สูตรอาหาร

30 เมนูเนื้อทำเองที่บ้าน ครบทุกสไตล์ ยำ ผัด แกง ต้ม ย่าง ตุ๋น

  • รวม 30 เมนูเนื้อวัวที่ทำเองได้ที่บ้าน ครอบคลุมทั้งยำ ย่าง ผัด แกง ต้ม ตุ๋น และอบ
  • แต่ละเมนูมีส่วนผสมพร้อมปริมาณชัดเจนและวิธีทำทีละขั้นตอน 5 ถึง 10 ขั้นตอน
  • ระบุส่วนของเนื้อที่เหมาะกับแต่ละวิธีทำ (สันใน สันคอ เนื้อน่อง เนื้อสะโพก ซี่โครง) พร้อมเคล็ดลับเลือกซื้อ
  • เรียงตามวิธีทำ จากดิบ ลวก ย่าง ผัด ทอด แกง ต้ม ตุ๋น และอบ

เนื้อวัวเป็นวัตถุดิบที่อยู่ในอาหารของคนไทยมาหลายศตวรรษ ตั้งแต่ลาบแบบล้านช้าง แกงกะทิแบบภาคกลาง ไปจนถึงเนื้อย่างเกลือในอาหารอีสาน ข้อดีของเนื้อวัวคือความหลากหลายของส่วนตัด (cut) ที่เหมาะกับวิธีทำที่ต่างกัน สันในเหมาะกับการย่างเร็วและผัดไฟแรง เนื้อน่องเหมาะกับตุ๋นนาน ซี่โครงเหมาะกับอบ และสะโพกเหมาะกับต้มและแกง การเข้าใจส่วนของเนื้อที่ใช้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง ตามหลักแล้ว เนื้อโค หมายถึงกล้ามเนื้อลายของสัตว์เคี้ยวเอื้องที่เรียกว่าโคหรือวัว แต่สำหรับการทำอาหาร แต่ละส่วนของวัวมีคุณสมบัติทางกายภาพที่แตกต่างกันอย่างมาก

งานวิจัยด้านโภชนาการระบุว่าเนื้อวัวเป็นแหล่งโปรตีนสมบูรณ์ ให้กรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน รวมถึงธาตุเหล็กชนิดฮีม (heme iron) ที่ร่างกายดูดซึมได้ดีกว่าเหล็กจากพืชถึง 2 ถึง 3 เท่า เนื้อวัวส่วนไม่ติดมัน 100 กรัมให้โปรตีนประมาณ 26 กรัม และธาตุเหล็กประมาณ 2.6 มิลลิกรัม คิดเป็นประมาณ 14 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน นั่นทำให้เนื้อวัวเป็นวัตถุดิบที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงเมื่อเลือกส่วนที่มีไขมันต่ำและปรุงด้วยวิธีที่เหมาะสม

ลิสต์นี้รวม 30 เมนูเนื้อวัวที่หมุนรอบวิธีทำ 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มดิบและลวกสไตล์อีสาน (ก้อย ลาบ น้ำตก พล่า) กลุ่มย่าง (เนื้อย่างจิ้มแจ่ว เนื้อย่างเกาหลี เนื้อแดดเดียว) กลุ่มผัดไฟแรง (กะเพรา พริกแกง น้ำมันหอย พริกไทยดำ ผัดขิง) กลุ่มทอด (เนื้อทอดกระเทียม) กลุ่มแกงกะทิ (พะแนง มัสมั่น แกงเผ็ด เขียวหวาน) กลุ่มต้ม (ต้มยำ ต้มแซ่บ เกาเหลา ก๋วยเตี๋ยว) และกลุ่มตุ๋นกับอบ (เนื้อตุ๋น ตุ๋นยาจีน สตูว์ เนื้ออบ ซี่โครงอบ) คัดเลือกจากเมนูที่ทำสำเร็จได้จริงในครัวบ้านไทย โดยใช้วัตถุดิบหาได้ในตลาดสดและซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป

เคล็ดลับเลือกเนื้อให้เหมาะกับเมนู: เนื้อสันใน (Tenderloin) เหมาะกับย่างเร็วและผัดไฟแรงเพราะนุ่มที่สุด เนื้อสันนอก (Striploin) เหมาะกับสเต๊กและเนื้อย่าง เนื้อสะโพก (Topside/Silverside) เหมาะกับต้ม แกง และตุ๋น เนื้อน่อง (Shank) เหมาะกับตุ๋นนานเพราะมีเอ็นและคอลลาเจนสูง เนื้อซี่โครง (Rib) เหมาะกับอบและย่างช้า การเลือกส่วนเนื้อให้ตรงกับวิธีทำเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่กำหนดความสำเร็จของเมนู

ก้อยเนื้อ

ก้อยเนื้อ เป็นเมนูอีสานดั้งเดิมที่ใช้เนื้อวัวสดคุณภาพดีหั่นละเอียด คลุกกับเลือดเนื้อสด (หรือน้ำปลาร้าต้มสุกในบางสูตร) เครื่องสมุนไพร และข้าวคั่ว มีรสชาติเผ็ดนำ เปรี้ยวจากมะนาว เค็มหอมจากน้ำปลา และมันจากเนื้อวัวดิบ เนื้อสัมผัสหนึบนุ่มตัดกับความกรุบของข้าวคั่ว ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เหมาะกับการทานคู่ข้าวเหนียวร้อนและผักสดเคียง เช่น ใบสะระแหน่ ผักชีลาว ต้นหอม และแตงกวา

ก้อยเป็นอาหารโบราณของชาวอีสานที่พัฒนามาจากภูมิปัญญาการถนอมอาหารด้วยการหมักเนื้อกับเครื่องเทศและเลือด วัวที่ใช้ทำก้อยควรเป็นวัวที่เชือดสดใหม่และเนื้อต้องมาจากส่วนสันในหรือสันนอกที่ไม่มีพังผืด ใน บทความประวัติก้อยเนื้อ อธิบายว่าก้อยเนื้อแบบดั้งเดิมของอีสานต้องมีเลือดเนื้อสดเป็นส่วนผสมหลัก แต่ในปัจจุบันมีสูตรก้อยเนื้อสุกที่ใช้การลวกเนื้อในน้ำเดือด 30 วินาทีก่อนนำมาคลุกเครื่อง เพื่อความปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ

@kruawtoday

ก้อยเนื้อ ก้อยขมๆกับข้าวเหนียวฮ้อนๆ เฮ็ดกินเองเเซ่บคักพี่น้อง #เทรนด์วันนี้ #ก้อยเนื้อ #เมนูง่ายๆ #อาหารอีสาน #ครัวทูเดย์ @ครัวทูเดย์

♬ เสียงต้นฉบับ – WutStudio_Music – WUTSTUDIO Music

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสันใน (หั่นเป็นชิ้นเล็กขนาด 0.5 เซนติเมตร แล้วสับหยาบ) 300 กรัม
  2. เลือดเนื้อสด (หรือน้ำปลาร้าต้มสุกสำหรับสูตรไม่ใช้เลือด) 2 ช้อนโต๊ะ
  3. ข้าวคั่ว (คั่วข้าวสารจนเหลืองทองแล้วตำหยาบ) 2 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำปลาร้าต้มสุก 1 ช้อนโต๊ะ
  5. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
  7. พริกป่นคั่ว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  8. ต้นหอมซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  9. ผักชีฝรั่งซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  10. ใบสะระแหน่ (เด็ดใบ) 1/4 ถ้วย
  11. หอมแดงซอยบาง 3 หัว
  12. น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

  1. เตรียมเนื้อ: นำเนื้อวัวแช่ตู้เย็นช่องธรรมดา 20 นาทีให้เนื้อแข็งขึ้นเล็กน้อย จากนั้นหั่นเป็นชิ้น 0.5 เซนติเมตรแล้วสับด้วยมีด 2 เล่มให้ละเอียด ไม่ควรใช้เครื่องบดเพราะเนื้อจะเละเกินไป
  2. คลุกเลือด: เทเลือดเนื้อสดลงบนเนื้อสับ คลุกเคล้าด้วยมือให้เลือดซึมเข้าเนื้อจนทั่ว พักไว้ 5 นาที หากไม่ใช้เลือด ข้ามขั้นตอนนี้
  3. ปรุงรสพื้นฐาน: ใส่น้ำปลาร้าและน้ำปลาลงในเนื้อ คลุกให้เข้ากัน
  4. ปรุงรสจัด: ใส่มะนาว พริกป่นคั่ว และน้ำตาลทราย คลุกเร็ว ๆ ให้ส่วนผสมกระจายทั่ว
  5. ใส่สมุนไพร: ใส่ต้นหอม ผักชีฝรั่ง หอมแดงซอย และข้าวคั่ว คลุกเบา ๆ มือพอให้ทุกอย่างเข้ากัน
  6. เสิร์ฟ: จัดจานด้วยใบสะระแหน่ ตักก้อยลงกลางจาน เสิร์ฟคู่ข้าวเหนียวร้อนและผักสดเคียง

ลาบเนื้อ

ลาบเนื้อ เป็นหนึ่งในเมนูเอกลักษณ์ของอาหารอีสานที่ใช้เนื้อวัวสับหรือหั่นหยาบนำมาคลุกกับน้ำปลา น้ำมะนาว พริกป่นคั่ว และข้าวคั่ว รสชาติออกเปรี้ยวนำ เค็มตาม เผ็ดปลาย และมีกลิ่นหอมควันจากข้าวคั่ว เนื้อสัมผัสของลาบมีความหนึบของเนื้อตัดกับความกรุบของข้าวคั่วและความสดของสมุนไพร ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เหมาะกับการเป็นกับแกล้มหรืออาหารจานหลักทานคู่ข้าวเหนียว

ความพิเศษของลาบเนื้อเมื่อเทียบกับลาบหมูคือกลิ่นหอมเฉพาะของเนื้อวัวที่โดดเด่นกว่า และรสสัมผัสที่แน่นกว่าเมื่อผ่านการรวนสุก สำหรับผู้ที่ทำ ลาบหมู เป็นประจำอยู่แล้ว การเปลี่ยนมาใช้เนื้อวัวจะให้มิติรสชาติที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน เคล็ดลับสำคัญคือการเลือกใช้เนื้อสันคอที่มีมันแทรกพอประมาณ รสชาติของลาบจะนุ่มและมีมิติมากกว่าเนื้อล้วน

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสันคอ (สับหยาบพอประมาณ) 300 กรัม
  2. น้ำเปล่าสำหรับรวน 3 ช้อนโต๊ะ
  3. น้ำปลา 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
  5. พริกป่นคั่ว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  6. ข้าวคั่วบดหยาบ 2 ช้อนโต๊ะ
  7. ต้นหอมซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  8. ผักชีฝรั่งซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  9. ใบสะระแหน่ (เด็ดใบ) 1/4 ถ้วย
  10. น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
  11. หอมแดงซอยบาง 3 หัว
  12. ดีปลี (สำหรับบางสูตร) 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

  1. รวนเนื้อ: ตั้งกระทะด้วยไฟกลาง ใส่เนื้อสับและน้ำเปล่า 3 ช้อนโต๊ะ รวนจนเนื้อเริ่มสุกและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน ระวังอย่ารวนนานเกินไปเพราะเนื้อจะแข็ง
  2. สะเด็ดน้ำ: เมื่อเนื้อสุกแล้ว รินน้ำส่วนเกินออกให้เหลือเนื้อพอหมาด พักให้อุ่น 2 ถึง 3 นาที
  3. ปรุงรส: ใส่น้ำปลาและน้ำตาล ลงในเนื้ออุ่น ๆ คลุกให้เข้ากัน
  4. ปรุงรสจัด: เติมน้ำมะนาวและพริกป่นคั่ว คลุกให้ส่วนผสมกระจายทั่ว
  5. ใส่ข้าวคั่วและสมุนไพร: ใส่ข้าวคั่ว ต้นหอม ผักชีฝรั่ง และหอมแดง คลุกเบา ๆ
  6. เสิร์ฟ: จัดลงจาน โรยหน้าด้วยใบสะระแหน่และดีปลี (ถ้าใช้) เสิร์ฟคู่ข้าวเหนียวร้อน ผักสด และแคบหมู

น้ำตกเนื้อ

น้ำตกเนื้อ เป็นยำเนื้อวัวย่างสไตล์อีสานที่ได้ชื่อจากเวลาย่างเนื้อบนเตาถ่าน น้ำจากเนื้อจะหยดลงถ่านเสียงดัง “น้ำตก” เนื้อที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นสันนอกหรือสันคอ ย่างจนสุกปานกลาง (medium rare) แล้วหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ คลุกกับน้ำยำรสจัด รสชาติน้ำตกออกเปรี้ยวนำ เค็ม เผ็ด และมีความหอมควันไฟ ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เหมาะกับมื้อเย็นสังสรรค์และกับแกล้ม

ความแตกต่างระหว่างน้ำตกเนื้อกับลาบเนื้อคือน้ำตกใช้เนื้อย่างแทนเนื้อสับรวน ทำให้ได้กลิ่นหอมไหม้จากเตาถ่านและเนื้อสัมผัสที่นุ่มเด้งกว่า ในขณะที่ลาบใช้เนื้อสับรวนแล้วคลุกเครื่อง น้ำตกเนื้อแบบดั้งเดิมต้องย่างด้วยเตาถ่านเท่านั้นจึงจะได้กลิ่นควันไฟที่สมบูรณ์ แต่หากทำในคอนโด สามารถใช้กระทะย่างพร้อมฝาปิดเพื่อรักษากลิ่นควันได้ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของรสชาติ

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสันนอก (ชิ้นหนาประมาณ 2 เซนติเมตร) 300 กรัม
  2. เกลือป่นสำหรับหมักเนื้อย่าง 1/4 ช้อนชา
  3. น้ำปลา 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
  5. พริกป่นคั่ว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  6. ข้าวคั่วบดหยาบ 2 ช้อนโต๊ะ
  7. ต้นหอมซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  8. ผักชีฝรั่งซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  9. ใบสะระแหน่ (เด็ดใบ) 1/4 ถ้วย
  10. น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
  11. หอมแดงซอยบาง 3 หัว
  12. น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. เตรียมเนื้อ: นำเนื้อออกจากตู้เย็นพัก 20 นาทีให้อุณหภูมิเท่าห้อง โรยเกลือป่นบาง ๆ ทั้งสองด้าน จากนั้นตั้งเตาหรือกระทะย่างให้ร้อนจัดที่สุด
  2. ย่างเนื้อ: วางเนื้อลงบนเตาย่างไฟแรง ย่างด้านละ 2 ถึง 3 นาทีสำหรับ medium rare เมื่อพลิกด้านแล้วถ้าต้องการความสุกเพิ่ม ย่างต่อด้านละ 1 นาที
  3. พักเนื้อ: เมื่อย่างเสร็จแล้วนำเนื้อขึ้นพักบนเขียง 5 นาที (ห้ามหั่นทันทีเพราะน้ำในเนื้อจะไหลออกหมด)
  4. หั่นเนื้อ: หั่นเนื้อเฉียงกับแนวเสี้ยนเนื้อ (ตัดขวางเส้นใย) เป็นชิ้นหนา 3 ถึง 4 มิลลิเมตร
  5. ปรุงน้ำยำ: ผสมน้ำปลา น้ำตาล น้ำเปล่า และน้ำมะนาวในชามใหญ่ ชิมรสเปรี้ยว เค็ม หวานให้ได้สมดุล (เปรี้ยวนำ)
  6. คลุก: ใส่เนื้อหั่น พริกป่นคั่ว และข้าวคั่วลงในน้ำยำ คลุกเร็ว ๆ ให้ซอสเคลือบเนื้อทุกชิ้น
  7. ใส่สมุนไพร: ใส่หอมแดง ต้นหอม ผักชีฝรั่ง และสะระแหน่ คลุกเบา ๆ
  8. เสิร์ฟ: จัดใส่จาน เสิร์ฟคู่ข้าวเหนียวร้อนและผักสด

พล่าเนื้อ

พล่าเนื้อ เป็นอาหารไทยภาคกลางที่คล้ายยำแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะคือการใช้เนื้อวัวลวกพอสุกแล้วนำมาคลุกกับน้ำพล่าที่มีส่วนผสมของกระเทียมดองและน้ำกระเทียมดอง รสชาติออกเปรี้ยวหวานนำ เค็มตาม และมีกลิ่นฉุนเฉพาะของกระเทียมดอง เนื้อสัมผัสนุ่มจากเนื้อลวกที่ยังคงความชุ่มชื้น ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เหมาะกับอาหารเรียกน้ำย่อยหรือกับแกล้ม

ความแตกต่างสำคัญระหว่างพล่ากับยำทั่วไปคือน้ำปรุง พล่าใช้กระเทียมดองและน้ำกระเทียมดองเป็นหัวใจของรสชาติ ในขณะที่ยำทั่วไปใช้พริกและมะนาวเป็นหลัก น้ำกระเทียมดองให้รสเปรี้ยวแบบหมักที่เป็นธรรมชาติ ไม่แหลมเหมือนน้ำส้มสายชู เคล็ดลับคือการลวกเนื้อในน้ำเดือดจัดเพียง 20 ถึง 30 วินาทีเท่านั้น หากนานเกินจะทำให้เนื้อแข็งและสูญเสียความชุ่มฉ่ำ

@moo_hiw

แจกสูตร พล่าเนื้อย่าง แค่เห็นก็น้ำลายสอ เนื้อย่าง พล่า รสชาติจัดจ้าน ฉ่ำนุ่มมากก หมูหิว เจ๊หมูชวนหิว

♬ เสียงต้นฉบับ – หมูหิว เจ๊หมูชวนหิว – หมูหิว เจ๊หมูชวนหิว

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสันใน (หั่นบางเฉียง 2 มิลลิเมตร) 200 กรัม
  2. กระเทียมดอง (ซอยเป็นเส้น) 3 หัว
  3. น้ำกระเทียมดอง 2 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  5. น้ำมะนาว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  7. พริกขี้หนูสวนซอย 10 เม็ด
  8. ตะไคร้ซอยบาง (เฉพาะส่วนขาว) 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  9. หอมแดงซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  10. ใบสะระแหน่ 1/4 ถ้วย
  11. กะหล่ำปลีซอยฝอย 1/4 ถ้วย
  12. พริกแห้งทอดสำหรับโรยหน้า 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. ลวกเนื้อ: ต้มน้ำในหม้อให้เดือดจัด ใส่เนื้อที่หั่นไว้ลงลวก 30 วินาที พอเนื้อเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน ตักขึ้นสะเด็ดน้ำทันที
  2. ปรุงน้ำพล่า: ผสมน้ำกระเทียมดอง น้ำปลา น้ำมะนาว และน้ำตาลทรายในชามผสม คนจนน้ำตาลละลาย
  3. ปรุงรสจัด: ใส่พริกขี้หนูซอยและตะไคร้ลงในน้ำปรุง ชิมรสให้ได้เปรี้ยวหวานนำ เค็มตาม
  4. คลุก: ใส่เนื้อลวก หอมแดง และกระเทียมดองซอย ลงในน้ำพล่า คลุกเบา ๆ ให้ส่วนผสมเคลือบเนื้อทั่ว
  5. จัดจาน: วางกะหล่ำปลีซอยรองจาน ตักพล่าเนื้อลงตรงกลาง โรยใบสะระแหน่และพริกแห้งทอด
  6. เสิร์ฟ: เสิร์ฟทันทีขณะเนื้ออุ่น อย่าทิ้งไว้นานเพราะน้ำมะนาวจะทำให้เนื้อแข็ง

ยำเนื้อย่าง

ยำเนื้อย่าง เป็นยำไทยที่ผสมผสานระหว่างเนื้อย่างหอมไฟกับน้ำยำรสจัดและผักสด รสชาติออกเปรี้ยวจากมะนาว เค็มจากน้ำปลา เผ็ดจากพริกสด และมีความสดชื่นจากแตงกวาและมะเขือเทศ กลิ่นหอมควันของเนื้อย่างผสมกับสมุนไพรไทยทำให้จานนี้มีมิติที่ซับซ้อน ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 25 นาที เหมาะกับมื้อเย็นเบา ๆ หรือกับแกล้ม

ข้อแตกต่างระหว่างยำเนื้อย่างและน้ำตกคือยำเนื้อย่างเป็นสไตล์ภาคกลาง ใช้น้ำยำใส ไม่ใส่ข้าวคั่ว และมีผักสดอย่างแตงกวา มะเขือเทศ หอมใหญ่ ต่างจากน้ำตกที่เน้นรสจัดจ้านและมีข้าวคั่วเป็นเอกลักษณ์แบบอีสาน สำหรับคนที่ไม่ชอบรสข้าวคั่วแบบอีสาน ยำเนื้อย่างเป็นทางเลือกที่สดชื่นและกินง่ายกว่า

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสันนอก (ย่างสุกปานกลาง หั่นชิ้นบาง 3 มิลลิเมตร) 250 กรัม
  2. แตงกวา (หั่นเฉียง) 1 ลูก
  3. มะเขือเทศ (หั่นเสี้ยว) 1 ลูก
  4. หอมใหญ่ (ซอยบาง) 1/2 หัว
  5. ขึ้นฉ่าย (หั่นท่อน 1 นิ้ว) 2 ต้น
  6. น้ำปลา 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  7. น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนโต๊ะ
  9. พริกขี้หนูสวนซอย 8 เม็ด
  10. กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  11. ใบสะระแหน่ 1/4 ถ้วย

วิธีทำ

  1. เตรียมน้ำยำ: ผสมน้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลทราย พริกขี้หนูซอย และกระเทียมสับในชาม คนจนน้ำตาลละลาย
  2. เตรียมเนื้อย่าง: ย่างเนื้อสันนอกให้ได้สุกปานกลาง (medium rare) พัก 5 นาที แล้วหั่นเฉียงบาง ๆ ขวางแนวเสี้ยนเนื้อ
  3. คลุก: ใส่เนื้อหั่น แตงกวา มะเขือเทศ และหอมใหญ่ ลงในน้ำยำ คลุกเร็ว ๆ ให้ส่วนผสมเคลือบทั่ว
  4. ใส่ผัก: ใส่ขึ้นฉ่ายและใบสะระแหน่ คลุกเบา ๆ 1 ครั้งพอให้เข้ากัน (อย่าคลุกมากเพราะผักจะช้ำ)
  5. จัดจาน: ตักลงจาน เสิร์ฟทันที คู่กับข้าวสวยร้อนหรือทานเปล่าเป็นกับแกล้ม

เนื้อสวรรค์

เนื้อสวรรค์ เป็นอาหารไทยโบราณที่ใช้เนื้อวัวตากแห้งแล้วนำมาทอดให้ฟูกรอบ คลุกกับน้ำตาลและเกลือจนเคลือบเป็นเงา มีรสชาติหวานเค็ม เนื้อสัมผัสกรอบร่วน ละลายในปาก เป็นของกินเล่นหรือกับแกล้มชั้นสูงในอดีต ระดับความยาก: ปานกลาง (ใช้เวลาในการตาก 6 ถึง 12 ชั่วโมง) ใช้เวลาทำรวมประมาณ 30 นาที (ไม่รวมเวลาตาก)

ชื่อ “เนื้อสวรรค์” สะท้อนถึงความประณีตของกรรมวิธีทำ ตั้งแต่การหั่นเนื้อให้บางสม่ำเสมอ การตากให้แห้งพอดี และการทอดด้วยไฟอ่อนจนกรอบฟู เนื้อที่เหมาะที่สุดคือสันในเพราะมีพังผืดน้อย หั่นง่าย และเมื่อตากแล้วเนื้อจะไม่กระด้างเกินไป เคล็ดลับสำคัญคือการทอดด้วยน้ำมันที่อุณหภูมิ 140 ถึง 150 องศาเซลเซียส ไฟสูงเกินไปเนื้อจะไหม้ก่อนกรอบ ไฟต่ำเกินไปเนื้อจะอมน้ำมัน

@emmy.story01

ใครทำเนื้อสวรรค์แล้วเหนียวจนกรามค้างต้องดูคลิปนี้! ยายคำแจกสูตรนุ่มฉ่ำเกินต้าน ทำสุดฝีมือเลยนะ สูตรละเอียดในเม้นนะลูก ขอกำลังใจคนละ 1 ใจ 1 เมนต์ให้ยายชื่นใจหน่อยน้า 🥺💖 (ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับรสมือและวัตถุดิบของแต่ละบุคคลนะจ๊ะ) เนื้อสวรรค์ ห้องครัวtiktok เมนูไวรัล ยายคำทำอาหาร

♬ เสียงต้นฉบับ – สูตรลับฉบับคุณยาย – สูตรลับฉบับคุณยาย

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสันใน (หั่นตามขวางบาง 2 มิลลิเมตร) 300 กรัม
  2. น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
  3. เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
  4. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  5. น้ำมันพืชสำหรับทอด 3 ถ้วย
  6. งาขาวคั่ว 1 ช้อนชา (สำหรับโรย)

วิธีทำ

  1. ตากเนื้อ: นำเนื้อที่หั่นบางแล้วเรียงบนตะแกรงโดยไม่ให้ซ้อนกัน ตากแดดจัด 6 ถึง 12 ชั่วโมง (หรืออบในเตาอบที่ 60 องศาเซลเซียส 4 ชั่วโมง) จนเนื้อแห้งแต่ยังงอได้
  2. เตรียมน้ำเคลือบ: ผสมน้ำตาลทราย เกลือป่น และน้ำปลา ในกระทะตั้งไฟอ่อน คนจนน้ำตาลละลายและเริ่มเป็นฟองเล็ก ๆ ยกลง
  3. ทอดเนื้อ: ตั้งน้ำมันให้ร้อน 140 ถึง 150 องศาเซลเซียส ใส่เนื้อแห้งลงทอดทีละน้อย ทอดจนเนื้อฟูและเป็นสีน้ำตาลทอง (ประมาณ 30 ถึง 45 วินาที)
  4. สะเด็ดน้ำมัน: ตักขึ้นพักบนกระดาษซับน้ำมันให้สะเด็ด
  5. เคลือบน้ำตาล: นำเนื้อที่ทอดแล้วลงคลุกในน้ำเคลือบที่ยังอุ่น คลุกเร็วให้เคลือบทั่วบาง ๆ
  6. พักให้แห้ง: เรียงเนื้อบนตะแกรง ทิ้งไว้ 10 นาทีให้น้ำตาลเซตตัว โรยงาขาวคั่ว
  7. เสิร์ฟ: จัดจานเป็นของกินเล่นหรือกับแกล้ม เก็บในภาชนะปิดสนิทได้ 1 ถึง 2 สัปดาห์

เนื้อย่างจิ้มแจ่ว

เนื้อย่างจิ้มแจ่ว เป็นอาหารอีสานที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ใช้เนื้อวัวส่วนสันนอกย่างบนเตาถ่านให้ผิวเกรียมนอก นุ่มใน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มแจ่วที่มีส่วนผสมของพริกป่น มะนาว น้ำปลา และข้าวคั่ว รสชาติของเนื้อออกเค็มมันหอมควัน ตัดกับน้ำจิ้มแจ่วที่เปรี้ยวเผ็ดเค็มลงตัว ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เหมาะกับงานปาร์ตี้ สังสรรค์ และมื้อเย็น

น้ำจิ้มแจ่วเป็นหัวใจของจานนี้ สูตรน้ำจิ้มที่ดีต้องมีสมดุลระหว่างเปรี้ยวจากมะนาว เค็มจากน้ำปลา เผ็ดจากพริกป่นคั่ว และหอมจากข้าวคั่วและหอมแดงซอย เนื้อที่ใช้ควรเป็นสันนอกหรือสันคอที่มีไขมันแทรกเล็กน้อย เมื่อย่างด้วยไฟแรงจัด ไขมันจะละลายเคลือบผิวเนื้อ ทำให้เนื้อนุ่มและหอมมัน เคล็ดลับสำคัญคือการพักเนื้อหลังย่าง 5 นาทีเพื่อให้น้ำในเนื้อกระจายตัวกลับ เนื้อที่หั่นทันทีจะสูญเสียน้ำและแห้ง

@nadia_uma2

เนื้อย่างคลุกฝุ่น กับน้ำจิ้มแจ่วแซ่บๆ 🥩 สิบ สิบ สิบ ไปเลยเมนูนี้

♬ เสียงต้นฉบับ – @aengbird – @aengbird

ส่วนผสม

เนื้อย่าง:

  1. เนื้อวัวสันนอก (ชิ้นหนา 2 เซนติเมตร) 400 กรัม
  2. เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
  3. พริกไทยดำป่น 1/4 ช้อนชา
  4. น้ำมันพืชสำหรับทากระทะ 1 ช้อนชา

น้ำจิ้มแจ่ว:

  1. น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  2. น้ำมะนาว 2 1/2 ช้อนโต๊ะ
  3. พริกป่นคั่ว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  4. ข้าวคั่วบดหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ
  5. น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
  6. ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  7. ผักชีฝรั่งซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  8. หอมแดงซอย 2 หัว
  9. น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. เตรียมเนื้อ: นำเนื้อออกจากตู้เย็นพัก 30 นาทีให้อุณหภูมิห้อง โรยเกลือและพริกไทยดำป่นทั้งสองด้าน
  2. เตรียมน้ำจิ้ม: ผสมน้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลทราย และน้ำเปล่า คนจนน้ำตาลละลาย ใส่พริกป่นคั่ว ข้าวคั่ว หอมแดง ต้นหอม และผักชีฝรั่ง คนให้เข้ากัน
  3. ตั้งเตา: ตั้งเตาถ่านหรือกระทะย่างให้ร้อนจัดจนควันขึ้น
  4. ย่างเนื้อ: วางเนื้อลงบนเตาย่าง อย่ากดหรือขยับ ย่างด้านละ 3 ถึง 4 นาทีสำหรับ medium rare
  5. พักเนื้อ: นำเนื้อขึ้นพักบนเขียง 5 นาที
  6. หั่นเนื้อ: หั่นเนื้อเฉียงเป็นแผ่นหนา 4 ถึง 5 มิลลิเมตร ตัดขวางแนวเสี้ยน
  7. เสิร์ฟ: จัดเนื้อเรียงบนจาน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มแจ่ว ข้าวเหนียวร้อน และผักสด

เนื้อย่างเกาหลี

เนื้อย่างเกาหลี (Bulgogi) เป็นเมนูย่างสไตล์เกาหลีที่ใช้เนื้อวัวหั่นบางหมักในซอสซีอิ๊วผสมน้ำตาล น้ำมันงา กระเทียม และลูกแพร์เกาหลีขูด (หรือน้ำสับปะรด) เพื่อให้เอนไซม์ธรรมชาติช่วยย่อยโปรตีนทำให้เนื้อนุ่ม รสชาติออกหวานนำเค็มตาม กลิ่นกระเทียมผสมน้ำมันงาหอมเย้ายวน ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 30 นาที (รวมหมัก 20 นาที) เหมาะกับมื้อพิเศษและงานสังสรรค์

เอกลักษณ์ของ บุลโกกิ คือการใช้ผลไม้เป็นตัวทำให้เนื้อนุ่มแบบธรรมชาติแทนการใช้เบกกิ้งโซดาหรือผงนุ่มเนื้อสังเคราะห์ ลูกแพร์เกาหลี (หรือกีวี แอปเปิ้ลขูด) มีเอนไซม์ protease ที่ย่อยโปรตีน ทำให้เนื้อนุ่มโดยไม่เสียโครงสร้าง หากไม่มีลูกแพร์เกาหลี สามารถใช้สับปะรดขูด 1 ช้อนโต๊ะแทน แต่ต้องระวังไม่หมักนานเกิน 15 นาทีเพราะสับปะรดมีเอนไซม์แรงกว่ามาก

@hungryhubofficial

เนื้อวากิวบุฟเฟต์😱#หลักร้อย เป็นปิ้งย่างเกาหลี📍โปร 2 จ่าย 1 พิกัดใจกลางสยามที่ห้ามพลาด!#hungryhub #TikTokUni #อร่อยบอกต่อ #ปิ้งย่าง

♬ Exciting and stylish cute song (loop(821518) – Single Origin Music

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสันนอก (หั่นบาง 2 มิลลิเมตร) 300 กรัม
  2. ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
  3. น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนโต๊ะ
  5. กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
  6. ต้นหอมซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  7. งาขาวคั่ว 1 ช้อนชา
  8. ลูกแพร์เกาหลีขูด (หรือน้ำสับปะรด 1 ช้อนโต๊ะ) 2 ช้อนโต๊ะ
  9. พริกไทยดำป่น 1/4 ช้อนชา
  10. หอมใหญ่หั่นเสี้ยว 1/2 หัว
  11. น้ำมันพืชสำหรับย่าง 1 ช้อนชา
  12. ใบงา (สำหรับห่อ) ตามชอบ

วิธีทำ

  1. หมักเนื้อ: ผสมซีอิ๊วขาว น้ำมันงา น้ำตาลทรายแดง กระเทียมสับ ลูกแพร์เกาหลีขูด และพริกไทยดำ ในชาม ใส่เนื้อลงคลุกให้ซอสเคลือบทั่ว หมัก 20 นาที
  2. ตั้งกระทะ: ตั้งกระทะแบนหรือเตาย่างเกาหลีด้วยไฟกลางถึงแรง
  3. ย่างเนื้อ: ทาน้ำมันบาง ๆ บนกระทะ วางเนื้อและหอมใหญ่ลงย่าง ย่างด้านละ 1 ถึง 2 นาทีจนเนื้อสุกและมีสีน้ำตาล
  4. กลับเนื้อ: กลับเนื้ออย่างรวดเร็ว ระวังอย่าให้เนื้อไหม้เพราะน้ำตาลในซอสจะไหม้ง่าย
  5. โรยงา: โรยงาขาวคั่วและต้นหอมซอยบนเนื้อย่างร้อน ๆ
  6. เสิร์ฟ: วางเนื้อบนใบงา (ถ้ามี) ห่อทานพร้อมข้าวสวยญี่ปุ่น กิมจิ และซุปเต้าเจี้ยว

เนื้อแดดเดียว

เนื้อแดดเดียว เป็นอาหารถนอมอาหารแบบไทยที่ใช้เนื้อวัวหั่นบางหมักกับน้ำปลาและน้ำตาล จากนั้นตากแดดจนแห้งหมาด แล้วทอดหรือย่างให้สุกกรอบนอกนุ่มใน รสชาติออกเค็มนำหวานตาม มีกลิ่นหอมเฉพาะของเนื้อตากแห้ง ระดับความยาก: ปานกลาง (ใช้เวลาตากแดด 4 ถึง 6 ชั่วโมง) ใช้เวลาทำรวมประมาณ 20 นาที (ไม่รวมเวลาตาก) เหมาะกับกับข้าวหรือกับแกล้ม

การทำเนื้อแดดเดียวให้อร่อยต้องเลือกใช้เนื้อสันนอกหรือเนื้อส่วนสะโพกชั้นนอก แล่ตามขวางให้หนา 3 ถึง 4 มิลลิเมตร หั่นตามแนวเสี้ยนเล็กน้อยจะได้เนื้อที่นุ่มเด้งเมื่อทอด สูตรหมักควรมีน้ำตาลมะพร้าวแทนน้ำตาลทรายขาว เพราะน้ำตาลมะพร้าวจะให้กลิ่นหอมควันและสีน้ำตาลทองสวยกว่าเมื่อทอด และที่สำคัญคือการตากแดดต้องตากบนตะแกรงที่อากาศถ่ายเททั้งด้านบนและล่าง ไม่ควรวางบนถาดทึบ

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสันนอก (หั่นตามขวางหนา 3 ถึง 4 มิลลิเมตร) 400 กรัม
  2. น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  3. น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ
  4. กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนชา
  5. พริกไทยดำป่น 1/4 ช้อนชา
  6. น้ำมันพืชสำหรับทอด 2 ถ้วย
  7. น้ำจิ้มแจ่วสำหรับเสิร์ฟ

วิธีทำ

  1. หมักเนื้อ: ผสมน้ำปลา น้ำตาลมะพร้าว กระเทียมสับ และพริกไทยดำป่น คลุกกับเนื้อให้ทั่ว หมักในตู้เย็น 1 ถึง 2 ชั่วโมง
  2. ตากแดด: เรียงเนื้อบนตะแกรงโดยไม่ให้ซ้อนกัน นำออกตากแดดจัด 4 ถึง 6 ชั่วโมงจนเนื้อแห้งหมาด (สัมผัสแล้วแห้งผิวแต่ยังงอได้)
  3. ทอดเนื้อ: ตั้งน้ำมันในกระทะด้วยไฟกลาง (150 ถึง 160 องศาเซลเซียส) ทอดเนื้อครั้งละ 3 ถึง 4 ชิ้น จนเหลืองทองทั้งสองด้าน (ด้านละ 45 ถึง 60 วินาที)
  4. สะเด็ดน้ำมัน: ตักขึ้นพักบนกระดาษซับน้ำมัน
  5. เสิร์ฟ: จัดใส่จาน เสิร์ฟคู่น้ำจิ้มแจ่วรสจัด ข้าวเหนียวร้อน และผักสด

เนื้อผัดกะเพรา

เนื้อผัดกะเพรา เป็นเมนูผัดไฟแรงระดับตำนานของร้านข้าวแกงไทย ใช้เนื้อวัวสันนอกหรือสันในหั่นบาง ผัดกับกระเทียมและพริกขี้หนูด้วยไฟแรง ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย และซอสปรุงรส จากนั้นโรยใบกะเพราท้ายสุดปิดเตาทันที รสชาติออกเค็มเผ็ดนำ หวานปลาย มีกลิ่นหอมเฉพาะของกะเพราที่โดนความร้อน ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 10 นาที เหมาะกับมื้อกลางวันเร่งรีบ

กะเพราผัดเนื้อแตกต่างจาก ผัดกะเพราหมู ตรงที่เนื้อวัวต้องการไฟแรงกว่าและเวลาผัดสั้นกว่าเพื่อไม่ให้เนื้อแข็ง เหตุผลคือเส้นใยกล้ามเนื้อวัวหดตัวเร็วเมื่อเจอความร้อนนาน เคล็ดลับของผัดกะเพราเนื้อให้อร่อยคือการหั่นเนื้อบางเฉียงไม่เกิน 2 มิลลิเมตร หมักด้วยเบกกิ้งโซดา 1/8 ช้อนชาก่อนผัด 5 นาที (สำหรับเนื้อส่วนที่ไม่ใช่สันใน) และผัดด้วยไฟแรงที่สุดที่เตาทำได้

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสันใน (หั่นบางเฉียง 2 มิลลิเมตร) 200 กรัม
  2. กระเทียมสับหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ
  3. พริกขี้หนูสวนบุบ 8 เม็ด
  4. ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  5. น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
  6. ซอสปรุงรส 1/2 ช้อนชา
  7. น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
  8. ใบกะเพรา (เด็ดใบ) 1/2 ถ้วย
  9. น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
  10. น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ
  11. พริกทอดกรอบและกระเทียมเจียว (สำหรับโรยหน้า)

วิธีทำ

  1. เตรียมเนื้อ: หากใช้เนื้อส่วนอื่นที่ไม่ใช่สันใน หมักด้วยเบกกิ้งโซดา 1/8 ช้อนชา 5 นาทีแล้วล้างน้ำ
  2. ตั้งกระทะ: ตั้งกระทะเหล็กด้วยไฟแรงที่สุดจนควันขึ้น เทน้ำมันพืชลงไป
  3. ผัดกระเทียมและพริก: ใส่กระเทียมสับและพริกขี้หนูลงผัด 15 วินาทีจนหอมกระเทียมเริ่มเหลือง
  4. ผัดเนื้อ: ใส่เนื้อลงผัดด้วยตะหลิวเร็ว ๆ 30 ถึง 45 วินาทีจนเนื้อเริ่มเปลี่ยนสี เนื้อต้องกระจาย ไม่กองกัน
  5. ปรุงรส: ใส่ซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย ซอสปรุงรส และน้ำตาลทราย ผัดให้เข้ากัน 15 วินาที
  6. ใส่น้ำ: เติมน้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะเพื่อให้ซอสเคลือบเนื้อ
  7. ใส่กะเพรา: ใส่ใบกะเพรา ปิดเตา คลุกด้วยความร้อนที่เหลือ 10 วินาทีพอใบกะเพราสลด
  8. เสิร์ฟ: ตักลงจานข้าวสวยร้อน โรยพริกทอดและกระเทียมเจียว ไข่ดาวกรอบเป็นตัวเลือกเสริม

เนื้อผัดพริกแกง

เนื้อผัดพริกแกง หรือผัดเผ็ดเนื้อ เป็นเมนูผัดไทยที่ใช้น้ำพริกแกงเผ็ดผัดกับเนื้อวัวและถั่วฝักยาว ให้รสชาติเผ็ดร้อนจากพริกแกง หอมเครื่องเทศจากข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด และเค็มมันจากกะทิที่เคี่ยวจนแตกมัน เนื้อสัมผัสของเนื้อนุ่มตัดกับกรอบของถั่วฝักยาวและความหอมของใบมะกรูด ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เหมาะกับมื้อกลางวันหรือเย็น

ความแตกต่างระหว่าง ผัดพริกแกง กับแกงเผ็ดคือผัดพริกแกงใช้น้ำน้อยกว่า ไม่มีน้ำแกงมากแบบแกงกะทิ และต้องผัดด้วยไฟแรงจนน้ำพริกแกงเคลือบเนื้อเป็นเงา เนื้อที่เหมาะที่สุดคือสันนอกหรือสะโพกที่แล่ตามขวางบาง ๆ เคล็ดลับสำคัญคือการผัดพริกแกงกับกะทิจนแตกมันก่อนใส่เนื้อ มิฉะนั้นพริกแกงจะดิบและมีกลิ่นแรง

@patcharee3591

“เข้าครัววันนี้ ขอเสนอ ‘ผัดพริกแกงเนื้อ’ ทำเองเครื่องแน่น เนื้อเน้นๆ ข้าวสวยร้อนๆคือเข้ากันมาก🍃🔥#อาหารอีสาน #อาหารทําเอง #อร่อย #เมนูง่ายๆ #อาหาร

♬ เสียงต้นฉบับ – kittikmr – veesun95

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสันนอก (หั่นบางเฉียง 2 ถึง 3 มิลลิเมตร) 200 กรัม
  2. น้ำพริกแกงเผ็ด 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  3. กะทิ (หัวกะทิ) 3 ช้อนโต๊ะ
  4. ถั่วฝักยาว (หั่นท่อน 1 นิ้ว) 1/2 ถ้วย
  5. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนชา
  7. ใบมะกรูดฉีก 3 ใบ
  8. พริกชี้ฟ้าแดงหั่นเฉียง 1 เม็ด
  9. น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
  10. กระชายซอย 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. ผัดพริกแกง: ตั้งกระทะไฟกลาง ใส่น้ำมันพืชและหัวกะทิ พอกะทิเริ่มแตกมัน ใส่น้ำพริกแกงลงผัด 2 ถึง 3 นาทีจนหอมฟุ้งและสีเข้มขึ้น
  2. ผัดเนื้อ: ปรับเป็นไฟแรง ใส่เนื้อวัวลงผัดเร็ว ๆ 1 ถึง 2 นาทีจนเนื้อเริ่มสุก
  3. ปรุงรส: ใส่น้ำปลาและน้ำตาลมะพร้าว ผัดให้เครื่องปรุงเคลือบเนื้อ
  4. ใส่ผัก: ใส่ถั่วฝักยาวลงผัด 30 วินาที ให้กรอบนอกนุ่มใน
  5. ใส่สมุนไพร: ใส่ใบมะกรูดฉีก พริกชี้ฟ้า และกระชายซอย ผัดต่ออีก 15 วินาที
  6. เสิร์ฟ: ตักใส่จาน เสิร์ฟกับข้าวสวยร้อน

เนื้อผัดน้ำมันหอย

เนื้อผัดน้ำมันหอย เป็นเมนูผัดสไตล์จีน-ไทยที่ใช้เนื้อวัวหั่นบางผัดกับน้ำมันหอยและซอสปรุงรสบนไฟแรง พร้อมผักสดอย่างบรอกโคลีหรือคะน้า รสชาติออกเค็มหอมมันจากน้ำมันหอย หวานปลายเล็กน้อย เนื้อสัมผัสของเนื้อนุ่มเด้ง ส่วนผักกรอบสด ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 10 นาที เหมาะกับมื้อเร่งรีบทานคู่ข้าวสวย

น้ำมันหอยแท้ (Premium Oyster Sauce) ที่มีส่วนผสมของหอยนางรมจริงไม่ต่ำกว่า 3 เปอร์เซ็นต์จะให้รสชาติที่ลึกและซับซ้อนกว่าน้ำมันหอยปรุงแต่งทั่วไป เลือกใช้ยี่ห้อที่มีน้ำมันหอยเป็นส่วนผสมหลักไม่ใช่แป้งและน้ำตาลเป็นส่วนใหญ่ เคล็ดลับการผัดคือต้องผัดเนื้อให้สุก 80 เปอร์เซ็นต์ก่อนใส่ผัก แล้วลดไฟลงเล็กน้อยเมื่อใส่น้ำมันหอยเพราะน้ำมันหอยไหม้ง่าย

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสันใน (หั่นบางเฉียง 2 มิลลิเมตร) 200 กรัม
  2. บรอกโคลี (หั่นช่อพอดีคำ ลวก 30 วินาที) 1 ถ้วย
  3. น้ำมันหอย 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  4. ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
  5. น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
  6. กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  7. น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ
  9. แป้งข้าวโพดละลายน้ำ 1 ช้อนชา (แป้ง 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 ช้อนโต๊ะ)
  10. พริกไทยขาวป่น 1/4 ช้อนชา
  11. งาขาวคั่วสำหรับโรย 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

  1. ลวกบรอกโคลี: ต้มน้ำให้เดือด ใส่บรอกโคลีลงลวก 30 วินาที ตักขึ้นแช่น้ำเย็นทันทีเพื่อหยุดความร้อน
  2. ตั้งกระทะ: ตั้งกระทะด้วยไฟแรงที่สุดจนควันขึ้น เทน้ำมันพืชลงไป
  3. ผัดกระเทียม: ใส่กระเทียมสับผัด 10 วินาทีจนหอมเหลือง
  4. ผัดเนื้อ: ใส่เนื้อลงผัดเร็ว ๆ 30 ถึง 45 วินาทีจนเนื้อเปลี่ยนสี ยังไม่ต้องสุกเต็มที่
  5. ปรุงรส: ลดไฟลงเป็นไฟกลาง ใส่น้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว และน้ำตาลทราย ผัดให้เคลือบเนื้อ
  6. ใส่ผักและน้ำ: ใส่บรอกโคลีลวกและน้ำเปล่า ผัดให้เข้ากัน 30 วินาที
  7. ข้นซอส: เทแป้งข้าวโพดละลายน้ำลงไป ผัดเร็วให้ซอสข้นเคลือบเนื้อและผัก
  8. เสิร์ฟ: โรยพริกไทยขาวป่นและงาคั่ว ตักเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อน

เนื้อผัดพริกไทยดำ

เนื้อผัดพริกไทยดำ เป็นเมนูผัดสไตล์ภัตตาคารจีนที่ใช้เนื้อวัวหั่นชิ้นพอดีคำผัดกับพริกไทยดำบดสด พริกหวาน และหอมใหญ่ในซอสรสเข้มข้น รสชาติออกเผ็ดร้อนจากพริกไทยดำ เค็มหวานจากซอสหอยนางรมและซีอิ๊วดำ มีกลิ่นหอมฉุนของพริกไทยดำที่โดนความร้อน ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เหมาะกับมื้อพิเศษและรับรองแขก

หัวใจของจานนี้คือพริกไทยดำที่ต้องบดใหม่จากเม็ดพริกไทยดำเต็มเม็ดก่อนผัดเท่านั้น พริกไทยดำป่นสำเร็จรูปที่วางขายจะสูญเสียน้ำมันหอมระเหยไปมากและให้รสเผ็ดแบนไม่มีมิติ เคล็ดลับระดับร้านอาหารคือการหมักเนื้อด้วยเบกกิ้งโซดา 1/8 ช้อนชาต่อเนื้อ 200 กรัม และน้ำมันงา 1/2 ช้อนชา 5 ถึง 10 นาทีก่อนผัด จะทำให้เนื้อนุ่มเด้งแบบภัตตาคาร

@tid_cooking

แจกสูตร เนื้อผัดพริกไทยดำ เนื้อนุ่ม อร่อยกลมกล่อม วัตถุดิบและส่วนผสม -เนื้อวัว 400 กรัม -พริกสามสี 3 ลูก -ต้นหอม 3 ต้น -หอมใหญ่ 1 หัว -กระเทียมสับ 2 ช้อนโต๊ะ -พริกไทยดำ 2 ช้อนโต๊ะ -ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ -น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ -ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ -ผงปรุงรส 1/2 ช้อนชา -น้ำปลา 1 ช้อนชา -น้ำมัน 3 ข้อนโต๊ะ ชีวิตติดครัว ชีวิตติดรีวิว เรื่องรีวิวไว้ใจ

♬ เสียงต้นฉบับ – ชีวิตติดครัว – ชีวิตติดครัว

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสันนอก (หั่นชิ้นเซนติเมตรคูณเซนติเมตร) 200 กรัม
  2. พริกไทยดำเม็ด (บดหยาบตอนปรุง) 1 ช้อนโต๊ะ
  3. พริกหวานแดง (หั่นชิ้นเซนติเมตร) 1/2 ลูก
  4. พริกหวานเขียว (หั่นชิ้นเซนติเมตร) 1/2 ลูก
  5. หอมใหญ่ (หั่นชิ้นเซนติเมตร) 1/2 หัว
  6. ซีอิ๊วดำหวาน 1 ช้อนชา
  7. น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
  8. ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
  9. น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
  10. กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  11. น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
  12. น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ
  13. แป้งข้าวโพดละลายน้ำ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. หมักเนื้อ: หมักเนื้อด้วยเบกกิ้งโซดา 1/8 ช้อนชา 5 นาที ล้างน้ำให้สะอาด ซับแห้ง
  2. บดพริกไทย: บดพริกไทยดำเม็ดในครกให้แตกหยาบ อย่าบดละเอียดเกินไป
  3. ตั้งกระทะ: ตั้งกระทะด้วยไฟแรงจนควันขึ้น เทน้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
  4. ผัดเนื้อ: ใส่เนื้อลงผัดเร็ว 1 นาทีจนผิวด้านนอกสุก (ด้านในยังแดงอยู่) ตักเนื้อขึ้นพัก
  5. ผัดเครื่องหอม: ใส่น้ำมันอีก 1 ช้อนโต๊ะ ใส่กระเทียมสับและพริกไทยดำบดหยาบ ผัด 15 วินาทีจนหอม
  6. ใส่ผัก: ใส่หอมใหญ่และพริกหวาน ผัดด้วยไฟแรง 1 นาทีจนผักเริ่มสลดแต่ยังกรอบ
  7. รวมเนื้อ: ใส่เนื้อกลับลงกระทะ ตามด้วยซีอิ๊วดำ ซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย และน้ำตาลทราย
  8. เติมน้ำและข้นซอส: ใส่น้ำเปล่า ผัดให้ทุกอย่างเข้ากัน 1 นาที เติมแป้งข้าวโพดละลายน้ำ ผัดจนซอสข้นเคลือบ
  9. เสิร์ฟ: ตักใส่จาน เสิร์ฟกับข้าวสวยร้อนทันที

เนื้อผัดขิง

เนื้อผัดขิง เป็นเมนูผัดไทย-จีนที่ใช้ขิงอ่อนซอยฝอยผัดกับเนื้อวัวบาง มีกลิ่นหอมเฉพาะของขิงอ่อนที่ไม่ฉุนเท่าขิงแก่ รสชาติกลมกล่อม หวานเค็ม มีความหอมเย็นของขิงตัดกับความมันของเนื้อ เนื้อสัมผัสของขิงอ่อนกรอบหวานไม่เผ็ดร้อนแบบขิงแก่ ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เหมาะกับมื้อกลางวันและผู้ที่ชอบรสขิงอ่อน

ขิงที่ใช้ในเมนูนี้ต้องเป็นขิงอ่อนเท่านั้น (เปลือกขาวอมชมพู เนื้อในขาว ไม่มีเสี้ยน) เพราะขิงอ่อนให้รสหวานธรรมชาติและเนื้อกรอบแตกต่างจากขิงแก่ที่เผ็ดร้อนและมีเสี้ยนมาก ขิงอ่อนหาซื้อได้ตามตลาดสดในช่วงฤดูฝนถึงต้นหนาว หรือใช้ขิงดองแบบญี่ปุ่น (Gari) แทนได้ในยามฉุกเฉิน เคล็ดลับคือการหั่นขิงตามขวางเป็นเส้นบางขนาด 1 ถึง 2 มิลลิเมตรและผัดเร็วเพื่อรักษาความกรอบ

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสันใน (หั่นบางเฉียง 2 มิลลิเมตร) 200 กรัม
  2. ขิงอ่อน (ซอยเป็นเส้นบาง 1 ถึง 2 มิลลิเมตร) 1/2 ถ้วย
  3. กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  4. ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  5. น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
  7. น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ
  8. ต้นหอมหั่นท่อน 1 นิ้ว 2 ต้น
  9. เห็ดหูหนูดำ (หั่นเส้น) 1/4 ถ้วย
  10. น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. เตรียมขิง: นำขิงอ่อนมาปอกเปลือกบาง ๆ หั่นตามขวางให้เป็นเส้นบาง 1 ถึง 2 มิลลิเมตร แช่น้ำเย็นไว้ 5 นาทีเพื่อให้กรอบ
  2. ตั้งกระทะ: ตั้งกระทะไฟแรงจนควันขึ้น ใส่น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
  3. ผัดเนื้อ: ใส่เนื้อลงผัด 30 ถึง 45 วินาทีจนเริ่มเปลี่ยนสี ตักขึ้นพัก
  4. ผัดเครื่องหอม: ใส่น้ำมันที่เหลือ ใส่กระเทียมสับผัด 10 วินาที จากนั้นใส่ขิงอ่อนและเห็ดหูหนูดำ ผัด 30 วินาที
  5. ปรุงรส: ใส่เนื้อกลับลงกระทะ เติมซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย และน้ำตาลทราย
  6. เติมน้ำ: ใส่น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ ผัดเข้ากัน 30 วินาที
  7. ปิด: ใส่ต้นหอม ผัดเร็ว 1 ครั้งแล้วปิดเตาทันที
  8. เสิร์ฟ: ตักใส่จาน เสิร์ฟกับข้าวสวยร้อน

เนื้อทอดกระเทียม

เนื้อทอดกระเทียม เป็นเมนูทอดไทยที่ใช้เนื้อวัวหั่นชิ้นพอดีคำ หมักด้วยรากผักชี กระเทียม พริกไทย แล้วชุบแป้งบาง ทอดให้กรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟพร้อมกระเทียมเจียวกรอบและพริกไทยขาวป่น รสชาติออกเค็มมันหอมกระเทียม มีกลิ่นรากผักชีที่โดดเด่น เนื้อสัมผัสกรอบนอกนุ่มใน ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เหมาะกับกับข้าวหรือกับแกล้ม

ความสำเร็จของจานนี้ขึ้นอยู่กับการควบคุมอุณหภูมิน้ำมัน น้ำมันต้องร้อน 170 ถึง 180 องศาเซลเซียส หากต่ำเกินไปแป้งจะอมน้ำมัน สูงเกินไปแป้งจะไหม้ก่อนเนื้อสุก การหมักเนื้อก่อนทอดด้วยรากผักชีและกระเทียมอย่างน้อย 15 นาทีเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้กลิ่นซึมเข้าเนื้อและเนื้อนุ่มขึ้นจากเอนไซม์ในรากผักชี

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสันนอก (หั่นชิ้นหนา 1 เซนติเมตร กว้าง 2 เซนติเมตร) 250 กรัม
  2. รากผักชีสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
  3. กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
  4. พริกไทยขาวป่น 1/2 ช้อนชา
  5. ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำมันหอย 1 ช้อนชา
  7. แป้งทอดกรอบ 3 ช้อนโต๊ะ
  8. ไข่ไก่ 1 ฟอง
  9. กระเทียมสับหยาบสำหรับเจียว 1/4 ถ้วย
  10. น้ำมันพืชสำหรับทอด 3 ถ้วย
  11. น้ำจิ้มบ๊วยเจี่ยหรือซอสพริกสำหรับเสิร์ฟ

วิธีทำ

  1. หมักเนื้อ: ผสมรากผักชี กระเทียมสับละเอียด พริกไทยขาว ซีอิ๊วขาว และน้ำมันหอย ใส่เนื้อลงคลุกให้ทั่ว หมัก 15 ถึง 20 นาที
  2. ชุบแป้ง: ใส่ไข่ไก่ลงในเนื้อหมัก คลุกให้เข้ากัน แล้วโรยแป้งทอดกรอบทีละน้อย คลุกจนแป้งเคลือบเนื้อบาง ๆ
  3. เจียวกระเทียม: ตั้งน้ำมันในกระทะก้นลึกด้วยไฟอ่อน ใส่กระเทียมสับหยาบลงเจียวจนเหลืองทอง ตักขึ้นพัก
  4. ทอดเนื้อ: ปรับไฟเป็นไฟกลาง (อุณหภูมิน้ำมัน 170 ถึง 180 องศา) ใส่เนื้อทีละ 5 ถึง 6 ชิ้น ทอด 2 ถึง 3 นาทีจนเหลืองทองกรอบ
  5. สะเด็ดน้ำมัน: ตักขึ้นพักบนตะแกรงหรือกระดาษซับน้ำมัน
  6. เสิร์ฟ: จัดเนื้อใส่จาน โรยกระเทียมเจียวและพริกไทยขาวป่น จิ้มกับน้ำจิ้มบ๊วยเจี่ย

พะแนงเนื้อ

พะแนงเนื้อ เป็นแกงกะทิไทยที่มีความเข้มข้นสูง ใช้เนื้อวัวหั่นชิ้นพอดีคำเคี่ยวในน้ำพริกแกงพะแนงและกะทิจนเปื่อยนุ่ม รสชาติเค็มหวานมันกลมกล่อม ไม่เผ็ดจัดเหมือนแกงเผ็ดทั่วไป มีกลิ่นหอมของเครื่องเทศคั่ว (ยี่หร่า ลูกผักชี) และใบมะกรูด เนื้อสัมผัสของเนื้อนุ่มละลายในปากตัดกับความข้นของน้ำแกง ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เหมาะกับมื้อพิเศษ

พะแนง เป็นแกงที่ได้รับอิทธิพลจากอาหารมลายูและอินเดีย แตกต่างจากแกงอื่นตรงที่น้ำพริกแกงพะแนงต้องคั่วเครื่องเทศให้หอมก่อนตำ และน้ำแกงต้องเคี่ยวจนกะทิแตกมันและข้นเหนียวจนแทบไม่มีน้ำแกงเหลว เคล็ดลับสำคัญคือการเคี่ยวน้ำพริกแกงกับหัวกะทิด้วยไฟอ่อนจนหอมแดงในพริกแกงสุกทั่วก่อนใส่เนื้อ ใช้เวลาประมาณ 10 ถึง 15 นาที

@momcookingtasty

พะแนงเนื้อ 🥩🌿 เนื้อติดมันฉ่ำๆ แกงเข้มข้น หรอยหนัด แม่ใช้เครื่องแกงพะแนง @Aekaroi เอกอร่อย สีสวย ถึงเครื่อง บอกเลยหรอย ไปตำกัน แม่ทำกับข้าวอร่อย #แกงพะแนง #ห้องครัวtiktok #เมนูง่ายๆ #อร่อยบอกต่อ

♬ เขา ป่า นา เล – สถานีเพื่อชีวิต

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสะโพก (หั่นชิ้นหนา 1.5 เซนติเมตร) 300 กรัม
  2. น้ำพริกแกงพะแนง 2 ช้อนโต๊ะ
  3. หัวกะทิ 1/2 ถ้วย
  4. หางกะทิ 1 ถ้วย
  5. น้ำปลา 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ
  7. ใบมะกรูดฉีก 4 ใบ
  8. พริกชี้ฟ้าแดงหั่นเฉียง 1 เม็ด
  9. ใบโหระพา 1/4 ถ้วย
  10. น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
  11. ถั่วลิสงคั่วบดหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. เคี่ยวพริกแกง: ตั้งกระทะไฟอ่อน ใส่หัวกะทิและน้ำพริกแกงพะแนง เคี่ยวไปทางเดียวกัน 10 ถึง 15 นาทีจนกะทิแตกมันและพริกแกงหอม
  2. ผัดเนื้อ: ใส่เนื้อวัวลงผัดกับน้ำพริกแกง 3 ถึง 5 นาทีจนเนื้อตึงตัวและซับพริกแกงเข้าเนื้อ
  3. เติมกะทิ: ใส่หางกะทิลงไป ตั้งไฟกลางจนเดือด แล้วลดไฟอ่อน เคี่ยว 30 ถึง 40 นาทีจนเนื้อเปื่อยนุ่ม ระหว่างเคี่ยวหมั่นคนเพื่อไม่ให้ก้นหม้อไหม้
  4. ปรุงรส: ใส่น้ำปลาและน้ำตาลมะพร้าว ชิมรสให้ได้เค็มหวานมันกลมกล่อม
  5. ใส่สมุนไพร: ใส่ใบมะกรูดฉีก พริกชี้ฟ้า และถั่วลิสงคั่ว คนให้เข้ากัน ปิดเตา
  6. เสิร์ฟ: โรยใบโหระพา ตักใส่ชาม เสิร์ฟกับข้าวสวยร้อน

มัสมั่นเนื้อ

มัสมั่นเนื้อ เป็นแกงกะทิไทยที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นแกงที่อร่อยที่สุดในโลกจากหลายสำนัก ใช้เนื้อวัวชิ้นใหญ่เคี่ยวกับน้ำพริกแกงมัสมั่น กะทิ มันฝรั่ง และถั่วลิสง จนเปื่อยนุ่มและน้ำแกงข้น รสชาติออกหวานนำเค็มตาม มีความหอมของเครื่องเทศอบแห้ง (อบเชย โป๊ยกั๊ก กระวาน) และกลิ่นกะทิเคี่ยว ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที เหมาะกับมื้อพิเศษและงานเลี้ยง

มัสมั่น เป็นแกงที่สะท้อนถึงอิทธิพลเปอร์เซียและอินเดียที่เข้ามาผสมผสานกับอาหารไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา หัวใจของมัสมั่นคือการเคี่ยวเนื้อด้วยไฟอ่อนเป็นเวลานานจนเนื้อเปื่อยและน้ำแกงซึมเข้าเนื้อจนถึงแกนกลาง เนื้อที่เหมาะที่สุดคือเนื้อน่องลายหรือเนื้อสะโพกที่มีเอ็นแทรกเล็กน้อย เพราะเอ็นจะละลายเป็นเจลาตินระหว่างการเคี่ยว ให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มจนหลุดจากกัน

@momcookingtasty

แกงมัสมั่นเนื้อใส่มันฝรั่ง 🥩🥔🍃 เนื้อนุ่มๆ แกงเข้มข้น หรอยหนัด เคล็ดลับความหรอย ของเมนูนี้ น้ำปลาแท้ ตราหอยนางรม ไลท์ สูตรลดโซเดียม 30% @Oysterbrand Fishsauce ผลิตจากปลาไส้ตันคัดพิเศษ รสชาติเค็มกล่อมกลมแบบพรีเมียม . . แม่ทำกับข้าวอร่อย #ห้องครัวtiktok #เมนูง่ายๆ #อร่อยบอกต่อ เมนูประจำวัน

♬ เสียงต้นฉบับ – แม่ทำกับข้าวอร่อย👩🏻‍🍳 – แม่ทำกับข้าวอร่อย👩🏻‍🍳

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวน่องลาย (หั่นชิ้นหนา 2 เซนติเมตร) 400 กรัม
  2. น้ำพริกแกงมัสมั่น 2 1/2 ช้อนโต๊ะ
  3. หัวกะทิ 1/2 ถ้วย
  4. หางกะทิ 1 1/2 ถ้วย
  5. มันฝรั่ง (ปอกเปลือก หั่นชิ้นใหญ่) 1 ถ้วย
  6. หอมใหญ่ (หั่นเสี้ยว) 1/2 หัว
  7. ถั่วลิสงคั่ว 3 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  9. น้ำตาลมะพร้าว 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  10. น้ำมะขามเปียก 1 ช้อนโต๊ะ
  11. อบเชยแท่ง 1 แท่ง
  12. โป๊ยกั๊ก 2 กลีบ
  13. กระวานดำ 2 เม็ด
  14. น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. เคี่ยวพริกแกง: ตั้งหม้อไฟอ่อน ใส่หัวกะทิและน้ำพริกแกงมัสมั่น เคี่ยว 10 ถึง 15 นาทีจนหอมและแตกมัน
  2. ผัดเนื้อ: ใส่เนื้อวัวลงผัดกับพริกแกง 5 นาทีจนเนื้อสุกผิวและคลุกพริกแกงทั่ว
  3. เติมหางกะทิ: ใส่หางกะทิ อบเชย โป๊ยกั๊ก และกระวานดำ ตั้งไฟกลางจนเดือด ลดไฟอ่อน เคี่ยว 45 ถึง 60 นาทีจนเนื้อเริ่มเปื่อย
  4. ใส่มันฝรั่ง: ใส่มันฝรั่งและหอมใหญ่ เคี่ยวต่อ 20 นาทีจนมันฝรั่งสุกและเนื้อเปื่อยนุ่ม
  5. ปรุงรส: ใส่น้ำปลา น้ำตาลมะพร้าว และน้ำมะขามเปียก ชิมรสให้ได้หวานนำ เค็มตาม เปรี้ยวปลายเล็กน้อย
  6. ใส่ถั่วลิสง: ใส่ถั่วลิสงคั่ว คนให้เข้ากัน เคี่ยวต่ออีก 5 นาที
  7. เสิร์ฟ: ตักใส่ชาม เสิร์ฟกับข้าวสวยร้อนหรือโรตี

แกงเผ็ดเนื้อ

แกงเผ็ดเนื้อ เป็นแกงกะทิไทยรสจัดที่ใช้เนื้อวัวเคี่ยวกับน้ำพริกแกงเผ็ด กะทิ ใบโหระพา และมะเขือพวงหรือมะเขือเปราะ รสชาติออกเผ็ดนำจากพริกแกง เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของเครื่องเทศสมุนไพรไทย (ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด) เค็มมันจากกะทิ และมีความหวานอ่อนของน้ำตาลมะพร้าว ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เหมาะกับมื้อกลางวันหรือเย็น

แกงเผ็ดเนื้อแบบไทยแท้แตกต่างจากแกงเผ็ดทั่วไปตรงที่ต้องเคี่ยวเนื้อกับน้ำพริกแกงและกะทิจนน้ำแกงข้นเหนียวและเนื้อเปื่อยนุ่ม ไม่ใช่การต้มเนื้อให้สุกก่อนแล้วค่อยใส่พริกแกงทีหลัง เคล็ดลับของ แกงไทย ที่ดีคือการเคี่ยวด้วยไฟอ่อนมากและใช้เวลาในการเคี่ยวอย่างน้อย 45 นาที เพื่อให้เครื่องแกงสุกเต็มที่และไม่เหม็นเขียว

@kritnoppawit

แจกเมนูมื้อเย็นอร่อยๆ กับเมนูแกงเผ็ดเนื้อ พร้อมเคล็ดลับความอร่อย หอมมัน ด้วยกะทิอะยัม กะทิแท้เข้มข้น คั้นด้วยน้ำมะพร้าว ลองใช้กันดูนะครับ หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาเก็ตชั้นนำทั่วไปเลยครับ #kritnoppawit #ห้องครัวTikTok #เทรนต์วันนี้ #กะทิอะยัม #Ayambrandthailand #เทรนด์วันนี้

♬ ใจสมใจ – TheChanisara

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสะโพก (หั่นชิ้นหนา 1.5 เซนติเมตร) 300 กรัม
  2. น้ำพริกแกงเผ็ด 2 ช้อนโต๊ะ
  3. หัวกะทิ 1/2 ถ้วย
  4. หางกะทิ 1 ถ้วย
  5. มะเขือพวง 1/2 ถ้วย
  6. ใบมะกรูดฉีก 3 ใบ
  7. พริกชี้ฟ้าแดงหั่นเฉียง 1 เม็ด
  8. ใบโหระพา 1/4 ถ้วย
  9. น้ำปลา 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  10. น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนชา
  11. น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. เคี่ยวพริกแกง: ตั้งหม้อไฟอ่อน ใส่หัวกะทิและน้ำพริกแกงเผ็ด เคี่ยว 10 ถึง 15 นาทีจนกะทิแตกมันและพริกแกงหอม
  2. ผัดเนื้อ: ใส่เนื้อวัวลงผัดกับพริกแกง 5 นาทีจนเนื้อตึงตัวและซับเครื่องแกง
  3. เติมกะทิ: ใส่หางกะทิ ตั้งไฟกลางจนเดือด ลดไฟอ่อน เคี่ยว 45 นาทีจนเนื้อเปื่อย
  4. ใส่มะเขือ: ใส่มะเขือพวงลงไป เคี่ยวต่ออีก 10 นาทีจนมะเขือสุกนุ่ม
  5. ปรุงรส: ใส่น้ำปลาและน้ำตาลมะพร้าว ชิมรสให้เผ็ดเค็มมัน หวานปลายเล็กน้อย
  6. ใส่สมุนไพร: ใส่ใบมะกรูดฉีกและพริกชี้ฟ้า คนเบา ๆ ปิดเตา
  7. เสิร์ฟ: โรยใบโหระพา ตักใส่ชาม เสิร์ฟกับข้าวสวยร้อนหรือขนมจีน

แกงเขียวหวานเนื้อ

แกงเขียวหวานเนื้อ เป็นแกงกะทิไทยสีเขียวจากพริกเขียวสดที่ใช้เนื้อวัวเคี่ยวกับน้ำพริกแกงเขียวหวาน กะทิ มะเขือเปราะ และใบโหระพา รสชาติออกเค็มมันหวานจากกะทิ เผ็ดร้อนจากพริกเขียว มีกลิ่นหอมสดชื่นของใบโหระพา เนื้อสัมผัสของเนื้อนุ่มละลายในน้ำแกงข้นเขียวหวาน ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เหมาะกับมื้อพิเศษ

แกงเขียวหวาน มีเอกลักษณ์ที่สีเขียวสดใสจากพริกชี้ฟ้าเขียวที่ใช้ตำรวมในเครื่องแกง และการเติมใบโหระพาลงไปท้ายสุดทำให้แกงมีกลิ่นหอมต่างจากแกงเผ็ดแดงที่ใส่ใบมะกรูดเป็นหลัก เนื้อที่เหมาะที่สุดกับแกงเขียวหวานคือเนื้อสะโพกหรือเนื้อน่องที่เคี่ยวจนเปื่อย เคล็ดลับคือการฉีกใบโหระพาด้วยมือ ไม่ใช่หั่นด้วยมีด เพราะมีดจะทำให้ใบช้ำและดำเร็ว

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสะโพก (หั่นชิ้นหนา 1.5 เซนติเมตร) 300 กรัม
  2. น้ำพริกแกงเขียวหวาน 2 ช้อนโต๊ะ
  3. หัวกะทิ 1/2 ถ้วย
  4. หางกะทิ 1 ถ้วย
  5. มะเขือเปราะ (หั่นเสี้ยว) 1/2 ถ้วย
  6. ใบมะกรูดฉีก 3 ใบ
  7. พริกชี้ฟ้าเขียวหั่นเฉียง 1 เม็ด
  8. พริกชี้ฟ้าแดงหั่นเฉียง 1 เม็ด
  9. ใบโหระพา (ฉีกมือ) 1/4 ถ้วย
  10. น้ำปลา 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  11. น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนชา
  12. น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. เคี่ยวพริกแกง: ตั้งหม้อไฟอ่อน ใส่หัวกะทิและน้ำพริกแกงเขียวหวาน เคี่ยว 10 ถึง 15 นาทีจนหอม
  2. ผัดเนื้อ: ใส่เนื้อวัวลงผัดกับพริกแกง 5 นาทีจนเนื้อตึงตัวและซับพริกแกง
  3. เติมกะทิ: ใส่หางกะทิ ตั้งไฟกลางจนเดือด ลดไฟอ่อน เคี่ยว 45 ถึง 50 นาทีจนเนื้อเปื่อย
  4. ใส่มะเขือ: ใส่มะเขือเปราะลงไป เคี่ยวต่อ 10 นาทีจนมะเขือนุ่ม
  5. ปรุงรส: ใส่น้ำปลาและน้ำตาลมะพร้าว ชิมรสให้ได้เค็มมันหวาน เผ็ดอ่อน
  6. ใส่สมุนไพร: ใส่ใบมะกรูดฉีกและพริกชี้ฟ้า ปิดเตา โรยใบโหระพาฉีก คลุกเบา ๆ
  7. เสิร์ฟ: ตักใส่ชาม เสิร์ฟกับข้าวสวยร้อนหรือขนมจีน

ต้มยำเนื้อ

ต้มยำเนื้อ เป็นการนำเนื้อวัวมาต้มในน้ำซุปต้มยำรสจัดจ้าน ต่างจากต้มยำกุ้งหรือไก่ตรงที่เนื้อวัวต้องใช้เวลาต้มนานกว่าจนนุ่ม รสชาติต้มยำเนื้อออกเปรี้ยวเผ็ดนำ เค็มตาม มีกลิ่นหอมของข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และพริกเผา น้ำซุปสีแดงก่ำจากมันพริกเผาและน้ำพริกเผา ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เหมาะกับมื้อเย็นในช่วงอากาศเย็น

การทำต้มยำเนื้อให้อร่อยต้องแยกขั้นตอนการต้มเนื้อให้นุ่มก่อน จากนั้นจึงปรุงรสต้มยำทีหลัง ไม่เช่นนั้นเนื้อจะแข็งถ้าใส่เครื่องเปรี้ยวตั้งแต่เริ่มต้ม เนื้อที่เหมาะที่สุดคือเนื้อสะโพกหรือเนื้อน่องลาย ต้มด้วยไฟอ่อนมากจนเปื่อย ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง จากนั้นจึงเติมเครื่องต้มยำและปรุงรสเปรี้ยวเผ็ด

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวน่องลาย (หั่นชิ้นหนา 2 เซนติเมตร) 300 กรัม
  2. น้ำซุป (หรือน้ำเปล่า) 3 ถ้วย
  3. ข่าอ่อน (หั่นแว่น บุบ) 3 แว่น
  4. ตะไคร้ (ทุบ หั่นท่อน) 2 ต้น
  5. ใบมะกรูดฉีก 4 ใบ
  6. พริกขี้หนูสวนบุบ 10 เม็ด
  7. น้ำมะนาว 2 1/2 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  9. น้ำพริกเผา 1 ช้อนโต๊ะ
  10. หอมแดงบุบ 3 หัว
  11. พริกแห้งทอดกรอบ 2 เม็ด
  12. ผักชีฝรั่งซอย 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. ต้มเนื้อ: ใส่เนื้อวัวลงในหม้อพร้อมน้ำซุป ตั้งไฟแรงจนเดือด ช้อนฟองทิ้ง ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด 2 ใบ และหอมแดงบุบ ลดไฟอ่อน ต้ม 45 ถึง 60 นาทีจนเนื้อเปื่อย
  2. ปรุงรสพื้นฐาน: เมื่อเนื้อเปื่อยดีแล้ว ใส่น้ำปลาและน้ำพริกเผา คนให้ละลายเข้ากัน
  3. ปรุงรสจัด: ใส่พริกขี้หนูบุบและใบมะกรูดที่เหลือ ต้มต่ออีก 2 ถึง 3 นาทีจนหอม
  4. ใส่เปรี้ยว: ปิดเตา ใส่น้ำมะนาว คนเบา ๆ (ใส่ตอนปิดเตาเสมอ มะนาวจะได้กลิ่นสดไม่เหม็นตุ๋น)
  5. เสิร์ฟ: ตักใส่ชาม โรยผักชีฝรั่งและพริกแห้งทอด เสิร์ฟกับข้าวสวยร้อน

ต้มแซ่บเนื้อ

ต้มแซ่บเนื้อ เป็นซุปเนื้อสไตล์อีสานที่ใช้เนื้อวัวและเครื่องใน (ผ้าขี้ริ้ว เอ็น) ต้มในน้ำซุปใสรสจัด รสชาติออกเปรี้ยวนำจากน้ำมะนาว เผ็ดจากพริกสดและพริกป่น เค็มจากน้ำปลา มีกลิ่นหอมของข่า ตะไคร้ และต้นหอมผักชีโรยหน้า เนื้อสัมผัสของเนื้อนุ่มจากเนื้อต้มเปื่อยตัดกับความหนึบของผ้าขี้ริ้ว ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที เหมาะกับมื้อเย็นสังสรรค์

ต้มแซ่บ แบบดั้งเดิมใช้เนื้อส่วนที่มีเอ็นและพังผืดสูงเพื่อให้ได้สัมผัสหนึบนุ่มจากการต้มนาน ความต่างจากต้มยำน้ำใสคือต้มแซ่บไม่ใส่นมข้นหรือกะทิ เน้นรสชาติคมชัดของน้ำมะนาวและพริกสดเป็นหลัก เคล็ดลับของต้มแซ่บที่อร่อยคือการใส่น้ำมะนาวและต้นหอมผักชีตอนปิดเตาแล้วเท่านั้น เพื่อคงความสดของสมุนไพร

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสะโพกพร้อมเอ็น (หั่นชิ้นหนา 2 เซนติเมตร) 300 กรัม
  2. ผ้าขี้ริ้วลวกสุก (หั่นชิ้น) 100 กรัม
  3. น้ำซุป (หรือน้ำเปล่า) 3 ถ้วย
  4. ข่าอ่อน (หั่นแว่น บุบ) 3 แว่น
  5. ตะไคร้ (ทุบ หั่นท่อน) 2 ต้น
  6. ใบมะกรูดฉีก 4 ใบ
  7. พริกขี้หนูสวนบุบ 12 เม็ด
  8. พริกป่นคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ
  9. น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  10. น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
  11. ข้าวคั่วบดหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ
  12. น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
  13. ต้นหอมซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  14. ผักชีฝรั่งซอย 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. ต้มเนื้อ: ใส่เนื้อวัวและผ้าขี้ริ้วลงหม้อ พร้อมน้ำซุป ตั้งไฟแรงจนเดือด ช้อนฟองทิ้ง ใส่ข่า ตะไคร้ และใบมะกรูด 2 ใบ
  2. เคี่ยว: ลดไฟอ่อน เคี่ยว 1 ชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง 30 นาทีจนเนื้อและเอ็นเปื่อยนุ่ม
  3. ปรุงรส: ใส่น้ำปลา น้ำตาลทราย และพริกป่นคั่ว คนให้เข้ากัน
  4. ใส่ใบมะกรูด: ใส่ใบมะกรูดที่เหลือ ต้มต่อ 2 ถึง 3 นาทีจนหอม
  5. ปิดเตา: ใส่น้ำมะนาวและพริกขี้หนูบุบตอนปิดเตา คนเบา ๆ
  6. เสิร์ฟ: ตักใส่ชาม โรยข้าวคั่ว ต้นหอมซอย และผักชีฝรั่ง เสิร์ฟทันที

เกาเหลาเนื้อ

เกาเหลาเนื้อ เป็นซุปเนื้อน้ำใสสไตล์จีน-ไทยที่ใช้เนื้อวัวสดลวกพอสุกในน้ำซุปเนื้อเข้มข้น โรยด้วยเนื้อเปื่อยและเครื่องใน รสชาติออกกลมกล่อมจากน้ำซุปที่เคี่ยวจากกระดูกเนื้อและเครื่องเทศจีน (อบเชย โป๊ยกั๊ก) หอมกลิ่นรากผักชีและกระเทียมเจียว เนื้อสัมผัสของเนื้อสดนุ่มเด้งตัดกับเนื้อเปื่อยนุ่มที่เคี่ยวจนละลาย ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงสำหรับน้ำซุป เหมาะกับมื้อเช้าหรือมื้อดึก

หัวใจของเกาเหลาเนื้อคือน้ำซุปที่ต้องใช้กระดูกข้อเนื้อและเอ็นเคี่ยวด้วยไฟอ่อนมากอย่างน้อย 2 ชั่วโมง จนได้น้ำซุปสีน้ำตาลอ่อนและมีความหวานธรรมชาติของกระดูกและเนื้อ การเคี่ยวต้องเปิดฝาเล็กน้อยเพื่อให้น้ำซุปใส ไม่ขุ่น เคล็ดลับของร้านคือการใส่หัวไชเท้าลงไปต้มในน้ำซุปด้วย ให้น้ำซุปหวานธรรมชาติจากผัก

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสันใน (หั่นบาง 2 มิลลิเมตร สำหรับลวก) 100 กรัม
  2. เนื้อวัวน่อง (ต้มเปื่อย หั่นชิ้น 2 เซนติเมตร) 100 กรัม
  3. ผ้าขี้ริ้วต้มเปื่อย (หั่นชิ้น) 50 กรัม
  4. กระดูกข้อเนื้อ (สำหรับน้ำซุป) 300 กรัม
  5. น้ำเปล่าสำหรับต้มน้ำซุป 2 ลิตร
  6. รากผักชีบุบ 2 ราก
  7. กระเทียมทุบ 5 กลีบ
  8. อบเชยแท่ง 1/2 แท่ง
  9. โป๊ยกั๊ก 2 กลีบ
  10. ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
  11. เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
  12. พริกไทยขาวป่น 1/2 ช้อนชา
  13. กระเทียมเจียวและต้นหอมซอยสำหรับโรย

วิธีทำ

  1. เตรียมน้ำซุป: ลวกกระดูกข้อเนื้อในน้ำเดือด 3 นาที ล้างด้วยน้ำเย็น ใส่หม้อพร้อมน้ำเปล่า 2 ลิตร
  2. ต้มน้ำซุป: ตั้งไฟแรงจนเดือด ช้อนฟองทิ้ง ใส่รากผักชี กระเทียมทุบ อบเชย และโป๊ยกั๊ก ลดไฟอ่อน เคี่ยว 2 ชั่วโมง
  3. ปรุงน้ำซุป: กรองน้ำซุปเอาแต่น้ำ ใส่กลับหม้อ ปรุงด้วยซีอิ๊วขาวและเกลือป่น
  4. ลวกเครื่อง: ลวกเนื้อสดในน้ำซุปเดือดพอสุก (30 วินาที) ใส่ถ้วย พร้อมเนื้อเปื่อยและผ้าขี้ริ้ว
  5. ราดน้ำซุป: ตักน้ำซุปเดือด ๆ ราดลงในถ้วย
  6. เสิร์ฟ: โรยกระเทียมเจียว ต้นหอมซอย และพริกไทยขาวป่น เสิร์ฟทันที

ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ เป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำใสสไตล์จีน-ไทยที่มีทั้งเนื้อสดลวกและเนื้อเปื่อยตุ๋นบนเส้นก๋วยเตี๋ยวในน้ำซุปเนื้อหอมเครื่องเทศจีน รสชาติกลมกล่อมจากน้ำซุปที่เคี่ยวจากกระดูกและเนื้อนาน 3 ถึง 4 ชั่วโมง มีความหอมของเครื่องยาจีน (อบเชย โป๊ยกั๊ก กระวาน) เนื้อสัมผัสมีหลายมิติในชามเดียว ทั้งเนื้อสดลวกนุ่มเด้ง เนื้อเปื่อยนุ่มจนหลุด ลูกชิ้นเด้ง และเส้นก๋วยเตี๋ยวที่เหนียวนุ่ม ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง (สำหรับน้ำซุป) เหมาะกับทุกมื้อ

การทำ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำใส ที่อร่อยระดับร้านต้องเริ่มจากน้ำซุปที่เคี่ยวจากกระดูกข้อเนื้ออย่างน้อย 3 ชั่วโมงโดยไม่เร่งไฟ และต้องมีเครื่องยาจีนเป็นตัวให้กลิ่นหอม เคล็ดลับสำคัญคือการแยกเคี่ยวเนื้อเปื่อยและน้ำซุปคนละหม้อ เนื้อเปื่อยต้องเคี่ยวในน้ำปรุงรสเพื่อให้เนื้ออร่อยและน้ำซุปเนื้อเปื่อยสามารถใช้เติมน้ำซุปหลักได้โดยไม่ทำให้น้ำซุปจืดลง

ส่วนผสม

  1. เส้นเล็ก (ลวกสุก) 200 กรัม
  2. เนื้อวัวสันใน (หั่นบาง 2 มิลลิเมตร สำหรับลวก) 100 กรัม
  3. เนื้อวัวน่อง (ตุ๋นเปื่อย หั่นชิ้น 2 เซนติเมตร) 150 กรัม
  4. ลูกชิ้นเนื้อ 5 ลูก
  5. กระดูกข้อเนื้อ (สำหรับน้ำซุป) 500 กรัม
  6. น้ำเปล่า 3 ลิตร
  7. รากผักชีบุบ 3 ราก
  8. อบเชยแท่ง 1 แท่ง
  9. โป๊ยกั๊ก 3 กลีบ
  10. กระวานดำ 3 เม็ด
  11. ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
  12. ซีอิ๊วดำหวาน 1 ช้อนโต๊ะ
  13. เกลือป่น 1 ช้อนชา
  14. น้ำตาลกรวด 1 ช้อนโต๊ะ
  15. เครื่องเคียง: ถั่วงอก ใบโหระพา ต้นหอมซอย ผักชีฝรั่ง พริกน้ำส้ม

วิธีทำ

  1. เตรียมน้ำซุป: ลวกกระดูกเนื้อในน้ำเดือด 5 นาที ล้างสะอาด ใส่หม้อพร้อมน้ำ 3 ลิตร
  2. ต้มน้ำซุป: ตั้งไฟแรงจนเดือด ช้อนฟองตลอด ใส่รากผักชี อบเชย โป๊ยกั๊ก และกระวาน ลดไฟอ่อน เคี่ยว 3 ชั่วโมง
  3. ตุ๋นเนื้อเปื่อยแยก: ใส่เนื้อน่องในหม้อแยก เติมน้ำซุปพอท่วมและซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ ตุ๋น 2 ชั่วโมงจนเนื้อเปื่อย
  4. ปรุงน้ำซุป: กรองน้ำซุป ปรุงด้วยซีอิ๊วขาวที่เหลือ ซีอิ๊วดำหวาน เกลือ และน้ำตาลกรวด
  5. ลวกเส้น: ลวกเส้นเล็กและถั่วงอก ในน้ำเดือด ใส่ชาม
  6. วางเนื้อ: วางเนื้อสดลวกสุก ลูกชิ้น และเนื้อเปื่อยตุ๋นบนเส้น
  7. ราดน้ำซุป: ตักน้ำซุปเดือด ๆ ราด โรยต้นหอมผักชี
  8. เสิร์ฟ: จัดเครื่องเคียง (พริกน้ำส้ม น้ำปลาพริก น้ำตาล ใบโหระพา) แยกจาน

เนื้อตุ๋น

เนื้อตุ๋น เป็นอาหารไทย-จีนที่ใช้เนื้อวัวส่วนน่องหรือสะโพกเคี่ยวในน้ำปรุงรส (ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ น้ำตาล เครื่องเทศจีน) ด้วยไฟอ่อนจนเนื้อเปื่อยนุ่มและน้ำซุปงวดเป็นซอสเข้มข้น รสชาติออกเค็มหวานนำ กลิ่นหอมเครื่องพะโล้ (อบเชย โป๊ยกั๊ก) เนื้อสัมผัสนุ่มละลายในปาก ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 3 ชั่วโมง เหมาะกับกับข้าวในมื้อครอบครัว

เทคนิคสำคัญในการตุ๋นเนื้อให้นุ่มโดยไม่เละคือการควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ 85 ถึง 95 องศาเซลเซียส (เดือดปุด ๆ แต่ไม่เดือดพล่าน) หากอุณหภูมิสูงเกิน 100 องศา เส้นใยเนื้อจะหดตัวและแข็ง เคล็ดลับอีกข้อคือการตุ๋นทิ้งไว้ให้เย็นในหม้อแล้วอุ่นซ้ำอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น รสชาติจะซึมเข้าเนื้อลึกกว่าตุ๋นครั้งเดียว

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวน่องลาย (หั่นชิ้นหนา 3 เซนติเมตร) 500 กรัม
  2. ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
  3. ซีอิ๊วดำหวาน 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำตาลกรวด 1 ช้อนโต๊ะ
  5. น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
  6. รากผักชีบุบ 2 ราก
  7. กระเทียมทุบ 5 กลีบ
  8. พริกไทยดำเม็ดบุบ 1/2 ช้อนชา
  9. อบเชยแท่ง 1 แท่ง
  10. โป๊ยกั๊ก 2 กลีบ
  11. น้ำเปล่า 3 ถ้วย
  12. น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
  13. ผักชีโรยหน้า

วิธีทำ

  1. เจียวเครื่องหอม: ตั้งหม้อตุ๋นไฟกลาง ใส่น้ำมันพืช ผัดรากผักชี กระเทียม อบเชย และโป๊ยกั๊กจนหอม 30 วินาที
  2. ผัดเนื้อ: ใส่เนื้อวัวลงผัดให้ผิวเนื้อตึงและเปลี่ยนสีทุกด้าน 2 ถึง 3 นาที
  3. ปรุงรส: ใส่ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ น้ำมันหอย และน้ำตาลกรวด ผัดให้เข้ากับเนื้อ
  4. เติมน้ำ: ใส่น้ำเปล่าและพริกไทยดำบุบ ตั้งไฟจนเดือด
  5. ตุ๋น: ลดไฟให้อ่อนที่สุด ปิดฝาให้เหลือช่องเล็ก ๆ ตุ๋น 2 ถึง 3 ชั่วโมงจนเนื้อนุ่มจนหลุดจากกัน
  6. เช็ค: เช็คความนุ่มของเนื้อ ถ้าน้ำงวดเกินไปเติมน้ำร้อนเล็กน้อย
  7. เสิร์ฟ: ตักใส่จาน ราดน้ำตุ๋นข้น ๆ โรยผักชี เสิร์ฟกับข้าวสวยร้อน

เนื้อตุ๋นยาจีน

เนื้อตุ๋นยาจีน เป็นอาหารบำรุงตามตำรับแพทย์แผนจีน ใช้เนื้อวัวตุ๋นกับสมุนไพรจีน (เก๋ากี้ ตังกุย พุทราจีน ลูกจันทน์) จนเนื้อเปื่อยนุ่มและน้ำซุปซึมรสสมุนไพร รสชาติออกหอมหวานของสมุนไพร เค็มอ่อนจากซีอิ๊ว มีกลิ่นเฉพาะของตังกุยและพุทรา เหมาะกับคนที่ต้องการบำรุงโลหิตและร่างกาย ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 3 ชั่วโมง

สมุนไพรจีนสำหรับตุ๋นเนื้อหาซื้อได้ที่ร้านยาจีนหรือซูเปอร์เอเชีย ตังกุย (Angelica sinensis) เป็นสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวและมีสรรพคุณบำรุงโลหิต เก๋ากี้ (Goji berry) ให้รสหวานธรรมชาติ พุทราจีนให้ความหวานตัดกับรสเนื้อ ชุดสมุนไพรสำเร็จสำหรับตุ๋นเนื้อมีขายเป็นซองละ 50 ถึง 100 บาท ใช้ตุ๋นเนื้อได้ 500 กรัม

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวน่องลาย (หั่นชิ้นหนา 3 เซนติเมตร) 500 กรัม
  2. ชุดสมุนไพรจีนสำหรับตุ๋นเนื้อ 1 ซอง (ตังกุย เก๋ากี้ พุทราจีน ลูกจันทน์ ขิงแห้ง โสมจีน)
  3. ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
  4. ซีอิ๊วดำหวาน 1 ช้อนโต๊ะ
  5. เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
  6. น้ำตาลกรวด 1 ช้อนชา
  7. เหล้าจีนสำหรับทำอาหาร 1 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำเปล่า 3 ถ้วย
  9. ขิงแก่ (ทุบ) 3 แว่น
  10. กระเทียมทุบ 3 กลีบ

วิธีทำ

  1. ลวกเนื้อ: ใส่เนื้อวัวลงในน้ำเดือด ลวก 3 นาทีจนผิวด้านนอกสุก ล้างด้วยน้ำเย็น
  2. ล้างสมุนไพร: ล้างสมุนไพรจีนในน้ำเย็น 2 ถึง 3 ครั้งให้สะอาด
  3. ตุ๋น: ใส่เนื้อ สมุนไพรจีน ขิง และกระเทียม ลงในหม้อตุ๋น ใส่น้ำเปล่าและเหล้าจีน
  4. ปรุงเบื้องต้น: ตั้งไฟจนเดือด ใส่ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ และน้ำตาลกรวด
  5. ตุ๋นต่อ: ลดไฟอ่อนสุด ปิดฝาเหลือช่องเล็ก ตุ๋น 2 ถึง 3 ชั่วโมงจนเนื้อเปื่อยนุ่ม
  6. ปรุงสุดท้าย: เติมเกลือป่นเล็กน้อย (เติมตอนท้ายเพราะซีอิ๊วเค็มอยู่แล้ว)
  7. เสิร์ฟ: ตักใส่ถ้วย เสิร์ฟร้อน ๆ เป็นน้ำซุปพร้อมเนื้อ

สตูว์เนื้อ

สตูว์เนื้อ (Beef Stew) เป็นอาหารตะวันตกที่ใช้เนื้อวัวหั่นชิ้นใหญ่เคี่ยวกับไวน์แดงหรือน้ำซุปเนื้อ มะเขือเทศ แครอท มันฝรั่ง และสมุนไพรฝรั่ง (ไทม์ โรสแมรี ใบกระวาน) ในหม้อตุ๋นจนเนื้อเปื่อยนุ่มและน้ำซุปข้นเป็นเกรวี รสชาติออกเข้มข้นด้วยอูมามิจากเนื้อตุ๋นและมะเขือเทศ มีความหวานธรรมชาติของแครอทและหอมหัวใหญ่ ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที เหมาะกับมื้อพิเศษในวันหยุด

ความต่างระหว่างสตูว์เนื้อตะวันตกกับเนื้อตุ๋นแบบจีนคือสตูว์ใช้ไวน์แดงหรือน้ำซุปเนื้อเป็นเบส และใช้สมุนไพรฝรั่ง (ไทม์ ใบกระวาน) แทนเครื่องเทศจีน นอกจากนี้สตูว์เนื้อจะต้องมีขั้นตอนการซีลเนื้อ (Searing) ด้วยไฟแรงจัดให้ผิวเนื้อเป็นสีน้ำตาลเข้มก่อนตุ๋น เพื่อให้เกิดปฏิกิริยามายาร์ด (Maillard Reaction) ที่สร้างรสชาติเนื้อเข้มข้น

@my_kitchen_menus

🍲 Beef Stew สตูว์เนื้อรสเข้มข้น เคี่ยวจนเนื้อนุ่ม เติมความกลมกล่อมด้วย Chef’s Own Demi-Glace Sauce จาก Custom Culinary ช่วยยกระดับรสชาติให้ลึก มีมิติ เหมาะทั้งเมนูคลาสสิกในครัวบ้านและเมนูพิเศษสำหรับมื้ออบอุ่น #CustomCulinary #ChefsOwn #DemiGlaceSauce #BeefStew #HomeCooking

♬ Vlog – wouldliker

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสะโพกหรือน่อง (หั่นชิ้น 3 ถึง 4 เซนติเมตร) 500 กรัม
  2. น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
  3. หอมหัวใหญ่ (หั่นชิ้นใหญ่) 1 หัว
  4. แครอท (หั่นท่อน 2 นิ้ว) 1 ถ้วย
  5. มันฝรั่ง (หั่นชิ้นใหญ่) 1 ถ้วย
  6. มะเขือเทศกระป๋อง (ทุบหยาบ) 1/2 ถ้วย
  7. น้ำซุปเนื้อ (หรือน้ำเปล่า) 2 ถ้วย
  8. ไวน์แดง (หรือน้ำองุ่นแดง) 1/2 ถ้วย
  9. กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  10. ใบกระวาน (Bay Leaves) 2 ใบ
  11. ไทม์แห้ง (Thyme) 1/2 ช้อนชา
  12. เกลือป่น 1 ช้อนชา
  13. พริกไทยดำป่น 1/2 ช้อนชา
  14. แป้งสาลี 1 ช้อนโต๊ะ
  15. เนยสด 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. เตรียมเนื้อ: ซับเนื้อให้แห้งด้วยกระดาษซับน้ำ โรยเกลือและพริกไทยดำป่นครึ่งหนึ่ง คลุกแป้งบาง ๆ
  2. ซีลเนื้อ: ตั้งหม้อตุ๋นไฟแรง ใส่น้ำมันพืชจนร้อนจัด ใส่เนื้อลงซีลให้ผิวเป็นสีน้ำตาลเข้มทุกด้าน (ทีละด้าน 2 ถึง 3 นาที) ตักขึ้นพัก
  3. ผัดเครื่องหอม: ใส่เนยลงหม้อเดิม ใส่หอมหัวใหญ่และกระเทียม ผัดไฟกลาง 3 นาทีจนหอมหัวใหญ่ใส
  4. เติมของเหลว: ใส่ไวน์แดงลงไป ขูดเศษเนื้อติดก้นหม้อ (Deglaze) เคี่ยวจนไวน์งวดลงครึ่งหนึ่ง
  5. ตุ๋น: ใส่เนื้อกลับลงหม้อ ตามด้วยมะเขือเทศ น้ำซุปเนื้อ ใบกระวาน และไทม์ ตั้งให้เดือด
  6. เคี่ยว: ลดไฟอ่อน ปิดฝา เคี่ยว 1 ชั่วโมง 30 นาที
  7. ใส่ผัก: ใส่แครอทและมันฝรั่ง เคี่ยวต่ออีก 30 ถึง 40 นาทีจนผักนุ่มและเนื้อเปื่อย
  8. ปรุงรส: เติมเกลือและพริกไทยที่เหลือ ชิมรส
  9. เสิร์ฟ: ตักใส่จานลึก เสิร์ฟกับขนมปังกรอบหรือข้าวสวย

เนื้ออบ

เนื้ออบ (Roast Beef) เป็นอาหารตะวันตกที่ใช้เนื้อวัวชิ้นใหญ่ก้อนเดียว (สันนอกหรือสะโพก) หมักด้วยเกลือ พริกไทย และสมุนไพรฝรั่ง แล้วอบในเตาอบที่อุณหภูมิต่ำจนสุกตามต้องการ รสชาติออกหอมมันจากเนื้อที่ผ่านการอบช้า ได้รสเค็มและกลิ่นสมุนไพร (โรสแมรี ไทม์ กระเทียม) ในขณะที่เนื้อด้านในนุ่มชุ่มฉ่ำ ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง 30 นาที ขึ้นกับขนาดเนื้อ เหมาะกับมื้อพิเศษและงานเลี้ยง

การอบเนื้อให้สำเร็จต้องใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิภายในเนื้อ (Meat Thermometer) เพื่อความแม่นยำ สำหรับ medium rare อุณหภูมิแกนเนื้อควรอยู่ที่ 52 ถึง 55 องศาเซลเซียสเมื่ออบเสร็จ (เนื้อจะยังร้อนขึ้นอีก 3 ถึง 5 องศาขณะพัก) เคล็ดลับของเชฟคือการซีลเนื้อบนกระทะไฟแรงก่อนอบทุกด้านเพื่อสร้างเปลือกนอกที่หอมกรอบ (Crust) และการพักเนื้อหลังอบเท่ากับเวลาที่อบเพื่อให้น้ำในเนื้อค่อย ๆ กระจายตัวกลับ

@ccooking.mama

เมนูนี้นานหน่อยแต่อร่อยมากกกก เนื้ออบสูตรเด็ด หอมเนื้อ รสชาติเข้มข้น กินกับข้าวฟินมากๆค่ะ🤤 #tiktokเข้าครัว #อร่อยบอกต่อ #tiktokพากิน #ทําอาหาร #เมนูประจําวัน #แจกสูตร

♬ Nice and Easy – Louis Adrien

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสันนอกชิ้นใหญ่ (หรือสะโพกชั้นนอก น้ำหนักประมาณ 800 กรัม ถึง 1 กิโลกรัม) 1 ชิ้น
  2. เกลือป่น 1 1/2 ช้อนชา
  3. พริกไทยดำบดหยาบ 1 ช้อนชา
  4. กระเทียมสับหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ
  5. โรสแมรีสด 2 ก้าน
  6. ไทม์สด 3 ก้าน
  7. น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
  8. เนยสด 2 ช้อนโต๊ะ
  9. ดีฌงมัสตาร์ด (Dijon Mustard) 1 ช้อนโต๊ะ (สำหรับทาผิวเนื้อก่อนอบ)

วิธีทำ

  1. เตรียมเนื้อ: นำเนื้อออกจากตู้เย็น 1 ชั่วโมงก่อนอบให้อุณหภูมิเท่าห้อง
  2. หมัก: โรยเกลือ พริกไทยดำ กระเทียมสับ และสมุนไพรสดให้ทั่วเนื้อ ทามัสตาร์ดบาง ๆ เป็นชั้นสุดท้าย
  3. เปิดเตาอบ: อุ่นเตาอบที่ 180 องศาเซลเซียส (ไฟบนล่าง) หรือ 160 องศาเซลเซียส (พัดลม)
  4. ซีลเนื้อ: ตั้งกระทะเหล็กไฟแรง ใส่น้ำมันมะกอกจนร้อนจัด ซีลเนื้อทุกด้านจนเป็นสีน้ำตาลเข้ม (ด้านละ 2 ถึง 3 นาที)
  5. ใส่เนยและสมุนไพร: ใส่เนยสดและสมุนไพรลงในกระทะ ตักเนยละลายราดบนเนื้อต่ออีก 1 ถึง 2 นาที
  6. อบ: ย้ายกระทะเข้าอบ (หากกระทะเข้าเตาได้) หรือย้ายเนื้อใส่ถาดอบ อบจนอุณหภูมิแกนเนื้อถึง 52 องศาเซลเซียสสำหรับ medium rare (ประมาณ 30 ถึง 50 นาทีขึ้นกับขนาด)
  7. พักเนื้อ: นำเนื้อออกจากเตา ห่อฟอยล์หลวม ๆ พัก 20 ถึง 30 นาที
  8. หั่น: หั่นตามขวาง หนา 5 ถึง 8 มิลลิเมตร เสิร์ฟกับน้ำเกรวีจากน้ำในถาดอบ

ซี่โครงเนื้ออบ

ซี่โครงเนื้ออบ (Beef Ribs) เป็นอาหารสไตล์อเมริกันที่ใช้ซี่โครงเนื้อหมักด้วยเครื่องเทศแห้ง (Dry Rub) แล้วอบด้วยอุณหภูมิต่ำเป็นเวลานาน (Low and Slow) จนเนื้อนุ่มหลุดจากกระดูก รสชาติออกเค็มเผ็ดหอมจากเครื่องเทศและควันไม้ มีความหวานเคลือบจากซอสบาร์บีคิวที่ทาในขั้นตอนสุดท้าย เนื้อสัมผัสนุ่มลิ้นและมีเปลือกนอกกรอบเล็กน้อย ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 3 ถึง 4 ชั่วโมง เหมาะกับงานปาร์ตี้

Dry Rub เป็นส่วนผสมของเครื่องเทศแห้งที่ใช้หมักซี่โครงก่อนอบอย่างน้อย 4 ชั่วโมงหรือข้ามคืนในตู้เย็น เครื่องเทศหลักประกอบด้วยพริกปาปริก้า (Paprika) น้ำตาลทรายแดง เกลือ กระเทียมผง หัวหอมผง พริกไทยดำ และยี่หร่า การอบต้องใช้อุณหภูมิต่ำ (135 ถึง 150 องศาเซลเซียส) เพื่อให้ไขมันแทรกและคอลลาเจนในเนื้อค่อย ๆ ละลาย เกิดเป็นเนื้อสัมผัสที่นุ่มแบบ Melt-in-your-mouth

@onemeal_a_day

วิธีทำ “ซี่โครงอบซอสบาร์บีคิว” พร้อมกับเคล็ดลับทำ ซี่โครงหมูให้เปื่อยเร็วขึ้น😋 #ห้องครัวTikTok #tiktokพากิน #EVERYDAYWITHKEWPIE Kewpiethailand คิวพีน้ำส้มสายชู #คิวพี #น้ําส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ลตราคิวพี #วันละมื้อ

♬ เสียงต้นฉบับ – วันละมื้อ – วันละมื้อ (เพื่อนจาร์)

ส่วนผสม

  1. ซี่โครงเนื้อ (Beef Short Ribs หรือ Beef Back Ribs) 1 กิโลกรัม
  2. เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  3. น้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ
  4. พริกปาปริก้าหวาน (Paprika) 1 ช้อนโต๊ะ
  5. พริกปาปริก้ารมควัน (Smoked Paprika) 1 ช้อนชา
  6. กระเทียมผง 1 ช้อนชา
  7. หัวหอมผง 1 ช้อนชา
  8. พริกไทยดำป่น 1 ช้อนชา
  9. ยี่หร่าผง (Cumin) 1/2 ช้อนชา
  10. พริกป่น (Cayenne) 1/4 ช้อนชา
  11. ซอสบาร์บีคิว 1/2 ถ้วย
  12. น้ำส้มสายชูแอปเปิล 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. เตรียม Dry Rub: ผสมเกลือ น้ำตาลทรายแดง ปาปริก้า กระเทียมผง หัวหอมผง พริกไทยดำ ยี่หร่า และพริกป่น ในชาม
  2. ลอกพังผืด: ลอกพังผืดด้านหลังแผ่นซี่โครงออก (ใช้มีดบางสอดและดึงด้วยกระดาษทิชชู)
  3. หมัก: ทา Dry Rub ให้ทั่วซี่โครงทุกด้านจนเคลือบหนา ห่อด้วยพลาสติกแร็ป หมักในตู้เย็น 4 ถึง 12 ชั่วโมง
  4. อุ่นเตา: อุ่นเตาอบที่ 140 องศาเซลเซียส (ไฟบนล่าง)
  5. อบ: วางซี่โครงบนตะแกรงในถาดอบ เติมน้ำ 1/2 ถ้วยในก้นถาด (เพื่อให้ความชื้น) ห่อด้วยฟอยล์ทั้งถาดให้แน่น
  6. อบต่อเนื่อง: อบ 3 ถึง 3 1/2 ชั่วโมงจนเนื้อนุ่มและดึงออกจากกระดูกได้ง่าย
  7. ทาซอส: นำซี่โครงออกจากฟอยล์ เปิดเตาเพิ่มเป็น 200 องศาเซลเซียส ทาซอสบาร์บีคิวผสมน้ำส้มสายชูแอปเปิลให้ทั่ว
  8. เพิ่มสี: นำซี่โครงเข้าอบต่ออีก 10 ถึง 15 นาทีจนซอสเคลือบและเริ่มเป็นคาราเมล
  9. เสิร์ฟ: พักซี่โครง 10 นาที หั่นเป็นซี่ ๆ เสิร์ฟกับซอสบาร์บีคิวเพิ่มเติม

เนื้อกระทะร้อน

เนื้อกระทะร้อน (Sizzling Beef) เป็นเมนูสไตล์ภัตตาคารที่ใช้เนื้อวัวหั่นบางนุ่ม (เทนเดอร์ลอยน์หรือสันนอก) เสิร์ฟบนกระทะเหล็กร้อนจัดราดซอส ซึ่งเมื่อซอสสัมผัสกับกระทะจะเกิดเสียงฉ่าและควันหอมขึ้น รสชาติออกเค็มหวานจากซอสที่ทำจากซีอิ๊วญี่ปุ่นและมิริน มีกลิ่นหอมของเนยกระเทียมที่ละลายบนกระทะร้อน ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 25 นาที เหมาะกับมื้อพิเศษและรับรองแขก

ความพิเศษของเมนูนี้คือประสบการณ์ที่ได้ยินเสียงและกลิ่นก่อนได้รับประทาน กระทะเหล็กหล่อ (Cast Iron Pan) เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ทำให้เมนูนี้สำเร็จ กระทะต้องถูกเผาบนเตาจนร้อนจัด (200 องศาเซลเซียสขึ้นไป) แล้วยกขึ้นวางบนที่รองกระทะไม้ทันทีเมื่อเสิร์ฟ ซอสที่ราดลงบนกระทะจะเดือดพล่านและเกิดเป็นควันหอมที่ลอยขึ้นจากโต๊ะอาหาร

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสันใน (หั่นบางเฉียง 3 มิลลิเมตร) 250 กรัม
  2. ซีอิ๊วญี่ปุ่น (Kikkoman) 2 ช้อนโต๊ะ
  3. มิริน 1 ช้อนโต๊ะ
  4. สาเก 1 ช้อนโต๊ะ
  5. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  6. กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  7. เนยสด 1 ช้อนโต๊ะ
  8. พริกไทยดำบดสด 1/2 ช้อนชา
  9. งาขาวคั่ว 1 ช้อนชา
  10. ต้นหอมญี่ปุ่นซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  11. น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
  12. ผักเคียง: บรอกโคลีลวก แครอทหั่นแว่น ข้าวโพดอ่อน

วิธีทำ

  1. หมักเนื้อ: ผสมซีอิ๊วญี่ปุ่น มิริน สาเก และน้ำตาลทรายในชาม หมักเนื้อในซอส 15 นาที
  2. เผากระทะ: ตั้งกระทะเหล็กหล่อบนเตาด้วยไฟแรงที่สุดจนกระทะร้อนจัด (ทดสอบด้วยการหยดน้ำลงไป น้ำต้องเดือดและระเหยทันที)
  3. ผัดเนื้อ: ในกระทะอีกใบ (หรือบนเตาอีกหัว) ใส่น้ำมันพืช ผัดเนื้อหมักด้วยไฟแรง 45 ถึง 60 วินาทีจนเนื้อสุกประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์
  4. จัดเรียง: วางผักเคียงลงบนกระทะเหล็กหล่อร้อน ตามด้วยเนื้อผัดที่ด้านบน
  5. ทำซอส: ในกระทะผัดเนื้อเดิม ใส่เนย กระเทียมสับ และพริกไทยดำ ผัด 15 วินาที ใส่น้ำหมักเนื้อที่เหลือ (ปรับเพิ่มน้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะถ้าจัดเกิน)
  6. ราดซอส: นำกระทะเหล็กไปวางที่โต๊ะบนที่รองไม้ ราดซอสเนยกระเทียมลงบนเนื้อทันที ได้ยินเสียงดังฉ่า
  7. เสิร์ฟ: โรยงาคั่วและต้นหอมซอย ทานทันทีขณะร้อน

ยำตะไคร้เนื้อ

ยำตะไคร้เนื้อ เป็นยำไทยที่ใช้เนื้อวัวลวกพอสุกยำกับตะไคร้ซอยบาง ใบมะกรูดซอย และพริกสด มีความหอมสดชื่นของตะไคร้และใบมะกรูดที่โดดเด่นเหนือรสเปรี้ยวเค็มเผ็ด น้ำยำแบบใสเน้นสมุนไพรหอมมากกว่าความจัดจ้าน เนื้อสัมผัสของเนื้อนุ่ม กลิ่นตะไคร้ตัดความคาวเนื้อได้หมดจด ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เหมาะกับอาหารเรียกน้ำย่อยฤดูร้อน

ตะไคร้ที่ใช้ในเมนูนี้ต้องเป็นตะไคร้อ่อนที่ยังขาวและนุ่ม ฝานเป็นแว่นบางเฉียบเพื่อให้ทานได้ทั้งชิ้น ไม่ติดคอ ตะไคร้อ่อนมีรสหวานและกลิ่นหอมกว่าตะไคร้แก่ ในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูของตะไคร้อ่อน เมนูนี้จะอร่อยที่สุด วิธีซอยตะไคร้ให้บางคือต้องใช้มีดที่คมมากและซอยทันทีหลังจากปอกเปลือกนอกออกโดยไม่ให้ตะไคร้แห้ง

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสันใน (หั่นบาง 2 มิลลิเมตร) 200 กรัม
  2. ตะไคร้อ่อน (ซอยบางเฉียบ 1 มิลลิเมตร) 1/4 ถ้วย
  3. ใบมะกรูดซอยฝอย 1 ช้อนโต๊ะ
  4. หอมแดงซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  5. พริกขี้หนูสวนซอย 8 เม็ด
  6. น้ำปลา 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  7. น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
  9. สะระแหน่ 1/4 ถ้วย
  10. กระเทียมเจียว 1 ช้อนโต๊ะ
  11. พริกแห้งทอดกรอบ 2 เม็ด

วิธีทำ

  1. ลวกเนื้อ: ต้มน้ำให้เดือดจัด ใส่เนื้อลวก 20 ถึง 30 วินาทีพอสุก (สีชมพูหายหมด) ตักขึ้นสะเด็ดน้ำทันที
  2. เตรียมน้ำยำ: ผสมน้ำปลา น้ำมะนาว และน้ำตาลทราย คนจนน้ำตาลละลาย
  3. ใส่สมุนไพร: ใส่ตะไคร้ซอย ใบมะกรูดซอย หอมแดงซอย และพริกขี้หนู ลงในน้ำยำ คนให้ทั่ว
  4. คลุก: ใส่เนื้อลวกลงคลุกกับน้ำยำและสมุนไพร คลุกเบา ๆ ให้ส่วนผสมกระจายทั่ว
  5. จัดจาน: ใส่สะระแหน่ตอนท้าย คลุกเบา 1 ครั้ง ตักใส่จาน
  6. เสิร์ฟ: โรยกระเทียมเจียวและพริกแห้งทอด เสิร์ฟกับข้าวสวยร้อนหรือเป็นกับแกล้ม

แกงอ่อมเนื้อ

แกงอ่อมเนื้อ เป็นแกงอีสานที่ไม่ใช้กะทิ ใช้เนื้อวัวและผักพื้นบ้านต้มในน้ำพริกแกงอ่อมที่ตำสดจากพริกสด ตะไคร้ หอมแดง กระเทียม และสมุนไพร รสชาติออกเผ็ดนำจากพริกสด เค็มจากน้ำปลา มีกลิ่นหอมของใบแมงลักและผักชีลาว เนื้อสัมผัสของเนื้อนุ่มในน้ำแกงใสข้นจากน้ำพริกแกง ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 40 นาที เหมาะกับมื้อครอบครัวในวันสบาย ๆ

แกงอ่อมเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของอีสานที่เป็นทั้งอาหารและยาสมุนไพรไปพร้อมกัน สมุนไพรสดในแกงอ่อม (ตะไคร้ ใบมะกรูด ผักชีลาว ใบแมงลัก) ช่วยในการย่อยอาหารเนื้อหนักและลดกลิ่นคาวของเนื้อวัว เคล็ดลับสำคัญของแกงอ่อมคือการใส่ผักสดตอนปิดเตาเท่านั้น เพื่อคงความกรอบของผักและกลิ่นหอมของสมุนไพรที่ระเหยง่ายเมื่อโดนความร้อนนาน

ส่วนผสม

  1. เนื้อวัวสะโพก (หั่นชิ้นหนา 1.5 เซนติเมตร) 300 กรัม
  2. พริกชี้ฟ้าเขียว 5 เม็ด
  3. พริกขี้หนูสวน 10 เม็ด
  4. ตะไคร้ซอย 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  5. หอมแดง 5 หัว
  6. กระเทียม 5 กลีบ
  7. น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำปลาร้าต้มสุก 1 ช้อนโต๊ะ
  9. น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
  10. น้ำเปล่า 2 ถ้วย
  11. ใบแมงลัก 1/4 ถ้วย
  12. ผักชีลาวซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  13. ต้นหอมซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  14. ใบมะกรูดฉีก 3 ใบ
  15. ผักตามฤดูกาล: ฟักทองอ่อน ใบย่านาง มะเขือพวง ตามชอบ

วิธีทำ

  1. ตำพริกแกง: โขลกพริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู ตะไคร้ซอย หอมแดง และกระเทียม ให้ละเอียดพอประมาณ (ไม่ต้องละเอียดเป็นเนื้อเดียว)
  2. ต้ม: ใส่น้ำเปล่าลงหม้อ ตั้งไฟกลางจนเดือด ใส่พริกแกงที่ตำไว้ลงละลายในน้ำ
  3. ใส่เนื้อ: ใส่เนื้อวัวลงในหม้อ ปรับไฟกลาง ต้ม 30 ถึง 35 นาทีจนเนื้อนุ่ม
  4. ปรุงรส: ใส่น้ำปลาและน้ำปลาร้า คนให้ละลาย ชิมรสเค็มเผ็ดให้พอดี
  5. ใส่ผัก: ใส่ผักตามฤดูกาลที่ใช้เวลาสุกนานก่อน (ฟักทอง มะเขือพวง) ต้มต่ออีก 5 ถึง 10 นาที
  6. ปรุงสุดท้าย: ปิดเตา เติมน้ำมะนาว ใบมะกรูดฉีก ใบแมงลัก ผักชีลาว และต้นหอมซอย คนเบา ๆ
  7. เสิร์ฟ: ตักใส่ชาม เสิร์ฟคู่ข้าวเหนียวร้อนหรือข้าวสวย

ตารางสรุปเปรียบเทียบ 30 เมนูเนื้อ

ชื่อเมนูประเภทความยากเวลาวิธีทำรสชาติ
ก้อยเนื้ออีสาน (ดิบ/สุก)ปานกลาง20 นาทีคลุกเผ็ดนำ เปรี้ยว มัน
ลาบเนื้ออีสาน (รวน)ง่าย15 นาทีรวนเปรี้ยวนำ เค็ม เผ็ดปลาย
น้ำตกเนื้ออีสาน (ย่าง+ยำ)ปานกลาง30 นาทีย่าง+คลุกเปรี้ยวนำ เค็ม เผ็ด ควันไฟ
พล่าเนื้อไทยภาคกลางง่าย20 นาทีลวก+คลุกเปรี้ยวหวานนำ เค็ม
ยำเนื้อย่างไทยภาคกลางง่าย25 นาทีย่าง+คลุกเปรี้ยว เค็ม เผ็ด สดชื่น
เนื้อสวรรค์ไทยโบราณปานกลาง30 นาที (ไม่รวมตาก)ตาก+ทอดหวานเค็ม กรอบร่วน
เนื้อย่างจิ้มแจ่วอีสานง่าย20 นาทีย่างเค็มหอมควัน จิ้มแจ่วเปรี้ยวเผ็ด
เนื้อย่างเกาหลีเกาหลีง่าย30 นาทีหมัก+ย่างหวานนำ เค็ม งาหอม
เนื้อแดดเดียวไทย (ถนอมอาหาร)ปานกลาง20 นาที (ไม่รวมตาก)ตาก+ทอดเค็มนำ หวานตาม
เนื้อผัดกะเพราไทย (ผัด)ง่าย10 นาทีผัดไฟแรงเค็มเผ็ดนำ หวานปลาย
เนื้อผัดพริกแกงไทย (ผัด)ง่าย15 นาทีผัดไฟแรงเผ็ดร้อน เค็มมัน
เนื้อผัดน้ำมันหอยจีน-ไทย (ผัด)ง่าย10 นาทีผัดไฟแรงเค็มหอมมัน หวานปลาย
เนื้อผัดพริกไทยดำจีน (ผัด)ปานกลาง20 นาทีผัดไฟแรงเผ็ดร้อนพริกไทย เค็มหวาน
เนื้อผัดขิงไทย-จีน (ผัด)ง่าย15 นาทีผัดไฟแรงกลมกล่อม หอมขิง หวานเค็ม
เนื้อทอดกระเทียมไทย (ทอด)ปานกลาง20 นาทีทอดเค็มมันหอมกระเทียม
พะแนงเนื้อไทย (แกง)ปานกลาง1 ชม.เคี่ยวเค็มหวานมัน กลมกล่อม
มัสมั่นเนื้อไทย (แกง)ปานกลาง1.5 ชม.เคี่ยวหวานนำ เค็มตาม หอมเครื่องเทศ
แกงเผ็ดเนื้อไทย (แกง)ปานกลาง1 ชม.เคี่ยวเผ็ดนำ เค็มมัน หวานปลาย
แกงเขียวหวานเนื้อไทย (แกง)ปานกลาง1 ชม.เคี่ยวเค็มมันหวาน เผ็ดอ่อน หอมโหระพา
ต้มยำเนื้อไทย (ต้ม)ปานกลาง1 ชม.ต้มเปรี้ยวเผ็ดนำ เค็ม หอมสมุนไพร
ต้มแซ่บเนื้ออีสาน (ต้ม)ปานกลาง1.5 ชม.ต้มเปรี้ยวนำ เผ็ด เค็ม
เกาเหลาเนื้อจีน-ไทย (ต้ม)ปานกลาง2 ชม.ต้ม+ลวกกลมกล่อม หอมเครื่องเทศจีน
ก๋วยเตี๋ยวเนื้อจีน-ไทย (ต้ม)ปานกลาง3 ชม.ต้ม+ตุ๋น+ลวกกลมกล่อมเนื้อลึก หอมเครื่องยา
เนื้อตุ๋นไทย-จีน (ตุ๋น)ปานกลาง2-3 ชม.ตุ๋นเค็มหวานนำ หอมเครื่องพะโล้
เนื้อตุ๋นยาจีนจีน (ตุ๋น)ปานกลาง2-3 ชม.ตุ๋นหอมหวานสมุนไพร เค็มอ่อน
สตูว์เนื้อตะวันตก (ตุ๋น)ปานกลาง2.5 ชม.ซีล+ตุ๋นเข้มข้น หวานธรรมชาติผัก
เนื้ออบตะวันตก (อบ)ปานกลาง1-1.5 ชม.อบหอมมันเนื้อ เกลือสมุนไพร
ซี่โครงเนื้ออบอเมริกัน (อบ)ปานกลาง3-4 ชม.อบช้าเค็มเผ็ดหอมเครื่องเทศ หวานซอส
เนื้อกระทะร้อนฟิวชัน (ผัด)ปานกลาง25 นาทีผัด+ราดซอสบนกระทะร้อนเค็มหวานซีอิ๊วญี่ปุ่น หอมเนย
ยำตะไคร้เนื้อไทย (ยำ)ง่าย20 นาทีลวก+คลุกเปรี้ยวเค็มเผ็ด หอมตะไคร้สด

เคล็ดลับเลือกซื้อและเตรียมเนื้อวัว

การเลือกซื้อเนื้อวัวให้เหมาะกับเมนูที่ต้องการทำเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่กำหนดความสำเร็จของอาหาร เนื้อวัวคุณภาพ ต้องมีสีแดงสด ไขมันสีขาวครีม ไม่มีกลิ่นสาบ และเนื้อยืดหยุ่นดีเมื่อกดด้วยนิ้ว

การเลือกส่วนเนื้อให้เหมาะกับเมนู:

  • เนื้อสันใน (Tenderloin): ส่วนที่นุ่มที่สุด เหมาะกับก้อยดิบ พล่า ยำลวก และผัดไฟแรง (กะเพรา น้ำมันหอย) ราคาสูงที่สุด
  • เนื้อสันนอก (Striploin): มีไขมันแทรกปานกลาง เหมาะกับย่าง (จิ้มแจ่ว เกาหลี) อบ (Roast Beef) และผัด (พริกไทยดำ พริกแกง) ราคากลางถึงสูง
  • เนื้อสันคอ (Chuck): มีไขมันแทรกมาก รสชาติดี เหมาะกับลาบ น้ำตก และตุ๋น ราคาย่อมเยา
  • เนื้อสะโพก (Topside/Silverside): เนื้อแน่น ไขมันน้อย เหมาะกับแกง (พะแนง มัสมั่น เผ็ด เขียวหวาน) ต้ม (ต้มยำ ต้มแซ่บ) และสตูว์ ราคาปานกลาง
  • เนื้อน่อง (Shank): มีเอ็นและคอลลาเจนสูง เหมาะกับตุ๋นนาน (เนื้อตุ๋น ตุ๋นยาจีน) และทำน้ำซุป (ก๋วยเตี๋ยว เกาเหลา) ราคาย่อมเยา
  • ซี่โครง (Rib): เนื้อติดกระดูก ไขมันแทรกสูง เหมาะกับอบ (ซี่โครงอบ) และย่างช้า ราคาปานกลางถึงสูง

การเก็บรักษา: เนื้อวัวสดควรเก็บในตู้เย็นช่อง 0 ถึง 4 องศาเซลเซียส และใช้ภายใน 2 ถึง 3 วัน หากต้องการเก็บนานกว่านั้น ควรแช่แข็งที่ -18 องศาเซลเซียส โดยห่อด้วยพลาสติกแร็ปและฟอยล์ 2 ชั้นเพื่อป้องกันการไหม้จากความเย็น (Freezer Burn) เนื้อแช่แข็งเก็บได้นาน 3 ถึง 6 เดือน

การหั่นเนื้อ: หั่นเนื้อตัดขวางแนวเสี้ยนกล้ามเนื้อเสมอ เพื่อให้เนื้อนุ่มเมื่อเคี้ยว หากหั่นตามแนวเสี้ยน เส้นใยกล้ามเนื้อจะยาวและเหนียว

สรุป

ทั้ง 30 เมนูเนื้อวัวในลิสต์นี้ครอบคลุมวิธีทำทั้ง 6 กลุ่มหลัก ตั้งแต่การทำเนื้อดิบและลวกสไตล์อีสานที่รวดเร็วและสดชื่น (ก้อย ลาบ น้ำตก) การย่างที่ให้กลิ่นหอมควันไฟ (เนื้อย่างจิ้มแจ่ว เนื้อย่างเกาหลี) การผัดไฟแรงที่ใช้เวลาน้อยที่สุด (กะเพรา น้ำมันหอย พริกไทยดำ) ไปจนถึงการเคี่ยวและตุ๋นที่อาศัยเวลาและความอดทน (มัสมั่น เนื้อตุ๋น สตูว์เนื้อ ซี่โครงอบ) แต่ละเมนูมีเอกลักษณ์และเทคนิคเฉพาะที่แตกต่างกัน การเลือกส่วนของเนื้อให้ตรงกับวิธีทำเป็นหัวใจสำคัญที่ทำซ้ำในทุกเมนู เนื้อสันในสำหรับยำและผัด เนื้อน่องสำหรับตุ๋น เนื้อสะโพกสำหรับแกง และซี่โครงสำหรับอบ

การทำกับข้าวด้วยเนื้อวัวไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์พิเศษหรือเตา 5 หัวแต่อย่างใด หลายเมนูในลิสต์นี้ใช้กระทะใบเดียวและเตาแก๊สหัวเดียวก็ทำได้สำเร็จ (กะเพราเนื้อใช้เวลาเพียง 10 นาที) ขณะที่บางเมนูต้องการเพียงเวลาและหม้อตุ๋น (เนื้อตุ๋นใช้เวลา 2 ถึง 3 ชั่วโมงแต่แทบไม่ต้องเฝ้า) การเริ่มต้นจากเมนูง่าย ๆ ที่คุ้นเคยและค่อย ๆ ไปสู่เมนูที่ใช้เวลาและทักษะมากขึ้นเป็นวิธีการเรียนรู้ที่สนุกและยั่งยืน

ไม่ว่าจะเลือกเริ่มจากกะเพราเนื้อจานด่วนสำหรับมื้อกลางวันวันพุธ มัสมั่นเนื้อหอมกรุ่นสำหรับมื้อเย็นวันอาทิตย์ หรือสตูว์เนื้ออุ่น ๆ สำหรับวันฝนตก ทั้ง 30 เมนูนี้พร้อมเป็นแนวทางให้เริ่มเข้าครัวและสนุกกับการทำอาหารเนื้อวัวด้วยตัวเองในแบบที่ชอบ

กดเพื่ออ่านต่อ

Aroimak

ในฐานะนักวิจารณ์ เชื่อว่าอาหารเป็นงานศิลปะรูปแบบหนึ่ง และมุ่งมั่นที่จะเขียนบทวิจารณ์ที่ทั้งสวยงามและให้ข้อมูลแก่ผู้อ่าน บทวิจารณ์จะครอบคลุมรสชาติ คุณภาพ และราคาของอาหาร รวมถึงบรรยากาศของร้านอาหารและการบริการของพนักงาน เชื่อว่าบทวิจารณ์จะช่วยให้ผู้อ่านตัดสินใจได้อย่างรอบคอบเมื่อเลือกร้านอาหารที่จะไปเยือน

บทความที่เกี่ยวข้อง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Back to top button
สารบัญ