20 เมนูสับปะรด ทำง่าย ได้ทั้งของคาวและของหวาน
- รวมสูตรสับปะรด 20 แบบ ตั้งแต่อาหารจานเดียวไปจนถึงขนมและเครื่องดื่ม
- ปรับปริมาณส่วนผสมให้เหมาะสำหรับทำรับประทาน 1-2 ที่
- มีทั้งเมนูหวาน เปรี้ยว เค็ม เผ็ด และรสสดชื่นให้เลือกตามมื้ออาหาร
- ใช้สับปะรดสดเป็นหลัก พร้อมเคล็ดลับลดน้ำส่วนเกินและรักษาเนื้อสัมผัส
สับปะรดเป็นผลไม้ที่นำไปทำอาหารได้หลากหลายกว่าการรับประทานสด เนื้อฉ่ำและรสหวานอมเปรี้ยวช่วยเพิ่มมิติให้อาหารจานข้าว แกง ผัด ยำ ของทอด ขนมอบ รวมถึงเครื่องดื่มเย็นได้อย่างลงตัว
เมนูสับปะรดหลายสูตรใช้วัตถุดิบพื้นฐานในครัวและใช้เวลาไม่นาน เหมาะทั้งมื้อเร่งด่วน วันหยุด หรือมื้อที่ต้องการเพิ่มรสสดชื่น หากกำลังหาไอเดียอาหารจานง่ายเพิ่มเติม ลองดู ไอเดียเมนูไข่ เพื่อสลับวัตถุดิบในแต่ละวัน
จุดสำคัญอยู่ที่การเลือกสับปะรดสุกพอดี เนื้อแน่น น้ำไม่มากเกินไป เมื่อนำไปผัดหรือทอดจะไม่แฉะ ส่วนเมนูขนมและเครื่องดื่มสามารถเลือกผลที่สุกหวานขึ้นเพื่อให้ได้กลิ่นผลไม้ชัดและลดปริมาณน้ำตาลลง
สับปะรดที่สุกพอดีให้ทั้งความหวาน ความเปรี้ยว และกลิ่นหอม จึงช่วยให้อาหารรสเข้มข้นสดชื่นขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มเครื่องปรุงมากเกินจำเป็น
1. ข้าวผัดไก่สับปะรด
ข้าวผัดไก่สับปะรดเป็นอาหารจานเดียวที่รวมข้าว ไก่ และผลไม้ไว้ในจานเดียว เหมาะสำหรับมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นที่ต้องการสูตรทำเร็วและได้สารอาหารหลายกลุ่ม
รสเค็มหวานจากซอสถั่วเหลืองและน้ำผึ้งเข้ากับความเปรี้ยวสดชื่นของสับปะรด ขณะที่อกไก่ให้เนื้อนุ่มแน่น ต้นหอมช่วยเติมกลิ่นสดก่อนเสิร์ฟ
ควรใช้ข้าวสวยที่เย็นและค่อนข้างแห้งเพื่อให้เมล็ดข้าวร่วน ผัดไก่ให้สุกทั่วถึงก่อนเติมสับปะรด และไม่ควรเคี่ยวนานจนเนื้อผลไม้นิ่มเละ
ส่วนผสม
- ข้าวสวยเย็น 1 1/2 ถ้วย
- อกไก่หั่นเต๋า 150 กรัม
- สับปะรดหั่นชิ้น 1/2 ถ้วย
- น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
- ซอสถั่วเหลือง 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
- ขิงขูด 1/4 ช้อนชา
- พริกไทย 1/4 ช้อนชา
- ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- ตั้งกระทะไฟกลาง ใส่น้ำมันและผัดอกไก่จนด้านนอกเหลืองและเนื้อด้านในสุกทั่ว
- ใส่สับปะรด ซอสถั่วเหลือง น้ำผึ้ง และขิง ผัดประมาณ 1 นาที
- เติมข้าวสวย เร่งเป็นไฟกลางค่อนแรง ผัดจนข้าวร้อนทั่วและเครื่องปรุงเคลือบเมล็ดข้าว
- โรยพริกไทยและต้นหอม ชิมรสแล้วปิดไฟทันที
2. สับปะรดทอดหวานฉ่ำ
สับปะรดทอดเป็นของว่างทำง่าย ใช้เนื้อผลไม้ชิ้นหนาชุบแป้งแล้วทอดจนผิวกรอบ เหมาะสำหรับรับประทานตอนร้อนหรือทำเป็นของหวานหลังอาหาร
เปลือกแป้งกรอบตัดกับเนื้อสับปะรดฉ่ำด้านใน รสหวานอมเปรี้ยวช่วยลดความหนักของของทอด ส่วนถั่วบดช่วยเพิ่มกลิ่นหอมและสัมผัสกรุบ
ซับผิวสับปะรดให้แห้งก่อนชุบแป้งเพื่อให้แป้งเกาะดี ใช้น้ำเย็นจัดผสมแป้งและทอดที่ประมาณ 170-175 องศาเซลเซียสเพื่อลดการอมน้ำมัน
ส่วนผสม
- สับปะรดหั่นแว่นหรือชิ้นหนา 250 กรัม
- แป้งกล้วยทอดสำเร็จรูป 100 กรัม
- น้ำเย็นจัด 100-120 มิลลิลิตร
- เฮเซลนัทบด 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันพืชสำหรับทอด
วิธีทำ
- ซับสับปะรดให้ผิวแห้ง แล้วพักไว้
- ผสมแป้งกับน้ำเย็นทีละน้อยจนได้แป้งข้นพอเคลือบผลไม้
- ตั้งน้ำมันไฟกลางให้ร้อนประมาณ 170-175 องศาเซลเซียส
- ชุบสับปะรดในแป้งแล้วทอดจนเหลืองกรอบทั้งสองด้าน
- ตักขึ้นพักบนตะแกรง โรยเฮเซลนัทบดแล้วเสิร์ฟขณะอุ่น หากชอบของทอดแบบใช้ลมน้อยลง ลองดู เมนูหม้อทอดไร้น้ำมัน เพิ่มเติม
3. สับปะรดทอดหัวหิน
สับปะรดทอดสไตล์หัวหินเน้นชิ้นผลไม้หนาและแป้งทอดกรอบบาง เมื่อทอดใหม่จะได้ของว่างกลิ่นหอมที่ทำรับประทานในบ้านได้ไม่ยุ่งยาก
เสน่ห์อยู่ที่ด้านนอกกรอบเบาแต่ด้านในยังฉ่ำ รสเปรี้ยวหวานช่วยตัดความมัน เหมาะเสิร์ฟช่วงบ่ายพร้อมชาไม่หวานหรือเครื่องดื่มเย็น
เลือกสับปะรดเนื้อแน่นและไม่สุกจัด หากผลไม้มีน้ำมากควรวางบนกระดาษซับก่อนชุบแป้ง และทอดครั้งละไม่มากเพื่อรักษาอุณหภูมิน้ำมัน
ส่วนผสม
- สับปะรด 250 กรัม
- แป้งทอดกรอบ 70 กรัม
- แป้งข้าวเจ้า 20 กรัม
- น้ำเย็นจัด 100 มิลลิลิตร
- งาขาว 1 ช้อนชา
- เกลือ 1 หยิบมือ
- น้ำมันพืชสำหรับทอด
วิธีทำ
- หั่นสับปะรดเป็นชิ้นหนาประมาณ 1 เซนติเมตรแล้วซับให้แห้ง
- ผสมแป้งทอดกรอบ แป้งข้าวเจ้า งา เกลือ และน้ำเย็น
- ตั้งน้ำมันไฟกลางจนร้อน ชุบสับปะรดในแป้งบางๆ
- ทอดประมาณด้านละ 1-2 นาทีจนเหลืองกรอบ แล้วตักขึ้นพักบนตะแกรง
4. ไก่ผัดสับปะรด
ไก่ผัดสับปะรดเป็นกับข้าวรสเข้มที่ทำด้วยกระทะใบเดียว ใช้สะโพกไก่เนื้อนุ่มผัดกับกระเทียม รากผักชี และสับปะรด เหมาะกินกับข้าวสวยร้อน
ซอสพริกและเครื่องปรุงให้รสหวานเค็มอมเผ็ด ขณะที่น้ำจากสับปะรดช่วยเพิ่มความฉ่ำและกลิ่นผลไม้ พริกชี้ฟ้ากับต้นหอมช่วยให้จานสดใสขึ้น
ผัดไก่ให้สุกก่อนใส่ผลไม้ และเติมสับปะรดช่วงท้ายเพื่อลดการเละ สูตรไก่อื่นที่เหมาะทำเป็นกับข้าวสามารถดูต่อได้จาก สูตรน่องไก่
ส่วนผสม
- สะโพกไก่เลาะกระดูกหั่นชิ้น 200 กรัม
- สับปะรดหั่นชิ้น 120 กรัม
- กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
- รากผักชีสับ 1 ราก
- พริกชี้ฟ้าแดงหั่น 1/2 เม็ด
- ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ
- ซีอิ๊วขาว 1/2 ช้อนโต๊ะ
- ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา
- ซอสพริก 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาล 1 ช้อนชา
- น้ำ 30 มิลลิลิตร
- น้ำมัน 1 ช้อนชา
- ต้นหอมซอยเล็กน้อย
วิธีทำ
- ตั้งกระทะไฟกลาง ใส่น้ำมันและไก่ ผัดจนเนื้อไก่เกือบสุก
- เติมรากผักชีกับกระเทียม ผัดจนหอม
- ใส่ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส ซอสพริก น้ำตาล และน้ำ
- ผัดจนไก่สุกทั่วถึง จากนั้นใส่สับปะรดและพริกชี้ฟ้า ผัดต่อประมาณ 1 นาที
- โรยต้นหอมแล้วปิดไฟ
5. ข้าวผัดสับปะรด
ข้าวผัดสับปะรดแบบพื้นฐานเป็นเมนูที่ปรับวัตถุดิบได้ง่าย ใช้ข้าวสวยเย็นผัดกับไข่ ผัก และผลไม้ เหมาะสำหรับจัดการข้าวที่เหลือจากมื้อก่อน
เนื้อสับปะรดหวานอมเปรี้ยวทำให้ข้าวผัดมีรสสดชื่น ไข่เพิ่มความนุ่มและกลิ่นหอม ส่วนแครอตกับหอมใหญ่ช่วยเพิ่มสัมผัสกรุบเบา
อย่าใส่สับปะรดตั้งแต่เริ่มผัด เพราะน้ำผลไม้อาจทำให้ข้าวแฉะ ควรเร่งไฟหลังใส่ข้าวและผัดให้เมล็ดร่วนก่อนเติมผลไม้ช่วงท้าย
ส่วนผสม
- ข้าวสวยเย็น 1 1/2 ถ้วย
- สับปะรดหั่นเต๋า 1/2 ถ้วย
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
- หอมใหญ่หั่นเต๋า 2 ช้อนโต๊ะ
- แครอตหั่นเต๋า 2 ช้อนโต๊ะ
- ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนชา
- ซอสหอยนางรม 1 ช้อนชา
- น้ำตาล 1/2 ช้อนชา
- น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ
- พริกไทยเล็กน้อย
วิธีทำ
- ตั้งกระทะไฟกลางค่อนแรง ใส่น้ำมันและตอกไข่ลงยีจนเกือบสุก
- เติมหอมใหญ่และแครอต ผัดจนเริ่มนุ่ม
- ใส่ข้าว ปรุงด้วยซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรม และน้ำตาล
- ผัดจนข้าวร่วนและร้อนทั่ว เติมสับปะรดแล้วผัดต่อเพียง 30-60 วินาที
- โรยพริกไทยแล้วปิดไฟ
6. ข้าวผัดสับปะรดหอมกระทะ
สูตรนี้เน้นกลิ่นหอมจากการผัดข้าวด้วยไฟค่อนข้างแรง ทำให้เมล็ดข้าวแห้งร่วนและรับรสเครื่องปรุงได้ดี ก่อนเติมสับปะรดเพื่อสร้างรสหวานเปรี้ยวในตอนท้าย
จานที่ได้มีกลิ่นกระทะชัด ข้าวไม่แฉะ และมีสัมผัสฉ่ำสลับกับเม็ดข้าวร่วน เหมาะเสิร์ฟทันทีหลังผัดเสร็จเพื่อรักษากลิ่นหอม
ควรเตรียมวัตถุดิบทุกอย่างไว้ข้างเตา เพราะช่วงผัดใช้เวลาสั้น กระทะต้องร้อนก่อนใส่ข้าว แต่อย่าปล่อยให้น้ำมันเกิดควันจัด
ส่วนผสม
- ข้าวหอมมะลิเย็น 1 1/2 ถ้วย
- สับปะรด 100 กรัม
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
- หอมใหญ่ 30 กรัม
- ต้นหอม 1 ช้อนโต๊ะ
- ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนชา
- ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา
- น้ำตาล 1/2 ช้อนชา
- น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
- พริกไทยขาวเล็กน้อย
วิธีทำ
- ตั้งกระทะจนร้อน ใส่น้ำมันแล้วผัดหอมใหญ่ประมาณ 30 วินาที
- ตอกไข่ลงกระทะ ยีให้กระจายแล้วเติมข้าวทันที
- ผัดด้วยไฟกลางค่อนแรงจนเมล็ดข้าวร่วน
- ปรุงด้วยซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส น้ำตาล และพริกไทย
- ใส่สับปะรดกับต้นหอม ผัดเร็วๆ แล้วปิดไฟ
7. ข้าวผัดสับปะรด
ข้าวผัดสับปะรดสูตรนี้เหมาะสำหรับมื้อเร่งด่วน ใช้เครื่องไม่มากและเน้นรสของผลไม้ เมื่อนำข้าวเย็นมาผัดกับไข่และสับปะรดจะได้อาหารจานเดียวภายในเวลาไม่นาน
รสหวานอมเปรี้ยวแทรกในข้าวผัดเค็มกลมกล่อม ทำให้กินต่อเนื่องได้โดยไม่หนักเกินไป เม็ดมะม่วงหิมพานต์เพิ่มความกรุบและกลิ่นมัน
หากสับปะรดมีน้ำมากให้พักบนตะแกรงก่อนใช้ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ควรเติมหลังปิดไฟหรือก่อนเสิร์ฟเพื่อรักษาความกรอบ
ส่วนผสม
- ข้าวสวยเย็น 1 1/2 ถ้วย
- สับปะรดหั่นเต๋า 100 กรัม
- ไข่ 1 ฟอง
- เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบ 2 ช้อนโต๊ะ
- หอมใหญ่ 2 ช้อนโต๊ะ
- ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนชา
- น้ำตาล 1/2 ช้อนชา
- น้ำมันพืช 2 ช้อนชา
- ต้นหอมเล็กน้อย
วิธีทำ
- ผัดหอมใหญ่กับน้ำมันจนใส แล้วตอกไข่ลงยี
- ใส่ข้าวสวย ผัดด้วยไฟกลางค่อนแรงจนข้าวร้อนทั่ว
- ปรุงด้วยซีอิ๊วขาวและน้ำตาล
- เติมสับปะรด ผัดสั้นๆ ประมาณ 1 นาทีแล้วปิดไฟ
- ใส่เม็ดมะม่วงหิมพานต์และต้นหอมก่อนเสิร์ฟ
8. แกงคั่วสับปะรดหมูสามชั้น
แกงคั่วสับปะรดหมูสามชั้นเป็นกับข้าวไทยรสเข้มข้น ใช้กะทิและพริกแกงเป็นฐาน แล้วเติมสับปะรดเพื่อสร้างรสเปรี้ยวหวานที่เข้ากับความมันของหมู
น้ำแกงหอมกะทิ มีรสเค็มหวานเผ็ดและเปรี้ยวอย่างสมดุล เนื้อหมูสามชั้นนุ่มมันตัดกับเนื้อผลไม้ฉ่ำ เหมาะกินกับข้าวสวยร้อน
เคี่ยวหมูด้วยไฟอ่อนถึงกลางจนสุกนุ่ม และไม่ควรต้มกะทิด้วยไฟแรงต่อเนื่องจนแตกมันมากเกินไป หากชอบหมูเนื้อสัมผัสต่างออกไป ลองดู สูตรหมูกรอบ
ส่วนผสม
- หมูสามชั้นหั่นชิ้น 180 กรัม
- สับปะรดหั่นชิ้น 150 กรัม
- กะทิ 250 มิลลิลิตร
- พริกแกงคั่ว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลมะพร้าว 2 ช้อนชา
- ใบมะกรูดฉีก 2 ใบ
- น้ำ 50 มิลลิลิตร
วิธีทำ
- ใส่กะทิประมาณครึ่งหนึ่งลงหม้อ ตั้งไฟกลางอ่อนแล้วเติมพริกแกง
- ผัดจนมีกลิ่นหอม ใส่หมูสามชั้นและคนให้เครื่องแกงเคลือบทั่ว
- เติมกะทิที่เหลือกับน้ำ เคี่ยวจนหมูสุกและนุ่ม
- ปรุงด้วยน้ำปลาและน้ำตาลมะพร้าว
- เติมสับปะรดกับใบมะกรูด เคี่ยวต่อ 3-5 นาทีแล้วปิดไฟ
9. ข้าวผัดสับปะรดเนื้อ
ข้าวผัดสับปะรดเนื้อเพิ่มความเข้มข้นด้วยเนื้อวัวหั่นบาง เหมาะสำหรับมื้อที่ต้องการโปรตีนมากขึ้นโดยยังรักษารสสดชื่นจากผลไม้ไว้ในจาน
เนื้อวัวให้กลิ่นหอมและรสเข้ม เข้ากับข้าวผัดเค็มหวานและสับปะรดฉ่ำ พริกไทยดำช่วยเสริมกลิ่นเครื่องเทศโดยไม่กลบรสผลไม้
ใช้เนื้อส่วนที่นุ่มและหั่นขวางเส้น ผัดเนื้อด้วยไฟแรงช่วงสั้นๆ แล้วพักออกก่อน เพื่อป้องกันเนื้อเหนียว จากนั้นค่อยนำกลับมาคลุกตอนท้าย
ส่วนผสม
- ข้าวสวยเย็น 1 1/2 ถ้วย
- เนื้อวัวหั่นบาง 120 กรัม
- สับปะรด 100 กรัม
- ไข่ 1 ฟอง
- ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนชา
- ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาล 1/2 ช้อนชา
- น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ
- พริกไทยดำเล็กน้อย
วิธีทำ
- ตั้งกระทะไฟแรง ใส่น้ำมันครึ่งหนึ่ง ผัดเนื้อจนเกือบสุกแล้วตักพัก
- เติมน้ำมันที่เหลือ ตอกไข่ลงยีแล้วใส่ข้าว
- ปรุงด้วยซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรม และน้ำตาล
- ใส่เนื้อกลับลงกระทะพร้อมสับปะรด ผัดจนเนื้อสุกพอดี
- โรยพริกไทยดำแล้วเสิร์ฟ
10. ข้าวผัดสับปะรดแบบบ้านๆ
ข้าวผัดสับปะรดแบบบ้านๆ เน้นวัตถุดิบหาได้ง่ายและขั้นตอนไม่ซับซ้อน เหมาะสำหรับนำข้าวเย็นในตู้เย็นมาทำเป็นมื้อใหม่โดยใช้กระทะเพียงใบเดียว
รสชาติกลมกล่อมจากซอสปรุงรสผสานความหวานธรรมชาติของสับปะรด ไข่ให้เนื้อนุ่ม ส่วนต้นหอมเพิ่มกลิ่นสด เหมาะกับทุกมื้อของวัน
หากใช้ข้าวหุงใหม่ควรเกลี่ยให้คลายร้อนและไอน้ำก่อนผัด เพราะข้าวที่ชื้นเกินไปจับตัวเป็นก้อนง่าย เติมซอสตามขอบกระทะช่วยกระจายกลิ่นหอมได้ดี
ส่วนผสม
- ข้าวสวย 1 1/2 ถ้วย
- สับปะรดหั่นเต๋า 1/2 ถ้วย
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
- กระเทียมสับ 1 ช้อนชา
- ซอสปรุงรส 2 ช้อนชา
- ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
- น้ำตาล 1/2 ช้อนชา
- น้ำมัน 2 ช้อนชา
- ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- ตั้งกระทะไฟกลาง ใส่น้ำมันและกระเทียม ผัดพอหอม
- ตอกไข่ลงยีจนเริ่มจับตัว
- เติมข้าวและผัดให้เมล็ดกระจาย
- ปรุงด้วยซอสปรุงรส ซีอิ๊วขาว และน้ำตาล
- ใส่สับปะรด ผัดอีกประมาณ 1 นาที โรยต้นหอมแล้วปิดไฟ
11. เงาะยัดไส้สับปะรดลอยแก้ว
เงาะยัดไส้สับปะรดลอยแก้วเป็นของหวานผลไม้ที่เหมาะกับอากาศร้อน เนื้อเงาะคว้านเมล็ดแล้วใส่สับปะรดชิ้นเล็ก ก่อนแช่ในน้ำเชื่อมรสอ่อน
เงาะให้สัมผัสนุ่มเด้ง ส่วนสับปะรดด้านในมีรสเปรี้ยวหวาน ทำให้แต่ละคำสดชื่น น้ำเชื่อมเค็มปลายเล็กน้อยช่วยให้รสผลไม้เด่นขึ้น
คว้านเมล็ดด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้เนื้อเงาะขาด และหลังเติมผลไม้ลงน้ำเชื่อมควรต้มเพียงสั้นๆ เพื่อลดการนิ่มเละ
ส่วนผสม
- เงาะสด 250 กรัม
- สับปะรดหั่นแท่งเล็ก 100 กรัม
- น้ำ 250 มิลลิลิตร
- สับปะรดสเปรด 80 กรัม
- น้ำตาล 25 กรัม
- เกลือ 1/8 ช้อนชา
- น้ำแข็งสำหรับเสิร์ฟ
วิธีทำ
- ปอกเงาะแล้วคว้านเมล็ดออก ใส่สับปะรดชิ้นเล็กลงแทนเมล็ด
- ต้มน้ำให้เดือดอ่อน เติมสับปะรดสเปรด น้ำตาล และเกลือ คนจนละลาย
- ใส่เงาะยัดไส้ลงหม้อ รอให้น้ำเริ่มเดือดบริเวณขอบแล้วปิดไฟ
- พักให้เย็นก่อนแช่ตู้เย็น แล้วเสิร์ฟพร้อมน้ำแข็ง
12. เค้กสับปะรดอัพไซด์ดาวน์
เค้กสับปะรดอัพไซด์ดาวน์เป็นขนมอบที่จัดชิ้นสับปะรดไว้ก้นพิมพ์กับน้ำตาล ก่อนเทแป้งเค้กทับ เมื่อนำออกจากพิมพ์ผลไม้จะอยู่ด้านบนอย่างสวยงาม
ด้านบนมีรสคาราเมลหอมหวานและเนื้อผลไม้ฉ่ำ ส่วนเนื้อเค้กนุ่มเหมาะรับประทานกับกาแฟหรือชา หากชอบงานอบแบบง่าย สามารถหาแนวทางเพิ่มจาก สูตรขนมปัง
ระวังคาราเมลร้อนจัดและหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง ควรพักเค้กหลังออกจากเตาประมาณ 10 นาทีแล้วคว่ำขณะยังอุ่น เพื่อช่วยให้หน้าผลไม้หลุดจากพิมพ์ง่าย
ส่วนผสม
- สับปะรดหั่นชิ้น 120 กรัม
- น้ำตาลทรายแดง 30 กรัม
- เนยละลาย 20 กรัม
- แป้งเค้ก 80 กรัม
- ผงฟู 1/2 ช้อนชา
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
- น้ำตาล 35 กรัม
- นมสด 50 มิลลิลิตร
- น้ำมันพืช 25 มิลลิลิตร
- วานิลลา 1/2 ช้อนชา
วิธีทำ
- อุ่นเตาอบที่ 170 องศาเซลเซียส
- ผสมเนยกับน้ำตาลทรายแดง เทลงพิมพ์ขนาดเล็กแล้วเรียงสับปะรด
- ตีไข่กับน้ำตาล เติมนม น้ำมัน และวานิลลา
- ร่อนแป้งกับผงฟูลงไป คนพอเข้ากันแล้วเททับสับปะรด
- อบ 25-30 นาที หรือจนไม้จิ้มกลางเค้กออกมาแห้ง
- พัก 10 นาทีแล้วคว่ำออกจากพิมพ์อย่างระมัดระวัง
13. ข้าวผัดสับปะรด
สูตรข้าวผัดสับปะรดจานนี้ใช้กุ้งเพื่อเพิ่มรสหวานจากอาหารทะเล เหมาะสำหรับมื้อพิเศษที่ยังทำได้รวดเร็วและใช้เครื่องปรุงไม่มาก
กุ้งเนื้อเด้งเข้ากับสับปะรดฉ่ำและข้าวผัดร่วน เม็ดมะม่วงหิมพานต์เพิ่มความกรุบ จานนี้จึงมีเนื้อสัมผัสหลายแบบในคำเดียว
กุ้งสุกเร็ว จึงควรผัดเพียงจนเปลี่ยนสีแล้วพักไว้ก่อน หากผัดนานเนื้อจะแข็ง และควรใส่กลับลงกระทะช่วงสุดท้ายเพื่ออุ่นให้ทั่ว
ส่วนผสม
- ข้าวสวยเย็น 1 1/2 ถ้วย
- กุ้งแกะเปลือก 100 กรัม
- สับปะรด 100 กรัม
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
- เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 20 กรัม
- ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนชา
- ซอสหอยนางรม 1 ช้อนชา
- น้ำตาล 1/2 ช้อนชา
- น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- ผัดกุ้งในน้ำมันครึ่งหนึ่งจนเกือบสุก ตักพัก
- เติมน้ำมันที่เหลือ ตอกไข่ลงยีแล้วใส่ข้าว
- ปรุงด้วยซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรม และน้ำตาล
- เติมสับปะรด กุ้ง และเม็ดมะม่วงหิมพานต์
- ผัดจนทุกอย่างร้อนทั่วแล้วปิดไฟทันที
14. ข้าวผัดสับปะรดสไตล์คลาสสิก
ข้าวผัดสับปะรดสไตล์คลาสสิกจับคู่ข้าว ไข่ ลูกเกด และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ กลายเป็นอาหารจานเดียวที่มีทั้งรสหวาน เค็ม และกลิ่นเครื่องเทศอ่อน
ลูกเกดเพิ่มรสหวานเข้ม ขณะที่ผงกะหรี่ช่วยสร้างกลิ่นเฉพาะตัว สับปะรดทำให้จานไม่แห้งและเพิ่มความสดชื่น เหมาะเสิร์ฟเป็นมื้อกลางวัน
ใส่ผงกะหรี่เพียงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้กลบรสผลไม้ และควรผัดผงกะหรี่กับข้าวให้กระจายทั่วก่อนเติมสับปะรด
ส่วนผสม
- ข้าวสวยเย็น 1 1/2 ถ้วย
- สับปะรด 100 กรัม
- ไข่ 1 ฟอง
- ลูกเกด 1 ช้อนโต๊ะ
- เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 2 ช้อนโต๊ะ
- หอมใหญ่ 30 กรัม
- ผงกะหรี่ 1/4 ช้อนชา
- ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนชา
- น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- ผัดหอมใหญ่กับน้ำมันจนเริ่มใส แล้วตอกไข่ลงยี
- ใส่ข้าวกับผงกะหรี่ ผัดจนสีสม่ำเสมอ
- เติมซีอิ๊วขาวและลูกเกด
- ใส่สับปะรด ผัดอีกประมาณ 1 นาที
- เติมเม็ดมะม่วงหิมพานต์แล้วปิดไฟ
15. สับปะรดทอดป้าเจ้
สับปะรดทอดแบบชิ้นหนาเน้นเปลือกกรอบและเนื้อผลไม้ฉ่ำ สามารถดัดแปลงทำในบ้านด้วยแป้งทอดที่มีแป้งข้าวเจ้าและมะพร้าวขูดผสม
กลิ่นมะพร้าวและงาช่วยเพิ่มความหอมให้แป้งทอด ด้านนอกกรอบ ส่วนด้านในยังมีน้ำผลไม้หวานอมเปรี้ยว เหมาะรับประทานทันทีหลังพักน้ำมัน
ไม่ควรซ้อนชิ้นทอดขณะยังร้อน เพราะไอน้ำทำให้แป้งนิ่ม ควรวางบนตะแกรงเป็นชั้นเดียวและปล่อยให้น้ำมันส่วนเกินหยดออก
ส่วนผสม
- สับปะรด 250 กรัม
- แป้งทอดกรอบ 60 กรัม
- แป้งข้าวเจ้า 20 กรัม
- มะพร้าวขูด 25 กรัม
- งาขาว 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
- เกลือ 1/8 ช้อนชา
- น้ำเย็น 100 มิลลิลิตร
- น้ำมันสำหรับทอด
วิธีทำ
- ผสมแป้งทอดกรอบ แป้งข้าวเจ้า มะพร้าว งา น้ำตาล และเกลือ
- เติมน้ำเย็นแล้วคนพอเข้ากัน
- ตั้งน้ำมันประมาณ 170 องศาเซลเซียส
- ชุบสับปะรดแล้วทอดจนผิวเหลืองกรอบ
- ตักขึ้นวางบนตะแกรงและเสิร์ฟขณะอุ่น
16. สับปะรดทอด
สับปะรดทอดสูตรแป้งผสมใช้ทั้งแป้งทอดกรอบ แป้งข้าวเจ้า และแป้งอเนกประสงค์ ช่วยสร้างเปลือกที่กรอบแต่ไม่แข็งเกินไป เหมาะทำเป็นของว่างแบ่งกัน 1-2 คน
มะพร้าวขูดและงาขาวเพิ่มกลิ่นหอม ขณะที่น้ำปูนใสช่วยให้แป้งมีสัมผัสกรอบขึ้น เนื้อสับปะรดด้านในยังคงหวานฉ่ำและตัดกับผิวทอดได้ดี
น้ำปูนใสควรใช้เฉพาะส่วนใสด้านบนและในปริมาณพอเหมาะ ควบคุมอุณหภูมิน้ำมันให้คงที่ หากร้อนน้อยเกินไปแป้งจะดูดน้ำมันมาก
ส่วนผสม
- สับปะรด 300 กรัม
- แป้งทอดกรอบ 70 กรัม
- แป้งข้าวเจ้า 16 กรัม
- แป้งอเนกประสงค์ 10 กรัม
- น้ำตาล 30 กรัม
- มะพร้าวขูด 50 กรัม
- งาขาว 15 กรัม
- น้ำปูนใส 20 มิลลิลิตร
- น้ำสะอาด 80-100 มิลลิลิตร
- เกลือ 1/4 ช้อนชา
- น้ำมันสำหรับทอด
วิธีทำ
- ผสมแป้งทั้งสามชนิด น้ำตาล เกลือ มะพร้าว และงา
- เติมน้ำปูนใสและน้ำสะอาดทีละน้อยจนได้แป้งข้น
- ตั้งน้ำมันที่ประมาณ 170-175 องศาเซลเซียส
- ชุบสับปะรดในแป้งแล้วหย่อนลงทอดครั้งละไม่มาก
- ทอดจนสีเหลืองทอง ตักพักบนตะแกรงก่อนเสิร์ฟ
17. น้ำสับปะรดพริกเกลือปั่น
น้ำสับปะรดพริกเกลือปั่นเป็นเครื่องดื่มที่นำรสผลไม้มาเติมมิติด้วยพริก เกลือ และน้ำตาล คล้ายการรับประทานสับปะรดจิ้มพริกเกลือในรูปแบบเย็นจัด
รสหวานเปรี้ยวของผลไม้ตามด้วยเค็มและเผ็ดเล็กน้อยช่วยให้สดชื่น เหมาะดื่มช่วงอากาศร้อนหรือเสิร์ฟคู่กับอาหารรสไม่จัด
เริ่มใส่พริกในปริมาณน้อยแล้วชิมก่อนเพิ่ม ระวังไม่ให้เครื่องดื่มเผ็ดหรือเค็มจนกลบรสผลไม้ และควรปั่นดื่มทันทีเพื่อรักษากลิ่นสด
ส่วนผสม
- สับปะรดแช่เย็น 200 กรัม
- น้ำเย็น 80 มิลลิลิตร
- น้ำแข็ง 1 ถ้วย
- น้ำตาล 1-2 ช้อนชา
- เกลือ 1/8 ช้อนชา
- พริกป่น 1/8 ช้อนชา
วิธีทำ
- ใส่สับปะรด น้ำเย็น น้ำแข็ง และน้ำตาลลงเครื่องปั่น
- เติมเกลือกับพริกป่น
- ปั่นจนเนียน ชิมแล้วปรับรสทีละน้อย
- เทใส่แก้วและดื่มทันที
18. เค้กสับปะรดคาราเมล
เค้กสับปะรดคาราเมลมีชั้นผลไม้ฉ่ำและคาราเมลอยู่ด้านบน เนื้อเค้กใช้ไข่แยกส่วนแล้วตะล่อมเมอแรงก์ จึงได้เนื้อนุ่มฟูและเบา
ความหวานหอมของคาราเมลเข้ากับรสเปรี้ยวอ่อนจากสับปะรด เนื้อเค้กฟูช่วยลดความหนักของน้ำตาล เหมาะสำหรับเสิร์ฟเป็นของหวานในมื้อพิเศษ
การทำคาราเมลต้องระวังความร้อนสูง ส่วนเมอแรงก์ควรตีถึงยอดอ่อนและตะล่อมเบามือ หากคนแรงหรือมากเกินไป ฟองอากาศจะยุบจนเค้กแน่น
ส่วนผสม
- สับปะรด 100 กรัม
- น้ำตาลสำหรับคาราเมล 50 กรัม
- น้ำ 15 มิลลิลิตร
- น้ำร้อน 1 ช้อนชา
- ไข่ไก่ 2 ฟอง แยกไข่แดงและไข่ขาว
- น้ำตาลสำหรับเนื้อเค้ก 40 กรัม
- นม 30 มิลลิลิตร
- น้ำมันรำข้าว 15 มิลลิลิตร
- แป้งข้าวเจ้า 45 กรัม
- ผงฟู 1/4 ช้อนชา
- วานิลลา 1/4 ช้อนชา
- น้ำมะนาว 1/4 ช้อนชา
- เกลือ 1 หยิบมือ
วิธีทำ
- อุ่นเตาอบที่ 170 องศาเซลเซียส
- ต้มน้ำตาลกับน้ำจนเป็นสีอำพัน เติมน้ำร้อนอย่างระมัดระวังแล้วเทใส่พิมพ์
- วางสับปะรดบนคาราเมล
- คนไข่แดงกับน้ำตาลครึ่งหนึ่ง เติมนม น้ำมัน วานิลลา แป้ง ผงฟู และเกลือ
- ตีไข่ขาวกับน้ำมะนาว แล้วค่อยๆ เติมน้ำตาลที่เหลือจนตั้งยอดอ่อน
- ตะล่อมไข่ขาวลงส่วนไข่แดง แบ่งผสม 2-3 ครั้ง
- เทใส่พิมพ์และอบประมาณ 25-30 นาทีจนสุกทั่ว
19. สับปะรดปั่น
สับปะรดปั่นเป็นเครื่องดื่มพื้นฐานที่ทำได้ด้วยผลไม้ น้ำแข็ง และน้ำเชื่อมเล็กน้อย เหมาะสำหรับใช้สับปะรดสุกที่มีรสหวานจัดและกลิ่นหอม
เมื่อปั่นละเอียดจะได้เนื้อเครื่องดื่มข้นสดชื่น มีรสเปรี้ยวหวานตามธรรมชาติ ปริมาณน้ำตาลสามารถปรับตามความสุกของผลไม้ได้โดยตรง
หากผลไม้หวานมากสามารถงดน้ำเชื่อม หรือเติมน้ำมะนาวเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความสด ระวังอย่าเติมน้ำมากตั้งแต่แรก เพราะรสจะเจือจาง
ส่วนผสม
- สับปะรดแช่เย็น 220 กรัม
- น้ำแข็ง 1 ถ้วย
- น้ำเย็น 60 มิลลิลิตร
- น้ำเชื่อม 1-2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
- เกลือ 1 หยิบมือ
วิธีทำ
- ใส่สับปะรด น้ำแข็ง น้ำเย็น น้ำเชื่อม น้ำมะนาว และเกลือลงเครื่องปั่น
- ปั่นด้วยความเร็วสูงจนเนื้อเนียนละเอียด
- ชิมและเพิ่มน้ำเชื่อมทีละน้อยตามความหวานของผลไม้
- เทใส่แก้วแล้วเสิร์ฟทันที
20. ยำสับปะรด
ยำสับปะรดเป็นเมนูรสจัดสดชื่นที่ใช้ผลไม้เป็นวัตถุดิบหลัก คลุกกับน้ำยำรสเปรี้ยว เค็ม หวาน และเผ็ด เหมาะเป็นของว่างหรือเครื่องเคียงในมื้ออาหาร
เนื้อสับปะรดฉ่ำเข้ากับหอมแดง พริก และถั่วลิสงได้ดี รสหวานธรรมชาติช่วยลดความแหลมของน้ำปลาและมะนาว ทำให้รสยำมีหลายมิติ
ควรคลุกยำก่อนเสิร์ฟไม่นาน เพราะเกลือและน้ำปลาดึงน้ำออกจากผลไม้ได้เร็ว หากพักไว้นานจานจะมีน้ำมากและเนื้อสับปะรดนิ่มลง
ส่วนผสม
- สับปะรดหั่นชิ้น 200 กรัม
- หอมแดงซอย 2 หัว
- พริกขี้หนูซอย 2-3 เม็ด
- น้ำปลา 2 ช้อนชา
- น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนชา
- ถั่วลิสงคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ
- ผักชี 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- ผสมน้ำปลา น้ำมะนาว และน้ำตาลมะพร้าว คนจนน้ำตาลละลาย
- เติมพริกขี้หนูและหอมแดง
- ใส่สับปะรดแล้วคลุกเบาๆ ให้ทั่ว
- โรยถั่วลิสงและผักชี จากนั้นเสิร์ฟทันที หากต้องการมื้อเร่งด่วนที่ใช้เครื่องครัวน้อย ลองดู เมนูไมโครเวฟ เพิ่มเติม
เคล็ดลับทำเมนูสับปะรดให้อร่อยและเนื้อไม่แฉะ
เลือกสับปะรดที่สุกพอดี เปลือกมีกลิ่นหอมและเนื้อยังแน่น สำหรับเมนูผัดควรซับน้ำจากผิวผลไม้ก่อนลงกระทะ และใส่ช่วงท้ายเพื่อไม่ให้น้ำออกมามากจนข้าวหรือซอสเจือจาง
เมนูทอดควรหั่นชิ้นหนาใกล้เคียงกัน ซับผิวให้แห้ง ใช้แป้งเย็น และรักษาน้ำมันราว 170-175 องศาเซลเซียส การพักของทอดบนตะแกรงแทนกระดาษซ้อนหลายชั้นช่วยรักษาความกรอบได้นานขึ้น
สำหรับขนมและเครื่องดื่ม เลือกผลที่หวานขึ้นได้ แต่ควรชิมก่อนเติมน้ำตาลทุกครั้ง ส่วนเมนูยำหรืออาหารรสจัดควรใช้ผลที่หวานอมเปรี้ยวและเนื้อแน่น เพื่อให้จานมีรสสดและไม่เละง่าย
สรุป
เมนูสับปะรดทำได้ตั้งแต่อาหารจานเดียวอย่างข้าวผัด ไปจนถึงไก่ผัด แกงคั่ว ยำ และของทอด จุดเด่นของผลไม้ชนิดนี้อยู่ที่รสหวานอมเปรี้ยวซึ่งช่วยตัดความมันและเพิ่มความสดชื่นให้อาหารคาวได้ดี
ฝั่งของหวานมีทั้งผลไม้ลอยแก้ว เค้กคาราเมล เค้กอัพไซด์ดาวน์ และสับปะรดทอด ส่วนเครื่องดื่มสามารถทำได้ทั้งแบบปั่นธรรมดาและพริกเกลือปั่น จึงเลือกปรับตามวัตถุดิบและอุปกรณ์ในครัวได้ง่าย
ไม่ว่าจะเลือกสูตรใด การควบคุมความสุกและปริมาณน้ำของสับปะรดมีผลต่อรสและเนื้อสัมผัสมากที่สุด เมื่อเตรียมผลไม้เหมาะกับวิธีปรุง แต่ละจานจะได้กลิ่นหอม รสสมดุล และพร้อมเสิร์ฟสำหรับ 1-2 ที่โดยไม่ต้องใช้ขั้นตอนซับซ้อน










