ทองหยอด คืออะไร ประวัติความเป็นมาและวิธีทำขนมไทยโบราณ
- ทองหยอดมีต้นกำเนิดจากขนมโปรตุเกส Ovos Moles de Aveiro เข้าสู่ไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาโดยท้าวทองกีบม้า
- ส่วนผสมหลักประกอบด้วยไข่แดงเป็ด แป้งข้าวเจ้าอบควันเทียน และน้ำเชื่อมข้นที่มีอุณหภูมิพอดี
- ความแตกต่างจากทองหยิบอยู่ที่รูปทรงกลม วิธีหยอดลงน้ำเชื่อม และเนื้อสัมผัสที่นุ่มละลายในปาก
- เคล็ดลับสำคัญอยู่ที่การควบคุมอุณหภูมิน้ำเชื่อมข้น การตีไข่ให้ฟูพอดี และการใช้ช้อนหยอดที่มีปลายงอเข้าหากัน
ลูกกลมสีเหลืองทองที่ลอยอยู่ในน้ำเชื่อมใส หวานมัน นุ่มละลายในปาก นี่คือ ทองหยอด ขนมไทยโบราณที่หลายคนคุ้นเคย แต่น้อยคนจะรู้ว่าขนมชนิดนี้มีรากเหง้าที่ไม่ได้เกิดขึ้นในสยามประเทศ หากแต่เป็นการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับชาติตะวันตกที่เกิดขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน รสชาติหวานฉ่ำของทองหยอดไม่ได้เป็นเพียงของหวานธรรมดา แต่เป็นตัวแทนของความประณีตในศิลปะการทำขนมไทยที่สืบทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น
หากเคยสงสัยว่าทำไมขนมเม็ดเล็ก ๆ นี้ถึงมีชื่อที่หมายถึงทองคำหยดลงมา หรือว่ามันทำจากอะไรกันแน่ คำตอบอยู่ในกระบวนการทำที่ต้องอาศัยความพิถีพิถันไม่ต่างจากงานฝีมือชั้นสูง แค่เลือกใช้ไข่แดงเกรดดีก็ยังไม่พอ ต้องรู้จักจังหวะการตีให้ฟู อุณหภูมิของน้ำเชื่อมที่พอดี และวิธีหยอดที่ทำให้ลูกขนมกลมสวยทุกเม็ด ใครที่ลองทำเองแล้วไม่สำเร็จสักที อาจเป็นเพราะยังขาดเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ช่างทำขนมรุ่นเก่าเก็บไว้เป็นความลับ
บทความนี้จะพาไปสำรวจประวัติความเป็นมาของทองหยอด ตั้งแต่ต้นกำเนิดในยุโรปจนกลายเป็น ขนมมงคล ในพิธีสำคัญของไทย พร้อมทั้งอธิบายส่วนผสม ขั้นตอนการทำแบบละเอียด และเคล็ดลับที่ช่วยให้ทำสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นคนรักขนมไทยที่อยากลองทำเอง หรือใครที่อยากรู้เรื่องราวเบื้องหลังเมนูนี้ เนื้อหาต่อไปนี้จะตอบทุกข้อสงสัยให้กระจ่าง

ประวัติความเป็นมาของทองหยอด
ทองหยอด มีต้นกำเนิดจากขนมโปรตุเกสที่ชื่อว่า Ovos Moles de Aveiro หรือ โอวุชมอลึชดืออาไวรู ซึ่งเป็นขนมพื้นเมืองดั้งเดิมของเมืองอาไวรู (Aveiro) เมืองชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศโปรตุเกส ขนมดั้งเดิมทำจากแป้งผสมกับไข่แดงและน้ำ หยอดลงในน้ำเดือดแล้วเคี่ยวกับน้ำตาล ได้ลักษณะเป็นเม็ดคล้ายหยดน้ำสีเหลืองทอง ความพิเศษของขนมชนิดนี้คือการใช้ไข่แดงเป็นส่วนผสมหลัก จึงได้สีเหลืองอมทองที่เป็นเอกลักษณ์
การเผยแพร่ขนมชนิดนี้เข้าสู่สยามประเทศเกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ช่วงรัชสมัยของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ยุคที่ประเทศไทยมีการติดต่อค้าขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชาติตะวันตกอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประเทศโปรตุเกส บุคคลสำคัญที่นำเอาสูตรขนมนี้มาเผยแพร่คือ ท้าวทองกีบม้า หรือชื่อเดิมว่า มารี กีมาร์ (Marie Guimar) หญิงสาวลูกครึ่งโปรตุเกส-ญี่ปุ่นที่เข้ามาอยู่ในพระราชวังสมัยนั้น
หลังจากแต่งงานกับเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ท้าวทองกีบม้าได้เข้ารับราชการในพระราชวังในตำแหน่ง หัวหน้าห้องเครื่องต้น มีหน้าที่ดูแลเครื่องเงินเครื่องทองของหลวง เก็บพระภูษาฉลองพระองค์ และจัดเตรียมผลไม้ของเสวย ในช่วงที่รับราชการนี้เอง เธอได้สอนการทำขนมหวานจำพวก ทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง ทองพลุ ทองโปร่ง และขนมผิง ให้แก่สาว ๆ ที่ทำงานอยู่กับเธอในวัง ขนมเหล่านี้จึงเริ่มขึ้นจากในวังก่อนจะถูกถ่ายทอดออกสู่ครัวเรือนชาวไทยทั่วไป
ท้าวทองกีบม้าไม่ได้แค่คัดลอกสูตรจากโปรตุเกสมาตำ ๆ แต่เธอปรับให้ขนมมีกลิ่นหอมจากดอกมะลิ ลดความหวานลงจนพอดีกับลิ้นคนไทย และตั้งชื่อใหม่ให้ขนมเหล่านี้มีความหมายมงคล การเปลี่ยนจาก Ovos Moles ธรรมดา ให้กลายเป็นทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง นั่นเป็นจุดที่ทำให้ขนมไทยโบราณหลายชนิดมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนถึงทุกวันนี้
ความหมายมงคลและเอกลักษณ์ของทองหยอด
ชื่อ ทองหยอด มาจากลักษณะของขนมที่เหมือนกับทองคำหยดลงมาเป็นเม็ด ๆ สีเหลืองทองเปล่งประกาย ในวัฒนธรรมไทย สีทองเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง ร่ำรวย และความเป็นสิริมงคล การนำขนมที่มีสีเหลืองทองมาใช้ในงานพิธีต่าง ๆ จึงมีความหมายแฝงว่าขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีชีวิตที่รุ่งเรือง มีโชคลาภ และประสบความสำเร็จในชีวิต ทองหยอดจึงปรากฏตัวบ่อยครั้งในงานมงคลสมรส งานขึ้นบ้านใหม่ และงานบวช
เอกลักษณ์ที่สำคัญอีกประการของทองหยอดคือรูปทรงกลมของลูกขนม ในคติไทย ความกลมเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์พูนสุขและความเป็นเอกภาพ ไม่มีมุมหรือความแหลมคม ทองหยอดจึงเป็นตัวเลือกที่ดีในการมอบเป็นของขวัญหรือนำมาร่วมพิธี เพราะนอกจากรสชาติที่อร่อยแล้วยังสื่อถึงความปรารถนาดีจากผู้ให้อีกด้วย ความกลมกล่อมของรูปทรงนี้ยังสะท้อนถึงความประณีตของผู้ทำ ที่ต้องใช้ฝีมือในการหยอดให้ทุกเม็ดมีขนาดใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ ทองหยอดยังเป็นหนึ่งในกลุ่มขนมที่เรียกว่า ขนมเครื่องทอง หรือ ขนมมงคล ซึ่งรวมถึง ทองหยิบ ฝอยทอง และทองพลุ ขนมเหล่านี้มักปรากฏร่วมกันในพานขนมไทยโบราณ โดยเฉพาะในพิธีหมั้นและพิธีถวายพร ความนิยมของทองหยอดไม่ได้จำกัดเฉพาะในกรุงเทพฯ หรือภาคกลาง แต่ยังแพร่หลายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ แม้ว่าสูตรอาจมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยตามท้องถิ่น แต่รสชาติหวานมันและเนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่ยังไม่มีขนมชนิดใดมาแทนที่ได้
ส่วนผสมและเครื่องมือสำหรับทำทองหยอด
การทำ ทองหยอด ที่บ้านต้องเตรียมส่วนผสมหลัก ๆ ไม่กี่อย่าง แต่แต่ละอย่างมีความสำคัญต่อผลลัพธ์สูง ไข่แดงเป็นดาวเด่นของสูตรนี้ โดยทั่วไปช่างทำขนมนิยมใช้ไข่แดงของไข่เป็ดเป็นหลัก เพราะให้สีเหลืองทองที่เข้มข้นและเนื้อที่แน่นกว่าไข่ไก่ แต่หากต้องการให้เนื้อขนมไม่แข็งกระด้างจนเกินไป สามารถผสมไข่แดงไข่ไก่เข้าไปบ้างตามสูตรที่นิยมทำกันในปัจจุบัน การเลือกไข่เป็ดสดและเกรดดีจะช่วยให้สีสันของทองหยอดออกมาสวยงามเป็นธรรมชาติ
แป้งที่ใช้ต้องผ่านกระบวนการอบควันเทียนก่อน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคย แต่ถือเป็นความลับสำคัญในการทำขนมไทยโบราณหลายชนิด การอบแป้งด้วยควันเทียนจะช่วยเพิ่มกลิ่นหอมเฉพาะตัวให้กับตัวขนม และทำให้เนื้อแป้งมีความแห้งที่เหมาะสมต่อการผสมกับไข่แดง โดยปกติจะใช้แป้งข้าวเจ้าเป็นหลัก ผสมกับแป้งมันเล็กน้อยเพื่อช่วยให้เนื้อขนมมีความเหนียวนุ่มพอดี หากใช้แป้งมันมากเกินไป เนื้อขนมจะกลายเป็นเหนียวหนึบจนไม่เหมือนทองหยอดแท้ ๆ
น้ำเชื่อมในสูตรทองหยอดแบ่งออกเป็นสองชนิด คือ น้ำเชื่อมข้นสำหรับใช้ต้มขนม และน้ำเชื่อมใสสำหรับแช่ขนมหลังจากสุกแล้ว น้ำเชื่อมข้นต้องมีความหนืดที่พอเหมาะ ไม่ใสหรือข้นจนเกินไป โดยทั่วไปใช้น้ำตาลทรายผสมกับน้ำลอยดอกมะลิหรือน้ำเปล่าที่หยดกลิ่นมะลิ การใช้น้ำลอยดอกมะลิจะช่วยเพิ่มความหอมอ่อน ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของขนมไทยชนิดนี้ ส่วนน้ำเชื่อมใสมีความเจือจางกว่า ใช้สำหรับแช่ขนมเพื่อลดความหวานและคลายความร้อนหลังจากต้ม ทำให้ขนมเก็บไว้ทานได้นานขึ้นและรสชาติไม่หวานจนเลี่ยน
เครื่องมือที่จำเป็นประกอบด้วยหม้อทองเหลืองหรือหม้อสแตนเลสสำหรับต้มน้ำเชื่อม ช้อนสำหรับหยอดขนมที่มีลักษณะพิเศษคืองอปลายเข้าหากันทั้งสองด้าน ตะกร้อมือหรือที่ตีไข่สำหรับตีไข่แดงให้ฟู ผ้ากรองหรือกระชอนตาถี่สำหรับกรองไข่แดง และเทอร์โมมิเตอร์สำหรับวัดอุณหภูมิน้ำเชื่อมข้น หากไม่มีเทอร์โมมิเตอร์ ให้สังเกตจากลักษณะฟองของน้ำเชื่อมแทน ฟองที่ละเอียดและหนาแน่นบ่งบอกว่าน้ำเชื่อมมีความข้นใช้ได้
วิธีทำทองหยอดแบบละเอียด
ขั้นตอนที่ 1: เตรียมแป้ง
ร่อนแป้งข้าวเจ้าและแป้งมันผสมเข้าด้วยกันให้เข้ากัน จากนั้นนำแป้งที่ร่อนแล้วใส่ลงในภาชนะที่มีฝาปิด จุดควันเทียนแล้วปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ให้ควันเทียนเข้าไปอบแป้งจนได้กลิ่นหอมเฉพาะตัว ขั้นตอนนี้ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่เป็นหัวใจที่ทำให้ทองหยอดมีกลิ่นหอมแบบดั้งเดิมที่แตกต่างจากขนมไข่แดงทั่วไป หลังจากอบแป้งเสร็จแล้วพักไว้ให้เย็นลงก่อนนำไปใช้
ขั้นตอนที่ 2: ตั้งน้ำเชื่อมใสและน้ำเชื่อมข้น
สำหรับน้ำเชื่อมใส นำน้ำเปล่าหรือน้ำลอยดอกมะลิผสมกับน้ำตาลทรายในอัตราส่วน 2:1 ตั้งไฟกลางโดยไม่ต้องคนน้ำตาล ปล่อยให้ละลายเองด้วยความร้อน เมื่อน้ำตาลละลายหมดแล้วต้มต่ออีกสักครู่ ใส่น้ำกลิ่นมะลิเล็กน้อย แล้วปิดไฟ กรองด้วยผ้าขาวบางเพื่อกำจัดเศษที่ไม่ต้องการ นำไปพักไว้ในภาชนะก้นลึกให้เย็น
สำหรับน้ำเชื่อมข้น นำน้ำเปล่าหรือน้ำลอยดอกมะลิผสมกับน้ำตาลทรายในอัตราส่วน 1:1 ตั้งไฟกลางโดยไม่ต้องคนเช่นกัน ต้มต่อประมาณ 15-20 นาที โดยอุณหภูมิไม่ควรเกิน 114 องศาเซลเซียส ใส่น้ำกลิ่นมะลิตามลงไป วิธีสังเกตว่าน้ำเชื่อมข้นใช้ได้หรือไม่ ให้ดูที่ลักษณะฟองบนผิวน้ำเชื่อม หากฟองมีลักษณะละเอียดและฟูขึ้นมา แสดงว่าน้ำเชื่อมมีความข้นพอเหมาะ นำไปใช้ได้ทันที
ขั้นตอนที่ 3: เตรียมไข่แดง
ตอกไข่เป็ดแล้วแยกไข่แดงออกจากไข่ขาวอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ไข่ขาวปนเข้าไป เพราะจะทำให้เนื้อขนมไม่เนียน นำไข่แดงใส่ผ้ากรองหรือกระชอนตาถี่ รีดเบา ๆ เพื่อกำจัดเยื่อหุ้มไข่แดงและทำให้เนื้อไข่เนียนขึ้น จากนั้นตีไข่แดงด้วยตะกร้อมือหรือที่ตีไข่ ตีให้ขึ้นฟูปานกลางประมาณ 5 นาที ระวังอย่าตีมากเกินไป เพราะเนื้อไข่จะฟูจนไม่ติดกันและหยอดเป็นลูกไม่ได้ หากตีไม่พอ ขนมจะไม่นุ่มฟูตามที่ต้องการ
ขั้นตอนที่ 4: ผสมแป้งและหยอดลงน้ำเชื่อม
ตักแป้งที่อบควันเทียนไว้ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ใส่ลงในไข่แดงที่ตีฟูแล้ว ค่อย ๆ ใช้ช้อนคนเบา ๆ ไปในทิศทางเดียวกัน จนกว่าไข่กับแป้งจะผสมกันจนเป็นเนื้อเดียว ไม่เห็นเม็ดแป้ง ใช้ช้อนที่งอปลายเข้าหากันทั้งสองด้าน ตักไข่ผสมแป้งขึ้นมาแล้วหยอดลงในน้ำเชื่อมข้นที่เดือดอยู่บนเตา ปล่อยให้ไข่ตกลงสู่ก้นหม้อแล้วสุกตัวเป็นลูกกลม ๆ เนื่องจากความร้อนของน้ำเชื่อมจะทำให้แป้งสุกและไข่แดงเซ็ตตัว
ขั้นตอนที่ 5: แช่ในน้ำเชื่อมใสและจัดเสิร์ฟ
เมื่อทองหยอดสุกดี ใช้กระชอนตักขึ้นจากน้ำเชื่อมข้น แล้วนำไปแช่ในน้ำเชื่อมใสทันที เพื่อลดความร้อนและหยุดการสุกตัวของขนม น้ำเชื่อมใสยังช่วยลดความหวานเข้มข้นจากน้ำเชื่อมข้น ทำให้รสชาติกลมกล่อมลงตัว หลังจากแช่ไว้สักครู่จึงตักใส่ภาชนะเสิร์ฟ พร้อมราดน้ำเชื่อมใสเล็กน้อย หรือนำไปแช่เย็นก่อนเสิร์ฟตามชอบ
ทองหยอดกับทองหยิบ ต่างกันอย่างไร
หลายคนสับสนระหว่าง ทองหยอด กับ ทองหยิบ เพราะทั้งสองชนิดใช้ส่วนผสมหลักเหมือนกัน ได้แก่ไข่แดง น้ำตาล และแป้ง แต่ความแตกต่างมีอยู่ที่รูปทรง วิธีการทำ และลักษณะของน้ำเชื่อม ตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้จะช่วยให้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจน
| ลักษณะ | ทองหยอด | ทองหยิบ |
|---|---|---|
| รูปทรง | กลมคล้ายลูกปิงปอง | แบนรูปดอกไม้หรือกลีบดอก |
| วิธีทำ | หยอดลงในน้ำเชื่อมข้น | ตักไข่ใส่กระทะทองเหลืองแล้วพับ |
| เนื้อสัมผัส | นุ่มละลายในปาก คล้ายขนมไข่ | นุ่มฉ่ำ มีเนื้อฟูมากกว่า |
| น้ำเชื่อม | ใช้น้ำเชื่อมข้นหยอด และน้ำเชื่อมใสแช่ | ใช้น้ำเชื่อมข้นกว่าทองหยอด |
| ความหมาย | ทองหยดลงมา หมายถึงโชคลาภ | ทองหยิบได้ หมายถึงความมั่งคั่ง |
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ขั้นตอนการทำ ทองหยอดต้องใช้ช้อนหยอดไข่ผสมแป้งลงในน้ำเชื่อมเดือด ๆ โดยตรง ในขณะที่ทองหยิบต้องตักไข่ที่ตีฟูใส่กระทะทองเหลืองที่มีน้ำเชื่อมบาง ๆ แล้วใช้ไม้พับเป็นรูปดอกไม้ ความยากของทองหยิบจึงอยู่ที่ทักษะการพับไข่ให้เป็นกลีบดอกสวยงาม ส่วนทองหยอดเน้นที่การควบคุมอุณหภูมิน้ำเชื่อมและจังหวะการหยอดให้ลูกขนมกลมเท่ากัน
เคล็ดลับทำทองหยอดให้สำเร็จ
ความลับสำคัญที่สุดในการทำ ทองหยอด อยู่ที่การควบคุมอุณหภูมิของน้ำเชื่อมข้น หากน้ำเชื่อมร้อนเกินไป ไข่แดงจะสุกเร็วจนแตกตัวและไม่เป็นลูกกลม แต่หากอุณหภูมิต่ำเกินไป ไข่จะสุกช้าจนแป้งละลายออกมาในน้ำเชื่อม ทำให้น้ำขุ่นและลูกขนมไม่สวย การใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิให้อยู่รอบ ๆ 110-114 องศาเซลเซียส จึงเป็นวิธีที่แนะนำสำหรับผู้เริ่มต้น
การตีไข่แดงให้ฟูเป็นอีกหัวใจสำคัญ ต้องตีจนไข่มีฟองอากาศผสมอยู่มากพอที่จะทำให้ขนมนุ่ม แต่ไม่มากจนเนื้อไข่กลายเป็นฟองละเอียดจนไม่เหลือความหนืด ทดสอบโดยยกตะกร้อขึ้นแล้วให้ไข่หยดลงมาเป็นสาย หากสายไข่พับซ้อนกันในชามแล้วค่อย ๆ จมลงไป แสดงว่าฟูพอดี นอกจากนี้ หลังจากตีไข่เสร็จควรปิดฝาหรือคลุมด้วยผ้าสะอาดทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่สัมผัสอากาศจนแห้งและเกิดฟิล์มบนผิว
การเลือกใช้ช้อนหยอดยังส่งผลต่อรูปทรงของขนม ช้อนที่ดีควรมีปลายงอเข้าหากันทั้งสองด้าน พอดีกับปากช้อน จะช่วยให้ไข่ไหลออกมาเป็นหยดกลม ๆ ได้ดี หากใช้ช้อนธรรมดา ไข่อาจไหลออกมาเป็นเส้นหรือแบน ทำให้ลูกขนมไม่กลมสวย นอกจากนี้ ระดับน้ำเชื่อมข้นในหม้อควรมีมากพอที่จะท่วมลูกขนมทั้งหมดที่หยอดลงไป แต่ไม่มากจนต้มเดือดรุนแรงจนไข่แตกตัว
สุดท้าย หากทำทองหยอดเสร็จแล้วต้องการเก็บไว้ทานต่อ ให้แช่ในตู้เย็นในน้ำเชื่อมใส สามารถเก็บได้ 2-3 วัน แต่รสชาติและเนื้อสัมผัสจะดีที่สุดในวันแรกที่ทำ หากต้องการนำออกมาเสิร์ฟหลังจากแช่เย็น แนะนำให้พักให้ขนมอยู่ในอุณหภูมิห้องสักครู่ก่อน เนื้อขนมจะนุ่มละมุนกว่ากินตอนเย็นจัด หรือหากชอบทานแบบเย็น ๆ สามารถใส่น้ำแข็งเล็กน้อยในน้ำเชื่อมใสได้
สรุป
ทองหยอด เป็นมากกว่าขนมหวานธรรมดา แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานอันวิจิตรระหว่างวัฒนธรรมไทยและโปรตุเกส จากต้นกำเนิดในเมืองอาไวรู สู่พระราชวังกรุงศรีอยุธยา และแพร่กระจายสู่ครัวเรือนชาวไทยทั่วประเทศ ขนมเม็ดเล็ก ๆ สีเหลืองทองนี้บรรจุอยู่ทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปะการทำขนม และความหมายอันเป็นมงคลที่คนไทยให้ความเคารพมาช้านาน
การทำทองหยอดให้สำเร็จต้องอาศัยความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การอบแป้งด้วยควันเทียน การตีไข่ให้ฟูพอดี การตั้งน้ำเชื่อมให้ข้นพอเหมาะ และการหยอดให้ลูกขนมกลมสวย หากลองทำตามสูตรและเทคนิคที่บทความนี้แนะนำ แต่ยังไม่สำเร็จในครั้งแรก อย่าท้อ เพราะช่างทำขนมมืออาชีพเองต้องใช้เวลาฝึกฝนนานกว่าจะชำนาญ ความสำเร็จอยู่ที่การสังเกตและปรับแต่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามสภาพครัวของตนเอง
หากสนใจศึกษาขนมไทยโบราณชนิดอื่น ๆ เพิ่มเติม ลองดูบทความเกี่ยวกับ ทองหยิบ ฝอยทอง หรือ ขนมเบื้อง ได้ที่เว็บไซต์ ทุกชนิดมีเรื่องราวและเทคนิคเฉพาะตัวที่น่าค้นหาไม่แพ้กัน ลองทำขนมเหล่านี้เสิร์ฟในวันพิเศษ หรือฝึกฝนทำเป็นอาชีพเสริมได้ ขนมไทยโบราณยังคงมีตลาดที่ต้องการอยู่เสมอ โดยเฉพาะในงานมงคลและเทศกาลสำคัญ










