกล่องมาอุ่น 3-5 นาทีก็พร้อมทาน หากยังนึกเมนูไม่ออก ลองใช้เครื่องมือสุ่มเมนูอาหารเพื่อหาแรงบันดาลใจได้
ลดขยะอาหารในครัวเรือน
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่าทั่วโลกมีอาหารถูกทิ้งปีละกว่า 1.3 พันล้านตัน การวางแผนเมนูล่วงหน้าช่วยให้ซื้อวัตถุดิบเท่าที่ต้องใช้ ลดโอกาสที่ผักผลไม้จะเน่าเสียคาตู้เย็นเพราะซื้อมาแล้วไม่ได้ทำ

เตรียมตัวก่อนเข้าครัว อุปกรณ์และวัตถุดิบพื้นฐาน
อุปกรณ์ที่ควรมี
ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อเครื่องครัวราคาแพง อุปกรณ์พื้นฐานที่ควรมีสำหรับการทำ Meal Prep ได้แก่
- กล่องถนอมอาหาร แบบแก้วหรือพลาสติกที่ปลอดสาร BPA มีฝาปิดสนิท ควรเตรียมอย่างน้อย 10-14 กล่อง สำหรับแบ่งอาหาร 7 วัน
- หม้อขนาดใหญ่ สำหรับต้มแกงหรือต้มซุปปริมาณมาก
- กระทะ ขนาดกลางถึงใหญ่ สำหรับผัดเมนูต่าง ๆ
- เขียงและมีด ที่คม สะอาด แยกเขียงเนื้อสัตว์กับผักเพื่อความปลอดภัย
- ถุงซิปล็อก สำหรับแบ่งเนื้อสัตว์หมักแช่แข็ง
- สติกเกอร์และปากกา สำหรับเขียนวันที่ปรุงและวันหมดอายุติดกล่อง
วัตถุดิบพื้นฐานที่ควรมีติดครัว
วัตถุดิบบางอย่างเป็นตัวหลักที่ใช้ได้หลายเมนู การซื้อเก็บไว้ช่วยลดเวลาเตรียมของในแต่ละสัปดาห์
- ข้าวสาร เป็นอาหารหลักที่ขาดไม่ได้ หุงครั้งเดียว 3-4 ถ้วยตวง เก็บในตู้เย็นใช้ได้ 3-4 วัน
- ไข่ไก่ วัตถุดิบทำได้สารพัดเมนู ตั้งแต่ไข่เจียว ไข่กระทะ ไปจนถึงไข่พะโล้
- เนื้อหมูและเนื้อไก่ ซื้อแบ่งเป็นส่วน หมักปรุงรสแล้วแช่แข็งไว้ใช้ได้ทั้งสัปดาห์
- ผักพื้นฐาน เช่น กะหล่ำปลี แครอท ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ผักคะน้า เลือกผักที่เก็บได้นานและใช้ได้หลายเมนู
- เครื่องปรุงรส ซีอิ๊วขาว น้ำปลา น้ำมันหอย ซอสพริก น้ำตาลปี๊บ กระเทียม พริกไทย รากผักชี
เคล็ดลับการซื้อของให้ประหยัด
ซื้อของสดที่ตลาดสดจะได้ราคาถูกกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตประมาณ 20-30% โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ผัก และสมุนไพร ควรทำรายการซื้อของ (Shopping List) ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง เพื่อป้องกันการซื้อเกินจำเป็น นอกจากนี้ การซื้อเนื้อสัตว์แพ็คใหญ่แล้วกลับมาแบ่งเองจะได้ราคาต่อกิโลกรัมถูกกว่าซื้อแบ่งขาย

วางแผนเมนูอาหาร 7 วัน แบบทีละขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1: กำหนดจำนวนมื้อและจำนวนคน
เริ่มจากนับว่าต้องเตรียมอาหารกี่มื้อต่อวัน และกี่คน ถ้าอยู่คนเดียวและกินนอกบ้านมื้อเที่ยง อาจเตรียมแค่อาหารเย็น 7 มื้อ แต่ถ้าเป็นครอบครัว 3-4 คนที่กินทุกมื้อ ต้องวางแผนเมนูให้ครอบคลุมมากขึ้น การรู้ตัวเลขชัดเจนช่วยคำนวณปริมาณวัตถุดิบได้แม่นยำ ไม่ซื้อเกินไม่ซื้อขาด
ขั้นตอนที่ 2: เลือกเมนูหลักของแต่ละวัน
หลักการง่าย ๆ ในการจัดเมนู 7 วันให้ไม่ซ้ำซากและครบโภชนาการ ลองแบ่งธีมวัตถุดิบหลักของแต่ละวัน เช่น วันจันทร์เมนูหมู วันอังคารเมนูไก่ วันพุธเมนูไข่ วันพฤหัสบดีเมนูปลา วันศุกร์เมนูหมูอีกรอบ วันเสาร์เมนูทะเล วันอาทิตย์เมนูอะไรที่อยากกินเป็นพิเศษ การหมุนเวียนโปรตีนแบบนี้ทำให้ร่างกายได้สารอาหารหลากหลายและไม่เบื่อ
ขั้นตอนที่ 3: จับคู่เมนูหลักกับเมนูเสริม
เมนูหลักอาจเป็นแกงหรือผัด ส่วนเมนูเสริมอาจเป็นแกงจืดหรือผักลวก การมีทั้งเมนูหลักและเมนูเสริมทำให้สำรับสมบูรณ์ อิ่มพอดี ได้ทั้งโปรตีน ผัก และคาร์โบไฮเดรตครบถ้วน
ขั้นตอนที่ 4: ทำรายการซื้อของ
เมื่อได้เมนูทั้ง 7 วันแล้ว ให้ลิสต์วัตถุดิบทั้งหมด แล้วรวมรายการที่ซ้ำกัน เช่น ถ้า 3 เมนูใช้กระเทียม ก็รวมปริมาณเป็นก้อนเดียว วิธีนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมของสิ่งที่ต้องซื้อ ไม่พลาดรายการสำคัญ และไม่ซื้อซ้ำซ้อน
ขั้นตอนที่ 5: จัดลำดับการปรุง
เมนูที่เก็บได้นานให้ทำก่อน เช่น แกงกะทิ น้ำพริก พะโล้ เมนูที่เก็บได้ไม่นานให้ทำทีหลังหรือเตรียมแค่วัตถุดิบไว้แล้วปรุงสดในวันนั้น เช่น ผัดผักหรือยำ การจัดลำดับที่ดีทำให้ใช้เวลาในครัวอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่วุ่นวาย
ตัวอย่างตารางเมนูอาหาร 7 วัน
ตารางด้านล่างเป็นตัวอย่าง เมนูอาหารประจำสัปดาห์ สำหรับ 1-2 คน เน้นเมนูที่ทำง่าย วัตถุดิบหาได้ทั่วไป และเก็บรักษาได้ดี
| วัน | อาหารเช้า | อาหารกลางวัน | อาหารเย็น |
|---|---|---|---|
| จันทร์ | ไข่กระทะ + ขนมปัง | ข้าวผัดไข่ | ผัดพริกขิงหมู + แกงจืดเต้าหู้ |
| อังคาร | โจ๊กไก่ | ข้าว + แกงเขียวหวานไก่ | ไก่ผัดกระเพรา + ไข่ดาว |
| พุธ | ไข่ต้ม + ข้าวต้ม | ข้าว + แกงส้มผักรวม | หมูทอดกระเทียม + ต้มจืดผักกาดขาว |
| พฤหัสบดี | แซนด์วิชไข่ | ข้าว + ต้มยำกุ้ง | ไก่ต้มน้ำปลา + น้ำจิ้มแจ่ว |
| ศุกร์ | ข้าวต้มหมูสับ | ข้าว + แกงมัสมั่นไก่ | ปลานิลทอด + น้ำพริกกะปิ + ผักลวก |
| เสาร์ | ไข่เจียวหมูสับ + ข้าวสวย | ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ | ผัดผักรวมมิตร + ต้มจืดหมูสับ |
| อาทิตย์ | ข้าวผัดน้ำพริกลงเรือ | หมูสามชั้นผัดพริกเผา | สเต็กอกไก่ + สลัดผัก |
เมนูในตารางนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ปรับเปลี่ยนได้ตามชอบ หลักสำคัญอยู่ที่การหมุนเวียนวัตถุดิบหลักในแต่ละวัน ให้ได้ทั้งเนื้อสัตว์ ผัก และธัญพืชอย่างสมดุล เมนูที่มีน้ำแกง เช่น แกงเขียวหวาน แกงมัสมั่น แกงส้ม เป็นเมนูที่เหมาะกับการทำเก็บไว้ล่วงหน้ามากที่สุด เพราะยิ่งเก็บข้ามคืนรสชาติยิ่งกลมกล่อม
สำหรับเมนูเช้า แนะนำให้เตรียมวัตถุดิบไว้ แต่ปรุงสดในตอนเช้าเพราะใช้เวลาไม่นาน เช่น ไข่กระทะหรือข้าวต้มใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที ส่วนเมนูกลางวันและเย็นเป็นส่วนที่ควรเตรียมปรุงสำเร็จไว้ล่วงหน้าเพื่อประหยัดเวลาในวันทำงาน
เคล็ดลับเก็บอาหารให้อร่อยและปลอดภัย
การทำกับข้าวเตรียมไว้ล่วงหน้าจะได้ผลดีก็ต่อเมื่อ เก็บรักษาอาหาร อย่างถูกวิธี ไม่เช่นนั้นอาหารอาจเสียก่อนถึงวันที่จะกิน หรือรสชาติเปลี่ยนไปจนไม่น่ารับประทาน
อุณหภูมิที่เหมาะสม
ข้อมูลจาก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าอาหารปรุงสุกควรเก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส ภายใน 2 ชั่วโมงหลังปรุงเสร็จ เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตในช่วงอุณหภูมิอันตราย (5-60 องศาเซลเซียส) ที่เรียกว่า Danger Zone ส่วนอาหารที่ต้องการเก็บนานกว่า 3-4 วัน ควรแช่แข็งที่อุณหภูมิต่ำกว่า -18 องศาเซลเซียส
ระยะเวลาเก็บรักษาอาหารแต่ละประเภท
| ประเภทอาหาร | แช่เย็น (0-5°C) | แช่แข็ง (-18°C) |
|---|---|---|
| แกงกะทิ (แกงเขียวหวาน, มัสมั่น) | 3-4 วัน | 1-2 เดือน |
| เมนูผัด (ผัดกระเพรา, ผัดพริกขิง) | 2-3 วัน | 2-4 สัปดาห์ |
| แกงจืด, ต้มจืด, ซุป | 3-4 วัน | 1-2 เดือน |
| ข้าวสวย | 3-5 วัน | 1 เดือน |
| เนื้อสัตว์ปรุงสุก | 3-4 วัน | 2-3 เดือน |
| ไข่ต้มสุก (ปอกเปลือก) | 5-7 วัน | ไม่แนะนำ |
| น้ำพริก | 5-7 วัน | 1 เดือน |
เลือกภาชนะให้เหมาะสม
กล่องแก้วทนความร้อนเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะสามารถนำเข้าไมโครเวฟได้โดยตรง ไม่เสี่ยงต่อสารเคมีปนเปื้อนเมื่อโดนความร้อน หากใช้กล่องพลาสติก ควรเลือกชนิดที่ระบุว่าปลอดสาร BPA และเหมาะสำหรับไมโครเวฟ ปิดฝาให้สนิทเพื่อป้องกันกลิ่นอาหารปะปนกันในตู้เย็น
เทคนิคอุ่นอาหารให้อร่อยเหมือนทำใหม่
อาหารประเภทแกงให้อุ่นด้วยเตาแก๊สไฟอ่อน คนเป็นระยะเพื่อไม่ให้ไหม้ก้นหม้อ อาหารประเภทผัดให้ใส่น้ำเล็กน้อยแล้วอุ่นในกระทะ หรือใช้ไมโครเวฟโดยคลุมฝาหลวม ๆ เพื่อให้ไอน้ำช่วยคืนความชุ่มชื้น ข้าวสวยที่แช่เย็นไว้ ควรพรมน้ำเล็กน้อยก่อนอุ่นไมโครเวฟ จะได้ข้าวร่วนนุ่มไม่แข็งกระด้าง
เปรียบเทียบต้นทุน ทำกินเอง vs ซื้อนอกบ้าน
ตัวเลขด้านล่างประมาณการจากราคาวัตถุดิบในตลาดสดและราคาอาหารตามสั่งเฉลี่ยในกรุงเทพฯ ปี 2567-2568 สำหรับ 1 คน ต่อ 1 สัปดาห์ (คิดเฉพาะมื้อกลางวันและมื้อเย็น รวม 14 มื้อ)
| รายการ | ทำกับข้าวกินเอง | ซื้ออาหารตามสั่ง | สั่งเดลิเวอรี่ |
|---|---|---|---|
| ค่าอาหารต่อมื้อ | 25-40 บาท | 50-80 บาท | 70-120 บาท |
| ค่าอาหาร 14 มื้อต่อสัปดาห์ | 350-560 บาท | 700-1,120 บาท | 980-1,680 บาท |
| ค่าอาหารต่อเดือน (4 สัปดาห์) | 1,400-2,240 บาท | 2,800-4,480 บาท | 3,920-6,720 บาท |
| ประหยัดต่อเดือน (เทียบกับซื้อตามสั่ง) | ประหยัดได้ ~1,400-2,240 บาท | เกณฑ์เปรียบเทียบ | จ่ายเพิ่ม ~1,120-2,240 บาท |
| ควบคุมโภชนาการ | ควบคุมได้ 100% | ควบคุมได้บางส่วน | ควบคุมได้น้อย |
| เวลาต่อมื้อ (เฉลี่ย) | 5-10 นาที (อุ่น) | 15-30 นาที (รอ+เดินทาง) | 30-60 นาที (รอส่ง) |
จากตารางจะเห็นว่า การทำกับข้าวกินเอง ช่วยประหยัดเงินได้ประมาณ 50% เมื่อเทียบกับซื้ออาหารตามสั่ง และประหยัดได้ถึง 60-70% เมื่อเทียบกับสั่งเดลิเวอรี่ ตัวเลขนี้ยังไม่นับรวมผลประโยชน์ด้านสุขภาพที่ตีเป็นตัวเงินไม่ได้ ทั้งการลดโซเดียม ลดน้ำมัน และได้สารอาหารครบถ้วนกว่า
สำหรับครอบครัว 3-4 คน ตัวเลขประหยัดจะยิ่งเห็นชัด เพราะต้นทุนวัตถุดิบต่อหัวจะลดลงเมื่อทำปริมาณมากขึ้น ในขณะที่ค่าอาหารนอกบ้านจะเพิ่มตามจำนวนคน
ข้อผิดพลาดที่มือใหม่มักเจอ และวิธีแก้ไข
1. วางแผนเมนูซับซ้อนเกินไป
มือใหม่หลายคนตื่นเต้นจนวางแผนเมนูหรูทุกวัน สุดท้ายเตรียมไม่ทัน เหนื่อย แล้วล้มเลิก ทางแก้ง่าย ๆ เริ่มจากเมนูพื้นฐานที่ทำได้ไว ใช้วัตถุดิบไม่ซับซ้อน เช่น เมนูไข่ต่าง ๆ ผัดกระเพรา แกงจืด แล้วค่อย ๆ เพิ่มเมนูยากขึ้นเมื่อเริ่มชำนาญ
2. ไม่ทำรายการซื้อของ
ไปตลาดโดยไม่มีลิสต์ มักจะซื้อของเกินจำเป็น หรือลืมซื้อวัตถุดิบสำคัญ ทำให้เมนูที่วางไว้ทำไม่ได้ ต้องด้นสดจนเสียแผน ควรเขียนรายการซื้อของให้ชัดเจน ระบุปริมาณที่ต้องใช้ แล้วยึดตามลิสต์อย่างเคร่งครัด
3. ทำอาหารซ้ำเมนูเดิมทุกสัปดาห์
ทำเมนูเดิมซ้ำ ๆ ทำให้เบื่อเร็ว แล้วกลับไปซื้อกินนอกบ้านเหมือนเดิม ควรหมุนเวียนเมนูอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ ลองหาสูตรใหม่ ๆ จากเมนูไก่ เมนูหมู หรือเมนูต้มที่มีให้เลือกมากมาย
4. เก็บอาหารไม่ถูกวิธี
ใส่อาหารร้อน ๆ เข้าตู้เย็นทันทีทำให้อุณหภูมิในตู้เย็นสูงขึ้น ส่งผลต่ออาหารอื่นที่เก็บไว้ ควรรออาหารเย็นลงก่อน (ไม่เกิน 2 ชั่วโมงหลังปรุง) แล้วค่อยนำเข้าตู้เย็น ปิดฝาให้สนิท และเขียนวันที่ปรุงติดไว้ทุกกล่อง
5. ไม่คำนึงถึงเมนูที่เหมาะกับการเก็บ
บางเมนูอร่อยตอนทำสด แต่อุ่นแล้วรสชาติเปลี่ยนไปมาก เช่น ผัดผักบางชนิดที่เหี่ยวง่าย ยำที่น้ำยำเยิ้มจนเละ เลือกเมนูที่ “เก็บแล้วยังอร่อย” เป็นหลัก ได้แก่ แกงทุกชนิด น้ำพริก ต้มพะโล้ ผัดที่มีน้ำซอสข้น เมนูทอดที่อุ่นซ้ำได้ดี
ทิ้งท้าย
การวางแผนทำกับข้าวกินเองทั้งอาทิตย์ ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ต้องมีวินัยเล็กน้อยในช่วงแรก เริ่มจากการวางแผนเมนู 7 วัน ทำรายการซื้อของ ใช้เวลาวันหยุดเข้าครัวสัก 2-3 ชั่วโมง แล้วแบ่งอาหารเก็บไว้อย่างถูกวิธี เท่านี้ก็มีกับข้าวอร่อย ๆ กินได้ตลอดสัปดาห์โดยไม่ต้องเสียเวลาทำทุกวัน
ผลลัพธ์ที่ได้ชัดเจนทั้งเรื่องเงินและสุขภาพ ประหยัดค่าอาหารได้เดือนละหลายพันบาท ได้กินอาหารที่สะอาด ปลอดภัย และมีประโยชน์ทางโภชนาการตามที่ต้องการ ใครที่ยังไม่เคยลอง แนะนำให้เริ่มจากสัปดาห์แรกด้วยเมนูง่าย ๆ ไม่กี่อย่าง แล้วค่อย ๆ เพิ่มเมนูใหม่ในสัปดาห์ถัด ๆ ไป
ถ้าอ่านแล้วมีไอเดียหรือเคยทำ Meal Prep มาก่อน ลองแชร์เมนูโปรดหรือเทคนิคที่ใช้ได้ผลในคอมเมนต์ด้านล่าง จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านท่านอื่นที่กำลังเริ่มต้นเส้นทางนี้เช่นกัน







