30 เมนูอาหารอิตาเลี่ยนทำเองที่บ้าน ตั้งแต่พาสต้า พิซซ่า จนถึงของหวาน
รวม 30 เมนูอาหารอิตาเลี่ยนทำเองที่บ้าน ครอบคลุมทั้งพาสต้าเส้นยาวและเส้นสั้น พิซซ่าหน้าหลากหลาย ริซอตโต้ ลาซานญ่า ซุปอุ่นๆ สลัดสดชื่น อาหารจานหลักเนื้อสัตว์และทะเล ไปจนถึงของหวานสไตล์อิตาเลี่ยนแท้ คัดจากเมนูที่ใช้วัตถุดิบหาได้ในซูเปอร์ไทยทั่วไป ระดับความยากตั้งแต่มือใหม่จนถึงระดับภัตตาคาร พร้อมเคล็ดลับเฉพาะที่ทำให้รสชาติเข้าใกล้ต้นตำรับ
อาหารอิตาเลี่ยนเป็นหนึ่งในอาหารที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั่วโลก ตามข้อมูลจาก Wikipedia อาหารอิตาเลี่ยนมีรากฐานมาจากอาหารเมดิเตอร์เรเนียน เน้นวัตถุดิบคุณภาพดีและการปรุงที่เรียบง่ายแต่ได้รสชาติลึก ความโดดเด่นของอาหารอิตาเลี่ยนคือการใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล สมุนไพรสด น้ำมันมะกอกคุณภาพดี และชีสหลากหลายชนิดที่ให้รสชาติต่างกันในแต่ละจาน
ในครัวไทย อาหารอิตาเลี่ยนได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะวัตถุดิบหลักหลายอย่างหาได้ง่ายขึ้นในซูเปอร์มาร์เก็ต ทั้งเส้นพาสต้าแห้ง มะเขือเทศกระป๋องคุณภาพดี พาร์เมซานชีส และน้ำมันมะกอกชนิดต่างๆ นอกจากนี้ยังมีเมนูที่ปรับให้เข้ากับวัตถุดิบท้องถิ่นและรสปากคนไทย เช่น สปาเก็ตตี้ขี้เมาทะเล ที่ผสมผสานความเผ็ดร้อนของพริกไทยกับเส้นพาสต้าได้ลงตัว
บทความนี้รวบรวม 30 เมนูอาหารอิตาเลี่ยนที่จัดกลุ่มตามประเภทอาหาร แบ่งเป็น กลุ่มพาสต้าเส้น (12 เมนู) กลุ่มพาสต้าอบและยัดไส้ (4 เมนู) กลุ่มสลัดและอาหารเรียกน้ำย่อย (3 เมนู) กลุ่มซุป (2 เมนู) กลุ่มอาหารข้างเคียง (1 เมนู) กลุ่มอาหารจานหลัก (4 เมนู) และกลุ่มของหวาน (4 เมนู) ทุกเมนูระบุส่วนผสมพร้อมปริมาณที่ชัดเจน วิธีทำทีละขั้นตอนแบบทำตามได้จริง และเคล็ดลับเฉพาะจากประสบการณ์จริงของเชฟและคนทำอาหารที่บ้าน
1. สปาเก็ตตี้คาร์โบนาร่า (Spaghetti Carbonara)
สปาเก็ตตี้คาร์โบนาร่า เป็นพาสต้าต้นตำรับจากกรุงโรม แคว้นลาซิโอ มีเอกลักษณ์ที่ซอสครีมเหลืองนวลจากไข่แดงดิบผสมกับเปโกริโนชีสและกวนชาเล่ (guanciale) หรือเบคอนรมควันที่เจียวจนกรอบ รสชาติออกเค็มมันจากชีสและเนื้อหมัก ตัดด้วยความหอมของพริกไทยดำบดสด เคลือบเส้นสปาเก็ตตี้ทุกเส้นโดยไม่ใช้ครีมสดเลย ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เหมาะกับมื้อเย็นพิเศษหรือมื้อดินเนอร์แบบเร่งด่วน
เคล็ดลับสำคัญของคาร์โบนาร่าคือการไม่ใช้ครีมสดเด็ดขาด ต้นตำรับใช้เฉพาะไข่แดงกับชีสเท่านั้น สิ่งที่ทำให้ซอสเนียนคือจังหวะการเทไข่ลงบนเส้นขณะที่ยังร้อนจากน้ำต้ม ต้องยกกระทะออกจากเตาก่อนเทไข่และคลุกเร็วๆ ไม่อย่างนั้นไข่จะสุกเป็นก้อน ถ้าหากวนชาเล่หรือพาร์เมซานชีสในไทย ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัตถุดิบอิตาเลี่ยนที่หาได้ในไทยได้ที่ซูเปอร์ Gourmet Market และ Villa Market ทุกสาขา
ส่วนผสม
- สปาเก็ตตี้เบอร์ 5 200 กรัม
- กวนชาเล่หรือเบคอนรมควัน (หั่นเต๋าเล็ก 1 เซนติเมตร) 150 กรัม
- ไข่แดงเบอร์ใหญ่ 4 ฟอง
- ไข่ไก่ทั้งฟอง 1 ฟอง
- เปโกริโนโรมาโน่ชีสขูด 80 กรัม
- พาร์เมซานเรจจาโน่ขูด 30 กรัม
- พริกไทยดำ (บดหยาบ) 1 ช้อนชา
- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
- น้ำเปล่าสำหรับต้มเส้น 3 ลิตร
วิธีทำ
- ต้มเส้น: ต้มน้ำ 3 ลิตรในหม้อใหญ่ ใส่เกลือ 1/2 ช้อนชา เมื่อน้ำเดือดจัด ใส่สปาเก็ตตี้ ต้มตามเวลาบนซอง ลดลง 1 นาที (al dente)
- เจียวเนื้อ: ตั้งกระทะเทฟลอนไฟกลาง ใส่กวนชาเล่หรือเบคอนลงเจียวโดยไม่ต้องใส่น้ำมัน ผัดจนกรอบและน้ำมันหมูออกหมด ใช้เวลาประมาณ 5 ถึง 7 นาที ปิดไฟ พักไว้
- ผสมไข่: ในชามผสม ใส่ไข่แดง 4 ฟอง ไข่ไก่ทั้งฟอง เปโกริโนชีส และพริกไทยดำ คนให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว
- ผัดเส้น: สะเด็ดเส้นสปาเก็ตตี้ (เก็บน้ำต้มเส้นไว้ 1 ถ้วย) ใส่เส้นลงในกระทะเนื้อที่ยังอุ่น ผัดคลุกกับน้ำมันหมูเบาๆ
- ทำซอส: ยกกระทะออกจากเตา รอ 30 วินาทีให้อุณหภูมิลด เทส่วนผสมไข่และชีสลงบนเส้น คลุกอย่างเร็ว
- ปรับซอส: ถ้าซอสข้นเกินไป เติมน้ำต้มเส้นครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ คนต่อจนซอสเนียนเคลือบเส้น
- เสิร์ฟ: ตักใส่จาน โรยเปโกริโนชีสเพิ่ม พริกไทยดำบดหยาบด้านบน เสิร์ฟร้อนทันที
2. สปาเก็ตตี้โบโลเนส (Spaghetti Bolognese)
สปาเก็ตตี้โบโลเนส เป็นพาสต้าที่ดัดแปลงมาจากรากูโบโลเนส (Ragu alla Bolognese) จากเมืองโบโลญญา แคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา ต้นตำรับใช้เนื้อบดผสมเนื้อหมูบด เคี่ยวกับไวน์แดง นมสด และมะเขือเทศเข้มข้นนาน 2 ถึง 3 ชั่วโมงจนซอสข้นได้ที่ รสชาติออกหวานลึกจากเนื้อและแครอท เค็มกลมจากพาร์เมซาน และเปรี้ยวเล็กน้อยจากไวน์และมะเขือเทศ ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลารวมประมาณ 60 ถึง 90 นาที
เคล็ดลับสำคัญของโบโลเนสคือการเคี่ยวซอสด้วยไฟอ่อนนานพอ เพราะความหวานธรรมชาติจากเนื้อและผักจะถูกดึงออกมาในช่วง 45 นาทีแรกเท่านั้น หลัง 1 ชั่วโมงไปแล้วรสชาติจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ถ้าเร่งไฟให้สุกเร็ว ซอสจะออกเปรี้ยวและรสแบน การใช้เนื้อวัวบดที่มีไขมัน 20 เปอร์เซ็นต์ จะให้รสชาติดีกว่าเนื้อไม่ติดมัน และควรใช้ไวน์แดงแบบดราย เช่น Chianti หรือ Merlot ถ้าต้องการดูเมนูอาหารที่ใช้ มะเขือเทศเป็นส่วนผสมหลัก เพิ่มเติม
ส่วนผสม
- สปาเก็ตตี้เบอร์ 5 200 กรัม
- เนื้อวัวบด 250 กรัม
- เนื้อหมูบด 100 กรัม
- เบคอนสับละเอียด 50 กรัม
- หอมใหญ่ (สับละเอียด) 1/2 หัว
- แครอท (สับละเอียด) 1/2 หัว
- เซเลอรี่ (สับละเอียด) 1 ก้าน
- กระเทียม (สับละเอียด) 2 กลีบ
- มะเขือเทศกระป๋องบดละเอียด (passata) 400 กรัม
- ไวน์แดง 120 มิลลิลิตร
- นมสดจืด 100 มิลลิลิตร
- น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่น 1 ช้อนชา
- พริกไทยดำป่น 1/2 ช้อนชา
- พาร์เมซานชีสขูดสำหรับโรย 30 กรัม
วิธีทำ
- ผัดผัก: ตั้งกระทะก้นลึกไฟกลาง ใส่น้ำมันมะกอก ตามด้วยหอมใหญ่ แครอท เซเลอรี่ และเบคอน ผัด 5 นาทีจนหอมใหญ่ใส ใส่กระเทียมผัดต่อ 1 นาที
- ผัดเนื้อ: เร่งไฟเป็นกลางถึงแรง ใส่เนื้อวัวบดและหมูบด ใช้ตะหลิวยีเนื้อให้แตก ผัดจนสุกและน้ำในเนื้อแห้ง ประมาณ 8 นาที
- เติมไวน์: เทไวน์แดงลงไป คนให้ทั่ว รอจนไวน์ระเหยเกือบหมด ใช้เวลาประมาณ 3 นาที
- เติมนม: เทนมสดลงไป ผัดต่อให้นมซึมเข้าเนื้อ ใช้เวลาประมาณ 2 นาที
- เติมมะเขือเทศ: เทมะเขือเทศบดลงไป ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย ลดไฟเป็นไฟอ่อน เคี่ยวนานอย่างน้อย 45 นาที คนทุก 10 นาที
- ต้มเส้น: ขณะเคี่ยวซอส ต้มสปาเก็ตตี้ในน้ำเดือดผสมเกลือตามเวลาบนซอง ลดลง 1 นาที สะเด็ดน้ำ
- คลุกและเสิร์ฟ: ตักซอสราดบนเส้นสปาเก็ตตี้ โรยพาร์เมซานชีส เสิร์ฟร้อน
3. สปาเก็ตตี้ขี้เมาทะเล (Spaghetti Kee Mao Talay)
สปาเก็ตตี้ขี้เมาทะเล เป็นเมนูฟิวชันไทย-อิตาเลี่ยนที่รวมความเผ็ดร้อนของผัดขี้เมาไทยเข้ากับเส้นสปาเก็ตตี้และอาหารทะเลสด รสชาติออกเผ็ดนำจากพริกขี้หนูและพริกไทยสด เค็มจากน้ำมันหอยและซีอิ๊ว หอมกระเทียมและใบกะเพรา พร้อมความหวานธรรมชาติจากกุ้ง ปลาหมึก และหอย ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เหมาะกับคนที่ชอบรสจัดแบบไทยแต่เบื่อข้าวผัด
จุดเด่นของเมนูนี้คือการผัดด้วยไฟแรงแบบไทยในกระทะร้อนจัด เส้นสปาเก็ตตี้ที่ต้ม al dente จะซึมซับซอสได้ดีกว่าเส้นก๋วยเตี๋ยวทั่วไป การใช้เครื่องแกงไทยอย่างพริกไทยอ่อนและใบกะเพราแทนใบโหระพาของอิตาเลี่ยน ทำให้กลิ่นหอมไปอีกทาง เหมาะกับ 30 เมนูอาหารจานเดียว ที่ทำเสร็จในเวลาอันสั้น
ส่วนผสม
- สปาเก็ตตี้เบอร์ 5 160 กรัม
- กุ้งขาว (แกะเปลือก ผ่าหลัง) 6 ตัว
- ปลาหมึกกล้วย (หั่นแว่น) 100 กรัม
- หอยแมลงภู่ (ลวกแกะเปลือก) 8 ตัว
- พริกขี้หนูสวน (บุบพอแตก) 8 เม็ด
- พริกไทยอ่อน (เด็ดช่อสั้น) 3 ช่อ
- กระเทียม (สับหยาบ) 2 ช้อนโต๊ะ
- ใบกะเพราทั้งใบ 1 ถ้วย
- น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
- ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
- ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา
- น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
- น้ำมันพืชสำหรับผัด 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำเปล่าสำหรับลวกเส้น 2 ลิตร
วิธีทำ
- ต้มเส้น: ต้มสปาเก็ตตี้ในน้ำเดือดผสมเกลือ ตามเวลาบนซอง สะเด็ด พักไว้
- ลวกทะเล: ใช้น้ำเดือดเดิม ลวกกุ้ง ปลาหมึก และหอยแมลงภู่ทีละอย่าง กุ้งใช้เวลา 30 วินาที ปลาหมึก 20 วินาที และหอยแค่ผ่านน้ำร้อน สะเด็ดพัก
- ผัดเครื่อง: ตั้งกระทะเทฟลอนไฟแรงสุด ใส่น้ำมันพืช รอจนควันขึ้น ใส่กระเทียมและพริกขี้หนู ผัดเร็ว 10 วินาที
- ผัดทะเล: ใส่กุ้ง ปลาหมึก หอยแมลงภู่ ตามด้วยพริกไทยอ่อน ผัดเร็ว 30 วินาที
- ใส่เส้น: ใส่สปาเก็ตตี้ลงกระทะ ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส และน้ำตาล ผัดเร็วให้ซอสเคลือบเส้น
- ใส่ใบกะเพรา: ปิดไฟ ใส่ใบกะเพรา คลุกให้สลดด้วยความร้อนที่เหลือ
- เสิร์ฟ: ตักใส่จาน เสิร์ฟร้อนทันที
4. พิซซ่าฮาวายเอี้ยน (Pizza Hawaiian)
พิซซ่าฮาวายเอี้ยน เป็นพิซซ่าที่มีต้นกำเนิดจากประเทศแคนาดาในปี 1962 โดย Sam Panopoulos ร้าน Satellite Restaurant ในรัฐออนตาริโอ ไม่ใช่จากฮาวายอย่างที่ชื่อบอก หน้าพิซซ่าประกอบด้วยซอสมะเขือเทศ ชีสมอซซาเรลล่า แฮมรมควัน และสับปะรดกระป๋อง รสชาติออกหวานเค็มจากแฮมตัดกับความเปรี้ยวหวานของสับปะรดร้อนที่คาราเมลในเตาอบ ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 30 นาที (รวมเวลาอบ)
ประเด็นถกเถียงว่าสับปะรดควรอยู่บนพิซซ่าหรือไม่นั้นเป็นเรื่องรสนิยมส่วนตัว แต่ในทางเทคนิคการทำอาหาร ความหวานของสับปะรดอบร้อนจะช่วยตัดความเค็มมันของชีสและแฮมได้อย่างลงตัว เคล็ดลับสำคัญคือต้องซับน้ำสับปะรดออกให้แห้งที่สุดก่อนวางบนหน้าพิซซ่า ไม่อย่างนั้นของเหลวจะทำให้แป้งแฉะระหว่างอบ
ส่วนผสม
- แป้งพิซซ่าสำเร็จรูป (แป้งบาง) 1 แผ่น ขนาด 12 นิ้ว
- ซอสมะเขือเทศสำหรับพิซซ่า 4 ช้อนโต๊ะ
- มอซซาเรลล่าชีสขูด 200 กรัม
- แฮมรมควัน (หั่นชิ้นสามเหลี่ยม) 8 ชิ้น
- สับปะรดกระป๋อง (หั่นชิ้นเล็ก ซับน้ำแห้ง) 100 กรัม
- พาร์เมซานชีสขูด 1 ช้อนโต๊ะ
- ออริกาโนแห้ง 1/2 ช้อนชา
- น้ำมันมะกอกสำหรับทาหน้าพิซซ่า 1 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
- แป้งนวลสำหรับนวดแป้ง 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- เตรียมเตาอบ: เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 230 องศาเซลเซียส (หรือสูงสุดที่เตาทำได้) ใช้ไฟบน-ล่าง วอร์มทิ้งไว้ 15 นาที
- เตรียมแป้ง: โรยแป้งนวลบนเคาน์เตอร์ วางแป้งพิซซ่า รีดให้บางประมาณ 3 มิลลิเมตร ถ้าใช้แป้งสำเร็จรูป ให้ทิ้งไว้ให้ถึงอุณหภูมิห้องก่อน 15 นาที
- ทาซอส: ทาซอสมะเขือเทศให้ทั่วแป้ง เว้นขอบ 2 เซนติเมตร
- โรยชีส: โรยมอซซาเรลล่าชีสให้ทั่วซอส
- วางหน้า: วางแฮมรมควันกระจายทั่วพิซซ่า ตามด้วยสับปะรดที่ซับน้ำแห้งแล้ว
- ปรุงรส: โรยพาร์เมซานชีส ออริกาโนแห้ง และเกลือป่น ทาน้ำมันมะกอกที่ขอบแป้งเล็กน้อย
- อบ: นำเข้าอบบนชั้นกลาง ใช้เวลา 10 ถึง 12 นาที หรือจนชีสละลายและขอบแป้งเป็นสีทอง
- เสิร์ฟ: นำออกจากเตา พัก 2 นาที หั่นเป็นชิ้นสามเหลี่ยม เสิร์ฟร้อน
5. พิซซ่ามาร์เกอริต้า (Pizza Margherita)
พิซซ่ามาร์เกอริต้า เป็นพิซซ่าต้นตำรับจากเมืองนาโปลี แคว้นคัมปาเนีย ได้รับการตั้งชื่อตามราชินีมาร์เกริต้าแห่งอิตาลีในปี 1889 หน้าพิซซ่าสะท้อนสีธงชาติอิตาลี: สีแดงจากมะเขือเทศซานมาร์ซาโน่ สีขาวจากมอซซาเรลล่าดิบัวฟาล่า และสีเขียวจากใบโหระพาสด รสชาติสะอาด หวานธรรมชาติจากมะเขือเทศ ครีมมี่จากชีส และหอมสมุนไพร ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 40 นาที (รวมเวลาหมักแป้งและอบ)
หัวใจของพิซซ่ามาร์เกอริต้าที่ดีคือแป้งบางตรงกลางแต่ขอบพองฟู (cornicione) และใช้ชีสมอซซาเรลล่าสดแบบก้อน (fresh mozzarella) แทนชีสขูดสำเร็จรูป เพราะมอซซาเรลล่าสดจะละลายเป็นแอ่งครีมขาวบนหน้าพิซซ่า ไม่เป็นเส้นยืดแบบชีสขูด การอบต้องใช้ไฟแรงสูงสุดที่เตาบ้านทำได้ ยิ่งร้อนยิ่งดี
ส่วนผสม
- แป้งขนมปัง (แป้งโปรตีนสูง 12%) 250 กรัม
- น้ำอุ่น (38 ถึง 40 องศาเซลเซียส) 160 มิลลิลิตร
- ยีสต์แห้ง 1 ช้อนชา
- น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
- เกลือป่น 1 ช้อนชา
- น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
- มะเขือเทศซานมาร์ซาโน่กระป๋อง (บุบด้วยมือ) 200 กรัม
- มอซซาเรลล่าสดแบบก้อน (ฉีกเป็นชิ้น) 150 กรัม
- ใบโหระพาสด 8 ใบ
- น้ำมันมะกอกสำหรับราด 1 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่นสำหรับซอส 1/4 ช้อนชา
วิธีทำ
- ทำแป้ง: ละลายยีสต์และน้ำตาลในน้ำอุ่น ทิ้งไว้ 5 นาทีจนฟองขึ้น ในชามใหญ่ ผสมแป้งและเกลือ ใส่ส่วนผสมยีสต์และน้ำมันมะกอก นวด 8 ถึง 10 นาทีจนแป้งเนียนไม่ติดมือ
- หมักแป้ง: ทาน้ำมันมะกอกบางๆ คลุมด้วยพลาสติกแรป หมัก 1 ถึง 2 ชั่วโมงจนแป้งขึ้นเป็นสองเท่า
- เตรียมซอส: บุบมะเขือเทศด้วยมือในชาม ใส่น้ำมันมะกอกและเกลือเล็กน้อย คนให้เข้ากัน
- รีดแป้ง: ต่อยแป้งให้ยุบตัว รีดเป็นแผ่นกลมขนาด 12 นิ้ว ให้ขอบหนากว่าตรงกลางเล็กน้อย
- วางหน้า: ทาซอสมะเขือเทศ วางมอซซาเรลล่าสดเป็นหย่อมๆ
- อบ: เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 250 องศาเซลเซียส (สูงสุด) อบ 8 ถึง 10 นาที จนขอบแป้งพองเป็นสีทอง
- ตกแต่ง: นำออกจากเตา วางใบโหระพาสด ราดน้ำมันมะกอก เสิร์ฟทันที
6. พิซซ่าซีฟู้ด (Pizza Seafood)
พิซซ่าซีฟู้ด เป็นพิซซ่าอิตาเลี่ยนแนวมารินาราที่เพิ่มความหรูหราด้วยอาหารทะเลสด ทั้งกุ้ง ปลาหมึก หอยเชลล์ และหอยแมลงภู่ ราดด้วยซอสขาวเบชาเมลหรือซอสครีมกระเทียมแทนซอสมะเขือเทศเพื่อไม่ให้กลบรสอาหารทะเล รสชาติมันนวลจากซอสขาว ตัดด้วยความหวานของทะเลสดและความเผ็ดเบาๆ จากพริกป่น ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลา 40 นาที
เคล็ดลับคือต้องลวกอาหารทะเลพอสุกครึ่งเดียวก่อนวางบนพิซซ่า เพื่อที่ระหว่างอบ 7 ถึง 8 นาที อาหารทะเลจะสุกพอดีโดยไม่แห้ง การใช้มอซซาเรลล่าชีสแบบขูดสำเร็จจะช่วยให้ชีสละลายคลุมอาหารทะเล ล็อคความชุ่มชื้นไว้ด้านใน
ส่วนผสม
- แป้งพิซซ่าสำเร็จรูป 1 แผ่น ขนาด 12 นิ้ว
- กุ้งขาว (ผ่าหลัง ลวกพอสุกครึ่ง) 6 ตัว
- ปลาหมึกกล้วย (หั่นแว่น ลวกพอสุกครึ่ง) 80 กรัม
- หอยเชลล์ (ลวกพอสุกครึ่ง) 4 ตัว
- หอยแมลงภู่ (ลวกแกะเปลือก) 6 ตัว
- มอซซาเรลล่าชีสขูด 180 กรัม
- เนยจืด 1 ช้อนโต๊ะ
- กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
- วิปปิ้งครีม 100 มิลลิลิตร
- พาร์เมซานชีสขูด 2 ช้อนโต๊ะ
- พริกป่น 1/4 ช้อนชา
- ผักชีฝรั่งอิตาเลี่ยนสับ 1 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
- น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- เตรียมซอสขาว: ตั้งกระทะไฟกลาง ใส่เนย พอละลายใส่กระเทียมผัด 30 วินาทีจนหอม ใส่วิปปิ้งครีมและพาร์เมซาน คนจนเนียน ปรุงรสด้วยเกลือและพริกป่น
- เตรียมทะเล: ลวกกุ้ง ปลาหมึก หอยเชลล์ และหอยแมลงภู่ทีละอย่างในน้ำเดือด พอสุกครึ่ง สะเด็ดพัก
- เตรียมแป้ง: เปิดเตาอบที่ 230 องศาเซลเซียส รีดแป้งพิซซ่า ทาน้ำมันมะกอกบางๆ ที่ขอบ
- ทาซอส: ทาซอสขาวให้ทั่วแป้ง เว้นขอบ 2 เซนติเมตร
- โรยชีส: โรยมอซซาเรลล่าชีสขูด 3/4 ส่วนให้ทั่ว
- วางหน้า: วางอาหารทะเลกระจายทั่วพิซซ่า โรยมอซซาเรลล่าที่เหลือ
- อบ: อบ 8 ถึง 10 นาที จนชีสละลายฟูและขอบเหลืองกรอบ
- เสิร์ฟ: โรยผักชีฝรั่งสับ เสิร์ฟร้อน
7. ลาซานญ่า (Lasagna)
ลาซานญ่า เป็นพาสต้าอบชั้นตำรับจากแคว้นเอมีเลีย-โรมัญญา ประกอบด้วยแผ่นแป้งลาซานญ่าวางสลับชั้นกับซอสโบโลเนส (ragu) ซอสเบชาเมล (besciamella) และพาร์เมซานชีส อบจนชีสด้านบนเป็นแผ่นกรอบสีทอง รสชาติออกเข้มข้น หวานลึกจากเนื้อที่เคี่ยวซอส มันนวลจากเบชาเมล และเค็มกลมจากชีสที่ละลายแทรกในทุกชั้น ระดับความยาก: ยาก ใช้เวลาประมาณ 90 นาที
ลาซานญ่าเป็นเมนูที่ต้องใช้ความอดทนและการเตรียมหลายขั้นตอน แต่ผลลัพธ์คุ้มค่ามาก เคล็ดลับคือการทำซอสโบโลเนสล่วงหน้า 1 วัน รสชาติจะยิ่งกลมกล่อมขึ้นหลังพักค้างคืนในตู้เย็น ส่วนซอสเบชาเมลต้องคนตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เป็นก้อน และต้องราดตอนที่ยังอุ่นอยู่เพื่อให้แผ่นลาซานญ่าดูดซึมและนุ่ม
ส่วนผสม
- แผ่นลาซานญ่าแห้ง (แบบไม่ต้องต้มก่อน) 12 แผ่น
- เนื้อวัวบด 300 กรัม
- เนื้อหมูบด 150 กรัม
- หอมใหญ่สับ 1 หัว
- กระเทียมสับ 3 กลีบ
- มะเขือเทศกระป๋องบด (passata) 500 กรัม
- ไวน์แดง 100 มิลลิลิตร
- นมสดจืด (สำหรับเบชาเมล) 500 มิลลิลิตร
- เนยจืด 40 กรัม
- แป้งอเนกประสงค์ 40 กรัม
- ลูกจันทน์เทศป่น 1/4 ช้อนชา
- มอซซาเรลล่าชีสขูด 200 กรัม
- พาร์เมซานชีสขูด 100 กรัม
- น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่นและพริกไทยดำตามชอบ
วิธีทำ
- ทำซอสโบโลเนส: ผัดหอมใหญ่กับน้ำมันมะกอกในกระทะไฟกลาง 5 นาที ใส่กระเทียมผัดต่อ 1 นาที ใส่เนื้อวัวและหมู ผัดจนสุก ใส่ไวน์แดง รอจนระเหย ใส่มะเขือเทศบด เคี่ยวไฟอ่อน 30 นาที ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย
- ทำซอสเบชาเมล: ละลายเนยในหม้อไฟกลาง ใส่แป้ง คนเร็ว 2 นาทีจนเข้ากัน ค่อยๆ เทนมทีละน้อย คนไปในทิศทางเดียวจนหมด ใส่ลูกจันทน์เทศ เกลือ พริกไทย เคี่ยวต่อจนซอสข้นพอเคลือบหลังช้อน
- เตรียมเตาอบ: เปิดเตาอบที่ 180 องศาเซลเซียส ไฟบน-ล่าง
- เรียงชั้นที่ 1: ทาเบชาเมลบางๆ ที่ก้นถาดอบ วางแผ่นลาซานญ่า 3 แผ่น ทับด้วยซอสโบโลเนส 1/3 ส่วน ราดเบชาเมล โรยมอซซาเรลล่าและพาร์เมซาน
- เรียงชั้นต่อ: ทำซ้ำตามขั้นตอนที่ 4 อีก 2 รอบ รวมทั้งหมด 3 ชั้น
- ปิดหน้า: ชั้นสุดท้ายราดเบชาเมลให้ทั่ว โรยมอซซาเรลล่าและพาร์เมซานให้หนาเป็นพิเศษ
- อบ: อบ 35 ถึง 40 นาที จนหน้าชีสเป็นสีทองกรอบ ถ้าชีสไหม้ก่อนให้ปิดด้วยฟอยล์
- พักและเสิร์ฟ: นำออกจากเตา พัก 10 นาทีก่อนหั่น (สำคัญมากเพื่อให้ชั้นคงตัว) หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม เสิร์ฟร้อน
8. ริซอตโต้เห็ดทรัฟเฟิล (Risotto ai Funghi e Tartufo)
ริซอตโต้เห็ดทรัฟเฟิล เป็นข้าวอิตาเลี่ยนกวนสไตล์แคว้นลอมบาร์เดียและพีดมอนต์ ที่ใช้ข้าวอาร์โบริโอหรือคาร์นาโรลีหุงแบบค่อยๆ เติมน้ำซุปทีละน้อยจนแป้งในเมล็ดข้าวถูกปล่อยออกมา ทำให้ได้เนื้อสัมผัสครีมมี่โดยไม่ต้องใช้ครีมสด ใส่เห็ดพอร์โทเบลโลผัดเนยและน้ำมันทรัฟเฟิล รสชาติออกเอิร์ธโทนลึกซึ้งจากเห็ด ผสานกับกลิ่นหอมเฉพาะตัวของทรัฟเฟิล ระดับความยาก: ยาก ใช้เวลา 40 นาที
ริซอตโต้เป็นเมนูที่ต้องการสมาธิในช่วง 20 นาทีที่กวนข้าว เพราะต้องยืนหน้ากระทะตลอดเวลาและค่อยๆ เติมซุปครั้งละ 1 ทัพพี กฎเหล็กของริซอตโต้คือซุปที่เติมต้องร้อนเสมอ ถ้าซุปเย็นจะทำให้ข้าวสุกไม่สม่ำเสมอ และไม่ควรล้างข้าวอาร์โบริโอก่อนหุงเพราะจะล้างแป้งที่จำเป็นต่อความครีมมี่ออกไป
ส่วนผสม
- ข้าวอาร์โบริโอ 200 กรัม
- น้ำซุปไก่ (อุ่นร้อนไว้) 800 มิลลิลิตร
- เห็ดพอร์โทเบลโล (หั่นแผ่นบาง) 150 กรัม
- เห็ดชิทาเกะ (หั่นแผ่นบาง) 50 กรัม
- หอมใหญ่สับละเอียด 1/2 หัว
- กระเทียมสับ 1 กลีบ
- เนยจืด 30 กรัม
- น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
- ไวน์ขาวแห้ง 80 มิลลิลิตร
- พาร์เมซานชีสขูด 50 กรัม
- น้ำมันทรัฟเฟิล 1 ช้อนชา
- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
- พริกไทยดำป่น 1/4 ช้อนชา
- ผักชีฝรั่งอิตาเลี่ยนสับสำหรับโรยหน้า
วิธีทำ
- ผัดเห็ด: ตั้งกระทะไฟกลางถึงแรง ใส่เนย 10 กรัมและน้ำมันมะกอกครึ่งหนึ่ง ใส่เห็ดทั้งหมด ผัดจนเห็ดสุกและน้ำในเห็ดระเหย ใช้เวลาประมาณ 5 นาที ตักพักไว้
- ผัดหอม: ในหม้อหรือกระทะก้นลึก ใส่เนยที่เหลือและน้ำมันมะกอก ไฟกลาง ใส่หอมใหญ่ผัดจนนิ่มใส 3 นาที ใส่กระเทียมผัดต่อ 30 วินาที
- คั่วข้าว: ใส่ข้าวอาร์โบริโอลงไป ผัดกับหอมใหญ่ประมาณ 2 นาที จนเมล็ดข้าวเริ่มใสที่ขอบ
- เติมไวน์: เทไวน์ขาวลงไป คนต่อเนื่องจนไวน์ถูกดูดซึมหมด
- เติมซุป: เริ่มเติมน้ำซุปอุ่นทีละ 1 ทัพพี คนไปเรื่อยๆ รอให้น้ำซุปถูกดูดซึมก่อนเติมทัพพีต่อไป ทำเช่นนี้ 16 ถึง 18 นาที จนข้าวสุก al dente
- ใส่เห็ด: เมื่อข้าวใกล้สุก ใส่เห็ดที่ผัดไว้ลงไป คนให้เข้ากัน
- ปิดและปรุง: ปิดไฟ ใส่พาร์เมซานชีส เนยก้อนเล็ก (ถ้ามีเหลือ) และน้ำมันทรัฟเฟิล คนเร็วๆ ให้เข้ากัน พัก 1 นาที
- เสิร์ฟ: ตักใส่จานแบน แต่งด้วยผักชีฝรั่งสับและหยดน้ำมันทรัฟเฟิลเพิ่ม เสิร์ฟทันที
9. เพนเน่อาราเบียต้า (Penne all’Arrabbiata)
เพนเน่อาราเบียต้า เป็นพาสต้าเส้นสั้นสไตล์โรมันจากแคว้นลาซิโอ ชื่อ “arrabbiata” แปลว่า “โกรธ” ในภาษาอิตาเลี่ยน ซึ่งหมายถึงความเผ็ดร้อนของพริกแห้งในซอสมะเขือเทศ รสชาติออกเผ็ดร้อนจากเปเปอโรนชิโน (พริกแห้งอิตาเลี่ยน) เปรี้ยวหวานจากมะเขือเทศสุก และหอมกระเทียมที่เจียวในน้ำมันมะกอก ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลา 20 นาที
นี่คือหนึ่งในซอสพาสต้าที่เร็วที่สุดในอาหารอิตาเลี่ยน ใช้ส่วนผสมแค่ 6 อย่าง แต่ต้องเลือกมะเขือเทศกระป๋องคุณภาพดีและใช้พริกแห้งแท้ เคล็ดลับคือการเจียวกระเทียมในน้ำมันมะกอกด้วยไฟอ่อนจนเหลืองทองห้ามไหม้ จากนั้นใส่พริกแห้งที่บดหยาบลงไป 30 วินาที ความร้อนจะดึงน้ำมันหอมระเหยออกมา
ส่วนผสม
- เพนเน่ 200 กรัม
- มะเขือเทศกระป๋องทั้งลูก (บุบด้วยมือ) 400 กรัม
- กระเทียม (หั่นแผ่นบาง) 3 กลีบ
- พริกแห้งอิตาเลี่ยน (peperoncino) บดหยาบ 1 ช้อนชา
- น้ำมันมะกอก 3 ช้อนโต๊ะ
- พาร์เมซานชีสขูด 30 กรัม
- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
- ผักชีฝรั่งอิตาเลี่ยนสับ 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลทราย ปลายช้อนชา (ถ้ามะเขือเทศเปรี้ยวเกินไป)
วิธีทำ
- ต้มเส้น: ต้มน้ำ 3 ลิตรในหม้อใหญ่ ใส่เกลือ ใส่เพนเน่เมื่อน้ำเดือด ต้มตามเวลาบนซองลดลง 1 นาที
- เจียวกระเทียม: ตั้งกระทะไฟอ่อน ใส่น้ำมันมะกอก 3 ช้อนโต๊ะ ใส่กระเทียมแผ่นบาง เจียวจนเหลืองทองอ่อน ใช้เวลาประมาณ 2 นาที
- ใส่พริก: ใส่พริกแห้งบดลงในน้ำมัน ผัดเร็ว 30 วินาทีจนหอม
- ใส่มะเขือเทศ: ใส่มะเขือเทศที่บุบด้วยมือลงกระทะ (รวมน้ำในกระป๋อง) เร่งไฟเป็นกลาง เคี่ยว 10 นาทีจนซอสงวดลง
- ปรุงรส: ใส่เกลือ และน้ำตาลปลายช้อนชาถ้าจำเป็น คนให้เข้ากัน
- คลุกเส้น: สะเด็ดเพนเน่ (เก็บน้ำต้มเส้นไว้ 1/2 ถ้วย) ใส่เส้นลงในซอส คลุกให้เข้ากัน ถ้าซอสแห้งเติมน้ำต้มเส้น
- เสิร์ฟ: ตักใส่จาน โรยผักชีฝรั่งและพาร์เมซานชีสขูด เสิร์ฟร้อน
10. ฟ็อตตูชินี่อัลเฟรโด (Fettuccine Alfredo)
ฟ็อตตูชินี่อัลเฟรโด มีต้นกำเนิดจากร้าน Alfredo alla Scrofa ในกรุงโรมเมื่อปี 1914 คิดค้นโดย Alfredo di Lelio สำหรับภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์และเบื่ออาหาร ต้นตำรับใช้เพียงเนยสดและพาร์เมซานชีสที่คลุกกับเส้นฟ็อตตูชินี่ร้อนๆ จนเกิดซอสครีมธรรมชาติ แต่ในอเมริกาและทั่วโลกมักดัดแปลงโดยใช้ครีมสดเพิ่ม รสชาติออกมันนวลจากเนยและชีส เค็มกลม และเนียนละมุน ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลา 15 นาที
เคล็ดลับของอัลเฟรโดที่เนียนคือการใช้เนยเย็นที่หั่นเป็นก้อนเล็กๆ แล้วค่อยๆ ละลายบนเส้นร้อนขณะคลุก พร้อมกับพาร์เมซานชีสขูดละเอียดที่โรยลงไปทีละน้อย ความร้อนจากเส้นจะทำหน้าที่หลอมเนยและชีสเข้าด้วยกันโดยไม่ต้องใช้ไฟจากเตา
ส่วนผสม
- ฟ็อตตูชินี่เส้นสดหรือแห้ง 200 กรัม
- เนยจืด (หั่นก้อนเล็กแช่เย็น) 80 กรัม
- พาร์เมซานเรจจาโน่ขูดละเอียด 100 กรัม
- วิปปิ้งครีม (ทางเลือกสำหรับแบบอเมริกัน) 100 มิลลิลิตร
- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
- ลูกจันทน์เทศป่น 1/8 ช้อนชา
- พริกไทยดำบดสด 1/4 ช้อนชา
- ผักชีฝรั่งอิตาเลี่ยนสับสำหรับโรยหน้า
วิธีทำ
- ต้มเส้น: ต้มฟ็อตตูชินี่ในน้ำเดือดเกลือตามเวลาบนซอง สะเด็ดแต่ไม่ต้องให้แห้งสนิท (เก็บน้ำต้มเส้นไว้ 1/2 ถ้วย)
- เตรียมเนยและชีส: ระหว่างต้มเส้น นำเนยก้อนเย็นและพาร์เมซานขูดออกจากตู้เย็น
- แบบต้นตำรับ: เทเส้นร้อนลงในชามใหญ่ ใส่เนยก้อนเย็นและพาร์เมซานชีสลงไปพร้อมกัน ใช้ที่คีบหรือตะหลิวคลุกอย่างเร็วจนเนยละลายและชีสเข้ากับเส้น
- ปรับความเนียน: เติมน้ำต้มเส้นครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะถ้าส่วนผสมดูแห้งเกินไป คลุกต่อไปจนซอสเนียน
- ปรุงรส: ใส่เกลือ พริกไทย และลูกจันทน์เทศ คลุกให้เข้ากัน
- เสิร์ฟ: ตักใส่จาน โรยพาร์เมซานชีสเพิ่ม ผักชีฝรั่งสับ และพริกไทยดำ เสิร์ฟทันที
11. นกโยคกี้ซอสครีม (Gnocchi al Gorgonzola)
นกโยคกี้ซอสครีม เป็นเมนูพาสต้าแบบก้อนนุ่มจากแคว้นลอมบาร์เดีย ตัวนกโยคกี้ทำจากมันฝรั่งบดผสมแป้งสาลี ปั้นเป็นก้อนเล็กแล้วต้มจนลอย ก่อนนำไปเคลือบกับซอสครีมกอร์กอนโซล่าชีส (blue cheese) รสชาติออกมันนวลจากครีม ตัดด้วยรสเค็มฉุนเฉพาะตัวของบลูชีสและกลิ่นหอมของวอลนัทอบ ระดับความยาก: ยาก ใช้เวลา 60 นาที
การทำนกโยคกี้ให้เนื้อนุ่มแต่ไม่เละคือส่วนที่ท้าทายที่สุด มันฝรั่งต้องอบหรือนึ่งทั้งเปลือกแทนการต้มในน้ำ เพราะถ้ามันฝรั่งอมน้ำ แป้งนกโยคกี้จะแฉะและต้องเติมแป้งมากขึ้น ทำให้เนื้อแข็ง หลังอบเสร็จต้องบดมันฝรั่งขณะยังร้อนและรอให้ไอน้ำระเหยก่อนผสมแป้ง
ส่วนผสม
- มันฝรั่งหัวใหญ่ (พันธุ์แป้งสูงเช่น Russet) 500 กรัม
- แป้งอเนกประสงค์ 150 กรัม (บวกเพิ่มสำหรับนวด)
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
- เกลือป่น 1 ช้อนชา
- ลูกจันทน์เทศป่น 1/8 ช้อนชา
- วิปปิ้งครีม 200 มิลลิลิตร
- กอร์กอนโซล่าชีส (หั่นชิ้นเล็ก) 120 กรัม
- พาร์เมซานชีสขูด 30 กรัม
- เนยจืด 1 ช้อนโต๊ะ
- วอลนัทคั่วบดหยาบ 2 ช้อนโต๊ะ
- พริกไทยดำป่น 1/4 ช้อนชา
วิธีทำ
- อบมันฝรั่ง: เปิดเตาอบที่ 200 องศาเซลเซียส อบมันฝรั่งทั้งเปลือก 50 ถึง 60 นาทีจนสุกนุ่ม
- บดมันฝรั่ง: ผ่าครึ่งมันฝรั่งขณะร้อน ตักเนื้อใส่ที่บด บดขณะร้อนจนเนียน เกลี่ยให้แผ่ออกเพื่อให้ไอน้ำระเหย ปล่อยให้อุ่นลง 10 นาที
- ทำแป้งนกโยคกี้: ใส่ไข่ เกลือ และลูกจันทน์เทศลงในมันฝรั่งบด ค่อยๆ ใส่แป้งทีละน้อย นวดเบาๆ จนพอเป็นก้อน ไม่ต้องนวดนาน
- ปั้น: โรยแป้งบางๆ บนเคาน์เตอร์ แบ่งแป้งเป็น 4 ส่วน คลึงแต่ละส่วนเป็นเส้นยาวเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 เซนติเมตร ตัดเป็นท่อนยาว 2 เซนติเมตร
- ทำร่อง: ใช้ส้อมกดบนแต่ละก้อนเบาๆ เพื่อทำร่อง (ช่วยซอสเกาะ)
- ต้มนกโยคกี้: ต้มน้ำหม้อใหญ่ ใส่เกลือ ใส่นกโยคกี้ลงต้ม พอลอยขึ้น (ประมาณ 2 ถึง 3 นาที) ใช้กระชอนตักขึ้น
- ทำซอส: ตั้งกระทะไฟกลาง ใส่เนย ครีม และกอร์กอนโซล่า คนจนชีสละลายเป็นเนื้อเดียว ใช้เวลา 3 นาที ปรุงรสด้วยพริกไทย
- คลุกและเสิร์ฟ: ใส่นกโยคกี้ที่ต้มสุกลงในกระทะซอส คลุกเบาๆ ตักใส่จาน โรยวอลนัทคั่วและพาร์เมซาน เสิร์ฟร้อน
12. สปาเก็ตตี้อะกลิโอเอโอลิโอ (Spaghetti Aglio e Olio)
สปาเก็ตตี้อะกลิโอเอโอลิโอ หรือ “สปาเก็ตตี้กระเทียมกับน้ำมันมะกอก” เป็นพาสต้าคลาสสิกจากแคว้นคัมปาเนียและลาซิโอ มีต้นกำเนิดจากครัวชาวบ้านที่ยากจนในนาโปลี ใช้ส่วนผสมหลักเพียง 4 อย่างคือสปาเก็ตตี้ กระเทียม น้ำมันมะกอก และพริกแห้ง รสชาติหอมมันจากน้ำมันมะกอกที่เจียวกระเทียม เผ็ดร้อนเล็กน้อยจากเปเปอโรนชิโน และเค็มจากน้ำต้มเส้น ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลา 12 นาที
ความเรียบง่ายคือจุดแข็งของเมนูนี้ แต่ก็ต้องการเทคนิคที่แม่นยำเช่นกัน กระเทียมต้องหั่นแบบบางสม่ำเสมอเพื่อให้สุกพร้อมกันและไม่ไหม้ การเจียวกระเทียมในน้ำมันมะกอกต้องใช้ไฟอ่อนมากเพื่อให้กระเทียมค่อยๆ ปล่อยกลิ่นหอมและความหวานลงในน้ำมันโดยที่สีไม่เปลี่ยน
ส่วนผสม
- สปาเก็ตตี้เบอร์ 5 200 กรัม
- กระเทียม (หั่นแผ่นบางตามขวาง) 6 กลีบใหญ่
- น้ำมันมะกอก Extra Virgin 60 มิลลิลิตร
- พริกแห้งอิตาเลี่ยน (peperoncino) บดหยาบ 1/2 ถึง 1 ช้อนชา
- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
- ผักชีฝรั่งอิตาเลี่ยนสับ 3 ช้อนโต๊ะ
- พาร์เมซานชีสขูด (ทางเลือก) 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำต้มเส้นสำรอง 1/2 ถ้วย
วิธีทำ
- ต้มเส้น: ต้มน้ำ 3 ลิตรในหม้อใหญ่ ใส่เกลือ 1/2 ช้อนชา เมื่อน้ำเดือดจัด ใส่สปาเก็ตตี้ ต้มตามเวลาบนซองลดลง 1 นาที
- เจียวกระเทียม: ระหว่างต้มเส้น ตั้งกระทะไฟอ่อนมาก ใส่น้ำมันมะกอกและกระเทียมแผ่นบาง เจียวช้าๆ 4 ถึง 5 นาทีจนกระเทียมนิ่มและมีกลิ่นหอม
- ใส่พริก: เมื่อกระเทียมเริ่มเป็นสีทองอ่อน ใส่พริกแห้งบด ผัดเร็ว 30 วินาที ปิดไฟ
- ผสม: สะเด็ดเส้น (เก็บน้ำต้มไว้) ใส่เส้นลงในกระทะน้ำมันกระเทียม เปิดไฟกลาง คลุกให้เข้ากัน 1 นาที
- เติมน้ำต้มเส้น: ค่อยๆ เติมน้ำต้มเส้นครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ คลุกให้น้ำกับน้ำมันเกิดอิมัลชันเป็นซอสข้นเบาเคลือบเส้น
- ใส่ผักชีฝรั่ง: โรยผักชีฝรั่งสับ คลุกให้เข้ากัน
- เสิร์ฟ: ตักใส่จาน โรยพาร์เมซานชีสถ้าชอบ เสิร์ฟร้อนทันที
13. สปาเก็ตตี้ซอสมะเขือเทศ (Spaghetti al Pomodoro)
สปาเก็ตตี้ซอสมะเขือเทศ เป็นพาสต้าพื้นฐานที่สุดในอาหารอิตาเลี่ยน แต่การทำซอสมะเขือเทศให้อร่อยระดับภัตตาคารเป็นศิลปะที่ต้องฝึกฝน ต้นกำเนิดมาจากแคว้นคัมปาเนีย โดยใช้มะเขือเทศซานมาร์ซาโน่ที่ปลูกบนดินภูเขาไฟวิสุเวียสซึ่งให้รสหวานและกรดต่ำ รสชาติออกหวานธรรมชาติจากมะเขือเทศสุก หอมกระเทียมและโหระพาสด เค็มกลม ระดับความยาก: ง่ายมาก ใช้เวลา 25 นาที
ความลับของซอสมะเขือเทศที่ดีคือการใช้มะเขือเทศกระป๋องทั้งลูกคุณภาพดีแทนมะเขือเทศสดนอกฤดู เพราะมะเขือเทศกระป๋องถูกเก็บตอนสุกเต็มที่และผ่านกระบวนการทันที รสชาติจึงหวานและเข้มข้นกว่ามะเขือเทศสดที่บ่มแก๊ส
ส่วนผสม
- สปาเก็ตตี้เบอร์ 5 200 กรัม
- มะเขือเทศซานมาร์ซาโน่กระป๋องทั้งลูก 400 กรัม
- กระเทียม (หั่นแผ่นบาง) 2 กลีบ
- น้ำมันมะกอก Extra Virgin 3 ช้อนโต๊ะ
- ใบโหระพาสด 6 ใบ
- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
- น้ำตาลทราย 1/4 ช้อนชา
- พาร์เมซานชีสขูด 2 ช้อนโต๊ะ
- หอมใหญ่ (ผ่าครึ่ง ไม่ต้องสับ) 1/4 หัว
วิธีทำ
- ต้มเส้น: ต้มสปาเก็ตตี้ในน้ำเดือดเกลือตามเวลาบนซอง ลดลง 1 นาที สะเด็ด เก็บน้ำต้มไว้
- ผัดกระเทียม: ใส่น้ำมันมะกอกในกระทะก้นลึก ไฟอ่อน ใส่กระเทียมแผ่นบางและหอมใหญ่ครึ่งหัว ผัดช้าๆ 3 นาทีจนกระเทียมหอมเหลือง
- ใส่มะเขือเทศ: ใส่มะเขือเทศกระป๋องพร้อมน้ำ บุบด้วยมือหรือทัพพีระหว่างใส่ ใส่เกลือ น้ำตาล และใบโหระพา 3 ใบ
- เคี่ยว: เคี่ยวไฟอ่อน 15 ถึง 20 นาทีจนซอสงวดลง 1/3 ระหว่างเคี่ยวใช้ทัพพีบี้มะเขือเทศให้ละเอียดเป็นครั้งคราว
- เก็บหอมใหญ่: ตักหอมใหญ่ครึ่งหัวออก (ไม่ต้องเก็บ)
- คลุกเส้น: ใส่สปาเก็ตตี้ลงในซอส คลุกให้ซอสเคลือบเส้นทั่ว เติมน้ำต้มเส้นถ้าซอสแห้ง
- เสิร์ฟ: ตักใส่จาน ฉีกใบโหระพาสดที่เหลือวางด้านบน โรยพาร์เมซาน เสิร์ฟร้อน
14. มักกะโรนีอบชีส (Mac and Cheese Italian Style)
มักกะโรนีอบชีส ในสไตล์อิตาเลี่ยนแตกต่างจากแบบอเมริกันตรงที่ใช้ชีสคุณภาพสูงหลายชนิดผสมกันและอบจนหน้าเกรียมกรอบ ตัวซอสใช้เบชาเมลเป็นฐาน ผสมกับพาร์เมซาน ฟอนติน่า และกรูแยร์หรือมอซซาเรลล่า อบจนด้านบนเป็นเปลือกชีสกรอบ ด้านในซอสครีมมี่ไหลเยิ้ม รสชาติเข้มข้น เค็มมันจากชีสหลายชนิด หอมลูกจันทน์เทศและกระเทียมเนย ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลา 35 นาที
เทคนิคสำคัญคือการผสมชีสหลายชนิดที่ละลายต่างกัน: มอซซาเรลล่าให้ความยืด พาร์เมซานให้รสเค็มลึก ฟอนติน่าให้ความครีมมี่ และกรูแยร์ให้กลิ่นหอมถั่ว ควรขูดชีสเองจากก้อนแทนการใช้ชีสขูดสำเร็จรูปที่เคลือบแป้งกันติดเพราะจะทำให้ซอสไม่เนียน
ส่วนผสม
- มักกะโรนีข้อศอก (elbow macaroni) 250 กรัม
- เนยจืด 30 กรัม
- แป้งอเนกประสงค์ 30 กรัม
- นมสดจืด 500 มิลลิลิตร
- มอซซาเรลล่าชีสขูด 100 กรัม
- พาร์เมซานชีสขูด 60 กรัม
- กรูแยร์ชีสขูด 60 กรัม
- กระเทียมสับ 1 กลีบ
- ลูกจันทน์เทศป่น 1/4 ช้อนชา
- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
- พริกไทยดำป่น 1/4 ช้อนชา
- เกล็ดขนมปังป่น (panko) 3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา
วิธีทำ
- ต้มเส้น: ต้มมักกะโรนีในน้ำเดือดเกลือตามเวลาบนซองลดลง 2 นาที (จะสุกต่อในเตาอบ) สะเด็ดและคลุกน้ำมันมะกอกเล็กน้อยกันเส้นติด
- ทำรูซ์: ละลายเนยในหม้อไฟกลาง ใส่กระเทียมสับผัด 30 วินาที ใส่แป้ง คนเร็วและต่อเนื่อง 2 นาทีจนเป็นเนื้อเดียวกัน
- ทำเบชาเมล: ค่อยๆ เทนมลงในรูซ์ทีละน้อย คนตลอดเวลาในทิศทางเดียวจนเนียน ใส่ลูกจันทน์เทศ เกลือ และพริกไทย เคี่ยวไฟอ่อน 5 นาทีจนข้น
- ใส่ชีส: ปิดไฟ ใส่ชีสทั้งหมดลงในซอสเบชาเมล (เหลือพาร์เมซานไว้ 1 ช้อนโต๊ะสำหรับโรยหน้า) คนจนชีสละลายหมด
- ผสม: ใส่มักกะโรนีที่ต้มแล้วลงในซอสชีส คลุกให้เข้ากัน
- ใส่ถาด: เทส่วนผสมลงในถาดอบ ทาเนยบางๆ ปาดหน้าให้เรียบ
- โรยหน้า: ผสมเกล็ดขนมปังกับพาร์เมซานที่เหลือ โรยให้ทั่วหน้า
- อบ: เปิดเตาอบที่ 180 องศาเซลเซียส อบ 15 ถึง 20 นาทีจนหน้าเกรียมทองและฟองปุดที่ขอบ เสิร์ฟร้อน
15. คาเนลโลนี (Cannelloni)
คาเนลโลนี เป็นพาสต้าหลอดใหญ่อบยัดไส้สไตล์อิตาเลี่ยนตอนกลาง (แคว้นเอมีเลีย-โรมัญญาและทัสคานี) หลอดพาสต้ายัดไส้ด้วยริคอตต้าชีสผสมผักโขมและเนื้อบด ราดด้วยซอสเบชาเมลและซอสมะเขือเทศ อบจนฟองปุดและหน้าชีสเกรียม รสชาติออกครีมมี่จากริคอตต้าและเบชาเมล หวานจากมะเขือเทศ และเค็มมันจากพาร์เมซาน ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลา 60 นาที
เทคนิคที่เชฟใช้คือการบีบน้ำออกจากผักโขมลวกให้แห้งที่สุดก่อนผสมกับริคอตต้า ถ้าผักโขมยังมีน้ำอยู่ ไส้จะแฉะและทำให้น้ำในถาดอบมากเกินไป ทำให้เบชาเมลแตกตัวระหว่างอบ นอกจากนี้ควรใช้ถุงบีบหรือช้อนเล็กยัดไส้เข้าไปในหลอดพาสต้าให้แน่นพอดี ไม่หลวมและไม่แน่นจนแตก
ส่วนผสม
- หลอดคาเนลโลนีแห้ง (แบบไม่ต้องต้มก่อน) 12 หลอด
- ริคอตต้าชีส 250 กรัม
- ผักโขมใบ (ลวก บีบน้ำออก สับหยาบ) 150 กรัม
- เนื้อวัวบด 150 กรัม
- หอมใหญ่สับละเอียด 1/2 หัว
- กระเทียมสับ 2 กลีบ
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
- พาร์เมซานชีสขูด 60 กรัม
- มะเขือเทศกระป๋องบด 400 กรัม
- นมสดจืด (สำหรับเบชาเมล) 400 มิลลิลิตร
- เนยจืด 30 กรัม
- แป้งอเนกประสงค์ 30 กรัม
- มอซซาเรลล่าชีสขูด 100 กรัม
- ลูกจันทน์เทศป่น 1/4 ช้อนชา
- น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- ทำซอสเบชาเมล: ละลายเนยไฟกลาง ใส่แป้ง คน 2 นาที ค่อยๆ เทนม คนตลอดจนเนียนข้น ปรุงรสด้วยลูกจันทน์เทศและเกลือเล็กน้อย
- ทำไส้: ผัดหอมใหญ่และกระเทียมในน้ำมันมะกอก 3 นาที ใส่เนื้อวัวบดผัดจนสุก สะเด็ดไขมัน ทิ้งให้เย็นลง
- ผสมไส้: ในชามใหญ่ ผสมริคอตต้าชีส ผักโขมสับ เนื้อผัดสุก ไข่ไก่ พาร์เมซานชีสครึ่งหนึ่ง เกลือและพริกไทย คนให้เข้ากัน
- ยัดไส้: ใช้ถุงบีบหรือช้อนเล็กตักไส้ยัดลงในหลอดคาเนลโลนีจนเต็ม
- เตรียมถาดอบ: ทาซอสมะเขือเทศ 1/3 ที่ก้นถาดอบ วางหลอดคาเนลโลนีเรียงเป็นแถวเดียว
- ราดซอส: ราดซอสมะเขือเทศที่เหลือบนหลอด ตามด้วยซอสเบชาเมล โรยมอซซาเรลล่าและพาร์เมซานที่เหลือ
- อบ: เปิดเตาอบ 180 องศาเซลเซียส อบ 25 ถึง 30 นาทีจนฟองปุดและหน้าชีสเหลืองทอง
- พักและเสิร์ฟ: พัก 5 นาทีก่อนเสิร์ฟ จัดใส่จาน
16. ราวิโอลี่ (Ravioli)
ราวิโอลี่ เป็นพาสต้ายัดไส้รูปสี่เหลี่ยมที่มีบันทึกมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ในแคว้นลอมบาร์เดียและเอมีเลีย-โรมัญญา ตัวแป้งทำจากไข่และแป้งเซโมลิน่ารีดบาง ห่อไส้ริคอตต้าผสมผักโขมและพาร์เมซาน ต้มในน้ำเดือดจนลอย แล้วราดด้วยซอสเนยเสจหอมกรุ่น รสชาติแป้งนุ่มเด้ง ไส้ครีมมี่ละมุน ผสานกับกลิ่นหอมเฉพาะตัวของใบเสจที่เจียวในเนยจนกรอบ ระดับความยาก: ยาก ใช้เวลา 90 นาที
การทำแป้งราวิโอลี่ต้องการความอดทนในการรีดให้บางประมาณ 1 มิลลิเมตร แป้งที่บางพอดีจะทำให้รสชาติของไส้โดดเด่นและเนื้อสัมผัสไม่เป็นก้อนแป้งหนา เคล็ดลับคือหลังจากวางไส้และปิดด้วยแป้งอีกแผ่น ต้องกดไล่อากาศรอบไส้ให้หมดก่อนตัด ไม่อย่างนั้นตอนต้มอากาศจะขยายตัวและทำให้ราวิโอลี่แตก
ส่วนผสม
- แป้งอเนกประสงค์ 200 กรัม
- แป้งเซโมลิน่า 50 กรัม
- ไข่ไก่เบอร์ใหญ่ 3 ฟอง
- น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
- ริคอตต้าชีส 200 กรัม
- ผักโขมใบ (ลวก บีบแห้ง สับละเอียด) 100 กรัม
- พาร์เมซานชีสขูด 50 กรัม
- ลูกจันทน์เทศป่น 1/8 ช้อนชา
- เนยจืด 50 กรัม
- ใบเสจสด 8 ใบ
- เกลือป่นและพริกไทยตามชอบ
วิธีทำ
- ทำแป้ง: เทแป้งทั้งสองชนิดกองบนเคาน์เตอร์ ทำหลุมตรงกลาง ใส่ไข่และน้ำมันมะกอก ใช้ส้อมตีไข่เบาๆ ในหลุม ค่อยๆ ดึงแป้งจากขอบเข้ามาผสม
- นวด: นวดแป้ง 8 ถึง 10 นาทีจนเนียนและยืดหยุ่น ห่อพลาสติกแรป พัก 30 นาทีในตู้เย็น
- ทำไส้: ผสมริคอตต้า ผักโขมสับ พาร์เมซานชีส ลูกจันทน์เทศ เกลือและพริกไทยในชาม คนให้เข้ากัน
- รีดแป้ง: แบ่งแป้งเป็น 4 ส่วน รีดแต่ละส่วนผ่านเครื่องรีดแป้งจากเบอร์กว้างสุดไปหาเบอร์บางสุด รีดจนได้แผ่นบางประมาณ 1 มิลลิเมตร
- วางไส้: วางแป้งหนึ่งแผ่นบนเคาน์เตอร์ที่โรยแป้งเซโมลิน่า ใช้ช้อนชาตักไส้วางเป็นจุดๆ ห่างกัน 4 เซนติเมตร
- ปิดและตัด: วางแป้งอีกแผ่นทับ กดรอบไส้เพื่อไล่อากาศ ใช้มีดตัดหรือที่ตัดราวิโอลี่ ตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม
- ต้ม: ต้มในน้ำเดือดเกลือ พอราวิโอลี่ลอย (2 ถึง 3 นาที) ใช้กระชอนตัก
- ทำซอสเสจ: ละลายเนยในกระทะไฟกลาง ใส่ใบเสจ เจียวจนเนยเป็นสีน้ำตาลอ่อนและเสจกรอบ ใช้เวลาประมาณ 3 นาที
- เสิร์ฟ: ราดซอสเนยเสจบนราวิโอลี่ โรยพาร์เมซานขูด เสิร์ฟร้อน
17. ออร์โซ่สลัด (Orzo Salad)
ออร์โซ่สลัด เป็นสลัดพาสต้าสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนที่ใช้เส้นออร์โซ่ (พาสต้ารูปเมล็ดข้าว) แทนเส้นยาว จับคู่กับมะเขือเทศเชอร์รี่ แตงกวา หอมแดง มะกอกดำ เฟต้าชีส และน้ำสลัดเลมอน-ออริกาโน รสชาติเปรี้ยวสดชื่นจากเลมอน เค็มจากเฟต้าชีสและมะกอกดำ หอมสมุนไพรจากออริกาโนและมินท์ ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลา 20 นาที
ออร์โซ่สลัดเป็นเมนูที่เหมาะกับการทำล่วงหน้าและแช่เย็นไว้กิน 2 ถึง 3 วัน รสชาติจะยิ่งดีขึ้นหลังจากแช่ตู้เย็นอย่างน้อย 2 ชั่วโมงเพราะเส้นออร์โซ่จะดูดซับน้ำสลัดจนได้รสเต็มที่ เคล็ดลับคือหลังจากต้มออร์โซ่เสร็จให้ล้างด้วยน้ำเย็นเพื่อหยุดความร้อนและเอาแป้งส่วนเกินออก ราดน้ำมันมะกอกเล็กน้อยเพื่อกันเส้นติด
ส่วนผสม
- ออร์โซ่พาสต้า 200 กรัม
- มะเขือเทศเชอร์รี่ (ผ่าครึ่ง) 200 กรัม
- แตงกวาญี่ปุ่น (หั่นเต๋าเล็ก) 1 ลูก
- หอมแดง (ซอยบาง) 1/2 หัว
- มะกอกดำผ่าครึ่ง 60 กรัม
- เฟต้าชีส (หั่นเต๋า) 80 กรัม
- น้ำมันมะกอก Extra Virgin 3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำเลมอนสด 2 ช้อนโต๊ะ
- ออริกาโนแห้ง 1/2 ช้อนชา
- ใบมินท์สดซอย 1 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
- พริกไทยดำป่น 1/4 ช้อนชา
วิธีทำ
- ต้มออร์โซ่: ต้มออร์โซ่ในน้ำเดือดเกลือตามเวลาบนซอง (ปกติ 7 ถึง 9 นาที) สะเด็ด ล้างด้วยน้ำเย็น
- ราดน้ำมัน: เทออร์โซ่ที่สะเด็ดแล้วลงในชามใหญ่ ราดน้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ คลุกกันติด
- เตรียมผัก: ใส่มะเขือเทศเชอร์รี่ แตงกวา หอมแดง และมะกอกดำลงในชามออร์โซ่
- ทำน้ำสลัด: ในชามเล็ก ผสมน้ำมันมะกอกที่เหลือ น้ำเลมอน ออริกาโน เกลือ และพริกไทย คนให้เข้ากัน
- คลุก: เทน้ำสลัดลงบนสลัด คลุกให้เข้ากัน
- ใส่เฟต้า: ใส่เฟต้าชีสและใบมินท์ คลุกเบาๆ ครั้งสุดท้าย
- แช่เย็น: นำเข้าแช่ตู้เย็นอย่างน้อย 30 นาทีก่อนเสิร์ฟ (ถ้ามีเวลา 2 ชั่วโมงจะดีที่สุด)
18. บรูสเก็ตต้า (Bruschetta)
บรูสเก็ตต้า เป็นออเดิร์ฟอิตาเลี่ยนคลาสสิกจากแคว้นลาซิโอและทัสคานี ประกอบด้วยขนมปังซาวโดว์หรือขนมปังอิตาเลี่ยนปิ้งไฟจนเกรียม ขัดผิวด้วยกระเทียมสด ราดน้ำมันมะกอก แล้ววางหน้าด้วยมะเขือเทศสดหั่นเต๋าคลุกกับโหระพาและกระเทียม รสชาติกรอบนอกนุ่มในของขนมปัง ตัดกับความฉ่ำเปรี้ยวหวานของมะเขือเทศสดและกลิ่นหอมของน้ำมันมะกอก ระดับความยาก: ง่ายมาก ใช้เวลา 15 นาที
หัวใจของบรูสเก็ตต้าที่ดีคือการเลือกมะเขือเทศสุกคุณภาพดี (ควรเป็นมะเขือเทศราชินีหรือมะเขือเทศเนื้อที่สุกจัด) และการปิ้งขนมปังด้วยไฟจริง (เตาถ่าน เตาแก๊ส หรือกระทะย่าง) แทนเครื่องปิ้งขนมปัง เพราะจะได้กลิ่นควันและการไหม้เกรียมที่ขอบซึ่งเป็นเอกลักษณ์
ส่วนผสม
- ขนมปังซาวโดว์หรือขนมปังฝรั่งเศส (หั่นแฉลบทแยงหนา 1.5 เซนติเมตร) 8 แผ่น
- มะเขือเทศราชินีสุก (หั่นเต๋าเล็ก 0.5 เซนติเมตร) 4 ลูก
- กระเทียม (สำหรับขัดขนมปัง) 1 กลีบใหญ่ (ผ่าครึ่ง)
- กระเทียมสับละเอียด (สำหรับหน้ามะเขือเทศ) 1/2 กลีบ
- น้ำมันมะกอก Extra Virgin 4 ช้อนโต๊ะ
- ใบโหระพาสด (ซอย) 6 ใบ
- เกลือทะเลป่น 1/4 ช้อนชา
- พริกไทยดำป่น 1/8 ช้อนชา
- น้ำส้มสายชูบัลซามิก (balsamic) 1/2 ช้อนชา
วิธีทำ
- ทำหน้ามะเขือเทศ: ในชาม ผสมมะเขือเทศหั่นเต๋า กระเทียมสับละเอียด น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ ใบโหระพาซอย เกลือ พริกไทย และบัลซามิก คลุกเบาๆ หมักที่อุณหภูมิห้อง 10 นาที
- ปิ้งขนมปัง: ตั้งกระทะย่างหรือเตาย่างไฟกลางถึงแรง วางขนมปัง ปิ้งด้านละ 1 ถึง 2 นาทีจนมีรอยไหม้เกรียมสวย
- ขัดกระเทียม: ขณะขนมปังยังร้อน ใช้กระเทียมผ่าครึ่งขัดบนผิวขนมปังด้านที่ปิ้ง 1 ถึง 2 รอบ
- ราดน้ำมัน: ราดน้ำมันมะกอก 1/2 ช้อนโต๊ะบนขนมปังแต่ละแผ่น
- ตักหน้า: ใช้ช้อนตักหน้ามะเขือเทศวางบนขนมปัง (ตักเฉพาะเนื้อ พยายามไม่เอาน้ำที่ก้นชาม)
- เสิร์ฟ: เรียงบนจาน เสิร์ฟทันทีขณะขนมปังยังอุ่น
19. คาปรีเซ่สลัด (Insalata Caprese)
คาปรีเซ่สลัด เป็นสลัดอิตาเลี่ยนจากเกาะคาปรีในแคว้นคัมปาเนีย เป็นสลัดที่สะท้อนเอกลักษณ์ของอาหารอิตาเลี่ยนคือความเรียบง่ายที่พึ่งพาคุณภาพวัตถุดิบ ใช้เพียงมอซซาเรลล่าสด มะเขือเทศสุก และใบโหระพา เรียงสลับกันบนจาน ราดน้ำมันมะกอกและเกลือทะเล รสชาติครีมมี่จากชีสสด หวานฉ่ำจากมะเขือเทศ หอมใบโหระพา และมันจากน้ำมันมะกอก ระดับความยาก: ไม่มีการปรุง ใช้เวลา 10 นาที
ข้อห้ามสำคัญของคาปรีเซ่คือห้ามใช้น้ำส้มสายชูบัลซามิก ต้นตำรับใช้น้ำมันมะกอกคุณภาพดีกับเกลือทะเลเท่านั้น ชีสต้องเป็นมอซซาเรลล่าดิบัวฟาล่าแท้ (mozzarella di bufala campana DOP) ที่มีเนื้อนุ่มและมีน้ำนมขังอยู่ภายใน มะเขือเทศต้องสุกจัดที่อุณหภูมิห้อง เก็บออกจากตู้เย็นอย่างน้อย 30 นาทีก่อนทำ
ส่วนผสม
- มอซซาเรลล่าดิบัวฟาล่าสด (หรือมอซซาเรลล่าสดก้อน) 200 กรัม
- มะเขือเทศเนื้อลูกใหญ่สุก 2 ลูก
- ใบโหระพาสดทั้งใบ 10 ใบ
- น้ำมันมะกอก Extra Virgin 2 ช้อนโต๊ะ
- เกลือทะเลเกล็ด (Maldon หรือ fleur de sel) 1/4 ช้อนชา
- พริกไทยดำบดสด 1/8 ช้อนชา
วิธีทำ
- เตรียมวัตถุดิบ: นำมอซซาเรลล่าและมะเขือเทศออกจากตู้เย็น 30 นาทีก่อนทำเพื่อให้ถึงอุณหภูมิห้อง
- หั่น: หั่นมอซซาเรลล่าและมะเขือเทศเป็นแผ่นหนาประมาณ 1 เซนติเมตรเท่ากัน
- เรียง: เรียงมอซซาเรลล่าและมะเขือเทศสลับกันเป็นวงกลมบนจานแบน
- ใส่ใบโหระพา: สอดใบโหระพาทั้งใบไว้ระหว่างชิ้นมอซซาเรลล่าและมะเขือเทศ
- ปรุงรส: ราดน้ำมันมะกอกให้ทั่ว โรยเกลือทะเลเกล็ดและพริกไทยดำบดสด
- เสิร์ฟ: เสิร์ฟทันทีที่อุณหภูมิห้อง
20. มินเนสโตรเน่ (Minestrone – ซุปผักอิตาเลี่ยน)
มินเนสโตรเน่ เป็นซุปผักอิตาเลี่ยนเข้มข้นที่ไม่มีสูตรตายตัว แต่ละแคว้นและแต่ละบ้านมีสูตรของตัวเอง หัวใจของมินเนสโตรเน่คือการใช้ผักตามฤดูกาลที่หาได้ในท้องถิ่น เคี่ยวกับน้ำซุปผักและมะเขือเทศ ใส่ถั่วขาวและพาสต้าเส้นเล็ก เสิร์ฟร้อนๆ ราดน้ำมันมะกอกและพาร์เมซานชีส รสชาติหวานลึกจากผักหลากชนิดที่เคี่ยวรวมกัน เปรี้ยวอ่อนจากมะเขือเทศ และกลมกล่อมจากน้ำซุปผัก ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลา 45 นาที
เทคนิคที่เชฟอิตาเลี่ยนใช้คือการผัดผักแข็ง (หอมใหญ่ แครอท เซเลอรี่) ในน้ำมันมะกอกด้วยไฟอ่อนก่อนเป็นอันดับแรกเพื่อดึงความหวานออกมา (เรียกว่า soffritto) แล้วจึงเติมผักที่สุกเร็วทีหลัง มินเนสโตรเน่ยิ่งอร่อยขึ้นเมื่ออุ่นซ้ำในวันถัดไป
ส่วนผสม
- น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
- หอมใหญ่ (หั่นเต๋าเล็ก) 1 หัว
- แครอท (หั่นเต๋าเล็ก) 1 หัว
- เซเลอรี่ (หั่นเต๋าเล็ก) 2 ก้าน
- กระเทียมสับ 2 กลีบ
- มะเขือเทศกระป๋องบด 400 กรัม
- น้ำซุปผัก 1 ลิตร
- ซูกินี่ (หั่นเต๋า) 1 ลูก
- มันฝรั่ง (หั่นเต๋า) 1 หัว
- ถั่วขาวกระป๋อง (สะเด็ดน้ำ) 200 กรัม
- พาสต้าเส้นเล็ก (ditalini หรือ elbow macaroni) 80 กรัม
- ใบโหระพาสด 4 ใบ
- พาร์เมซานชีสขูด 30 กรัม
- เกลือป่น 1 ช้อนชา
- พริกไทยดำป่น 1/2 ช้อนชา
วิธีทำ
- ทำ soffritto: ตั้งหม้อใหญ่ไฟกลาง ใส่น้ำมันมะกอก ตามด้วยหอมใหญ่ แครอท และเซเลอรี่ ผัดประมาณ 8 นาทีจนผักนิ่มและหอมหวาน
- ใส่กระเทียม: ใส่กระเทียมสับ ผัดต่อ 1 นาทีจนหอม
- ใส่มะเขือเทศ: ใส่มะเขือเทศกระป๋องบด ผัด 2 นาที
- เติมน้ำซุป: เทน้ำซุปผัก ใส่ใบโหระพา เกลือ และพริกไทย คนให้เข้ากัน
- ใส่ผักแข็ง: ใส่มันฝรั่ง เคี่ยวไฟกลาง 10 นาที
- ใส่ผักอ่อน: ใส่ซูกินี่ ถั่วขาว และพาสต้าเส้นเล็ก เคี่ยวต่ออีก 12 ถึง 15 นาทีจนพาสต้าสุกและผักทั้งหมดนุ่ม
- ปรับรส: ชิมและปรับรส เพิ่มเกลือหรือพริกไทยตามชอบ
- เสิร์ฟ: ตักใส่ชาม ราดน้ำมันมะกอก โรยพาร์เมซานชีสขูด
21. ซุปมะเขือเทศ (Zuppa di Pomodoro)
ซุปมะเขือเทศ แบบอิตาเลี่ยนเป็นซุปครีมเนื้อเนียน สีส้มแดงสด ต่างจากซุปมะเขือเทศทั่วไปตรงที่ใช้มะเขือเทศสุกกระป๋องคุณภาพดี ผัดกับหอมใหญ่ กระเทียม และใบโหระพา ก่อนปั่นละเอียดและกรองผ่านตะแกรงเพื่อเนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม กรุ่นด้วยกลิ่นน้ำมันมะกอก ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลา 35 นาที
เคล็ดลับที่ยกระดับซุปมะเขือเทศจากธรรมดาเป็นพิเศษคือการเติมเปลือกพาร์เมซานชีส (parmesan rind) ลงไปเคี่ยวด้วย เปลือกชีสจะปล่อยรสอูมามิและความเค็มกลมลงในซุปโดยไม่ละลายเป็นเส้น นอกจากนี้การย่างมะเขือเทศสดในเตาอบก่อน 15 นาทีจะเพิ่มความหวานและกลิ่นรมควัน ถ้ามีเวลาเพิ่ม
ส่วนผสม
- มะเขือเทศซานมาร์ซาโน่กระป๋องทั้งลูก 800 กรัม
- หอมใหญ่สับ 1 หัว
- กระเทียมสับ 3 กลีบ
- น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำซุปผัก 300 มิลลิลิตร
- ใบโหระพาสด 5 ใบ
- วิปปิ้งครีม (สำหรับแต่งหน้า) 50 มิลลิลิตร
- เปลือกพาร์เมซานชีส (parmesan rind) 1 ชิ้น (ทางเลือก)
- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
- น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
- พริกไทยดำป่น 1/4 ช้อนชา
- ครูตองซ์ (ขนมปังกรอบ) สำหรับเสิร์ฟ
วิธีทำ
- ผัดหอม: ตั้งหม้อไฟกลาง ใส่น้ำมันมะกอกและหอมใหญ่ ผัด 5 นาทีจนนิ่มใส
- ใส่กระเทียม: ใส่กระเทียมสับ ผัด 1 นาที
- ใส่มะเขือเทศ: ใส่มะเขือเทศกระป๋อง (รวมน้ำ) ใบโหระพา 2 ใบ เปลือกพาร์เมซานชีส เกลือ และน้ำตาล เคี่ยวไฟอ่อน 20 นาที
- เอาเปลือกชีสออก: ตักเปลือกพาร์เมซานชีสและใบโหระพาที่ต้มแล้วออก
- ปั่น: ใช้เครื่องปั่นแบบมือถือหรือเทใส่เครื่องปั่น ปั่นจนเนื้อเนียนละเอียด
- กรอง (ถ้าต้องการ): เทซุปผ่านตะแกรงละเอียด ใช้ทัพพีกดเนื้อมะเขือเทศให้ผ่าน กรองกากและเมล็ดออก
- ปรับความข้น: ถ้าซุปข้นเกินไป เติมน้ำซุปผักทีละน้อยจนได้ความข้นที่ต้องการ อุ่นให้ร้อนอีกครั้ง
- เสิร์ฟ: ตักใส่ชาม ราดครีมบางๆ เป็นวง วางใบโหระพาสด เสิร์ฟพร้อมครูตองซ์
22. การ์ลิคเบรด (Garlic Bread Italian Style)
การ์ลิคเบรดสไตล์อิตาเลี่ยน แตกต่างจากแบบอเมริกันที่ใช้เนยและผงกระเทียม เพราะใช้ขนมปังอิตาเลี่ยนแท้ (ciabatta หรือ filone) ผ่ากลาง ปิ้งไฟจนเกรียม ขัดด้วยกระเทียมสด แล้วราดน้ำมันมะกอกคุณภาพดี โรยเกลือทะเลและออริกาโนแห้ง รสชาติกรอบนอกนุ่มใน หอมกระเทียมสดและน้ำมันมะกอกแบบ Extra Virgin ระดับความยาก: ง่ายมาก ใช้เวลา 10 นาที
หัวใจของการ์ลิคเบรดสไตล์อิตาเลี่ยนคือความสดของกระเทียมที่ขัดบนขนมปังร้อนๆ ต่างจากการใช้เนยกระเทียมที่อบรวมกัน น้ำมันจากกระเทียมสดจะซึมลงบนผิวขนมปังปิ้งร้อนๆ ปล่อยกลิ่นหอมแรงแต่ไม่ฉุนไหม้แบบกระเทียมอบ
ส่วนผสม
- ขนมปังชาบัตต้า (ciabatta) หรือขนมปังอิตาเลี่ยน 1 ก้อน
- กระเทียมสด (ผ่าครึ่งตามขวาง) 3 กลีบใหญ่
- น้ำมันมะกอก Extra Virgin 3 ช้อนโต๊ะ
- เกลือทะเลเกล็ด 1/4 ช้อนชา
- ออริกาโนแห้ง 1/4 ช้อนชา
- พริกป่น (ทางเลือก) 1/8 ช้อนชา
วิธีทำ
- ผ่าขนมปัง: ผ่าขนมปังตามแนวนอนเป็นสองซีก
- ปิ้ง: วางขนมปังด้านที่ผ่าลงบนกระทะย่างร้อนหรือตะแกรงย่างไฟกลาง ปิ้ง 2 ถึง 3 นาทีจนมีรอยไหม้เกรียม
- ขัดกระเทียม: ขณะขนมปังยังร้อนจัด ใช้กระเทียมผ่าครึ่งขัดบนผิวขนมปังแรงๆ 1 ถึง 2 รอบ (ความร้อนจะละลายน้ำมันกระเทียม)
- ราดน้ำมัน: ราดน้ำมันมะกอกให้ทั่วผิวขนมปังอย่างสม่ำเสมอ
- โรยเครื่อง: โรยเกลือทะเล ออริกาโน และพริกป่น
- หั่นและเสิร์ฟ: หั่นเป็นชิ้นหนาพอคำ เสิร์ฟร้อน
23. ไก่พาร์เมซาน (Chicken Parmesan)
ไก่พาร์เมซาน หรือ Pollo alla Parmigiana เป็นเมนูอิตาเลี่ยน-อเมริกันที่มีต้นกำเนิดจากแคว้นคัมปาเนีย (โดยดัดแปลงมาจาก Melanzane alla Parmigiana หรือมะเขือยาวอบชีส) อกไก่ถูกทุบให้บาง ชุบเกล็ดขนมปังทอดกรอบ แล้วนำไปอบต่อด้วยซอสมะเขือเทศและมอซซาเรลล่าชีสจนฟู รสชาติกรอบนอกนุ่มในของไก่ ผสานกับซอสมะเขือเทศเปรี้ยวหวานและชีสยืด ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลา 45 นาที
หัวใจสำคัญคือการทุบอกไก่ให้บางสม่ำเสมอประมาณ 1 เซนติเมตรตลอดทั้งแผ่น เพื่อให้สุกเท่ากันทั้งชิ้นและใช้เวลาทอดไม่นาน การใช้เกล็ดขนมปัง panko แบบญี่ปุ่นแทนเกล็ดขนมปังอิตาเลี่ยนจะให้ความกรอบและเบากว่า
ส่วนผสม
- อกไก่ (เลาะพังผืด ทุบให้บาง 1 เซนติเมตร) 2 ชิ้นใหญ่
- เกล็ดขนมปัง panko 100 กรัม
- พาร์เมซานชีสขูด 30 กรัม
- ไข่ไก่ 2 ฟอง
- แป้งอเนกประสงค์ 50 กรัม
- มอซซาเรลล่าชีสขูด 150 กรัม
- ซอสมะเขือเทศ (marinara) 200 กรัม
- น้ำมันพืชสำหรับทอด 200 มิลลิลิตร
- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
- พริกไทยดำป่น 1/4 ช้อนชา
- ใบโหระพาสดสำหรับตกแต่ง
วิธีทำ
- เตรียมไก่: ทุบอกไก่ให้บางประมาณ 1 เซนติเมตร ปรุงรสทั้งสองด้านด้วยเกลือและพริกไทย
- เตรียมแป้งชุบ: เตรียม 3 จาน จานที่ 1 ใส่แป้งอเนกประสงค์ จานที่ 2 ตีไข่ จานที่ 3 ผสมเกล็ดขนมปัง panko กับพาร์เมซานชีส
- ชุบไก่: นำไก่ชุบแป้งก่อน (เคาะแป้งส่วนเกินออก) ชุบไข่ แล้วชุบเกล็ดขนมปังให้ทั่วทั้งชิ้น
- ทอด: ตั้งกระทะน้ำมัน ไฟกลางถึงแรง ทอดไก่ด้านละ 3 ถึง 4 นาทีจนเหลืองกรอบ ตักพักบนตะแกรงหรือกระดาษซับน้ำมัน
- เปิดเตาอบ: เปิดเตาอบที่ 200 องศาเซลเซียส
- ราดซอส: วางไก่ทอดในถาดอบ ตักซอสมะเขือเทศราดบนไก่แต่ละชิ้น โรยมอซซาเรลล่าชีส
- อบ: อบ 10 ถึง 12 นาทีจนชีสละลายและเป็นจุดสีทอง
- เสิร์ฟ: ตกแต่งด้วยใบโหระพาสด เสิร์ฟคู่กับสปาเก็ตตี้หรือสลัด
24. ปลาแซลมอนซอสเลมอนบัตเตอร์ (Salmone al Limone e Burro)
ปลาแซลมอนซอสเลมอนบัตเตอร์ เป็นอาหารจานหลักแบบอิตาเลี่ยนที่เรียบง่ายแต่หรูหรา ได้รับอิทธิพลจากแคว้นชายฝั่งอย่างลิกูเรียและซิซิลี เนื้อปลาแซลมอนถูกย่างหรือจี่ในกระทะจนหนังกรอบ ราดด้วยซอสเนยมะนาวที่ผสมเคเปอร์และผักชีฝรั่ง รสชาติมันจากแซลมอนสด ตัดด้วยเปรี้ยวสดชื่นจากเลมอนและเค็มฝาดจากเคเปอร์ ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลา 20 นาที
เคล็ดลับสำคัญคือการซับเนื้อปลาให้แห้งสนิทก่อนลงกระทะ ถ้าผิวปลาไม่แห้งจะไม่เกิดเปลือกกรอบ (sear) และหนังจะติดกระทะ เริ่มทอดโดยเอาด้านหนังลงก่อนด้วยไฟกลางถึงแรง 6 ถึง 7 นาที โดยไม่กลับด้านหรือขยับปลาเลย จนหนังเหลืองกรอบ แล้วค่อยกลับด้านสั้นๆ อีก 1 ถึง 2 นาที
ส่วนผสม
- ปลาแซลมอนมีหนัง (หั่นชิ้นหนา 2.5 เซนติเมตร) 2 ชิ้น ชิ้นละ 150 กรัม
- เนยจืด 30 กรัม
- น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำเลมอนสด 2 ช้อนโต๊ะ
- เคเปอร์ (capote) ล้างน้ำ 1 ช้อนโต๊ะ
- ผักชีฝรั่งอิตาเลี่ยนสับ 1 ช้อนโต๊ะ
- กระเทียมสับ 1 กลีบเล็ก
- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
- พริกไทยดำป่น 1/4 ช้อนชา
- เลมอนฝานสำหรับเสิร์ฟ
วิธีทำ
- เตรียมปลา: ซับชิ้นแซลมอนให้แห้งด้วยกระดาษทิชชู่ ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยทั้งสองด้าน
- ทอดปลา: ตั้งกระทะเทฟลอนหรือกระทะสเตนเลสไฟกลางถึงแรง ใส่น้ำมันมะกอก พอน้ำมันร้อน วางปลาด้านหนังลงก่อน ลดไฟเหลือกลาง
- ห้ามขยับ: ทอดด้านหนัง 6 ถึง 7 นาทีโดยไม่แตะต้องปลาเลย จนหนังกรอบสีทอง
- กลับด้าน: กลับปลาด้านเนื้อลง ทอดต่ออีก 1 ถึง 2 นาทีสำหรับ Medium (เนื้อในยังอมชมพู) หรือ 3 นาทีสำหรับสุกเต็มที่
- พักปลา: ตักปลาขึ้นพักบนจาน
- ทำซอส: ลดไฟเป็นไฟอ่อน ใส่เนย กระเทียม เคเปอร์ และน้ำเลมอนลงในกระทะเดิม คนให้เนยละลาย ใช้เวลาประมาณ 1 นาที
- ใส่ผักชีฝรั่ง: ใส่ผักชีฝรั่งสับลงในซอส คนเร็วๆ
- เสิร์ฟ: ราดซอสบนปลาแซลมอน เสิร์ฟพร้อมเลมอนฝาน
25. เนื้อสเต็กซอสไวน์แดง (Bistecca al Vino Rosso)
เนื้อสเต็กซอสไวน์แดง เป็นอาหารจานหลักที่ได้รับอิทธิพลจากแคว้นทัสคานี ที่ซึ่งสเต็กฟิออเรนติน่า (Bistecca alla Fiorentina) มีชื่อเสียงระดับโลก เนื้อสันนอกหรือริบอายระดับพรีเมียมถูกย่างจนได้เปลือกนอกเกรียมและในเป็นสีชมพู เสิร์ฟพร้อมซอสไวน์แดงที่เคี่ยวกับหอมแดงและสมุนไพรจนข้นเข้มข้น รสชาติเนื้อหวานลึก ตัดด้วยซอสไวน์แดงที่มีความเปรี้ยวฝาดและความหวานธรรมชาติ ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลา 35 นาที
กฎสามข้อของสเต็กที่ดี: เนื้อต้องอยู่ที่อุณหภูมิห้องก่อนย่าง (เอาออกจากตู้เย็น 30 ถึง 45 นาทีก่อน) ต้องซับผิวให้แห้งสนิท และต้องพักเนื้อหลังย่างครึ่งหนึ่งของเวลาที่ย่างทั้งหมด น้ำในเนื้อจะถูก redistribute ทำให้เนื้อนุ่มและชุ่มฉ่ำทั่วทั้งชิ้น
ส่วนผสม
- เนื้อสันนอกหรือริบอาย (หนา 2.5 ถึง 3 เซนติเมตร) 2 ชิ้น ชิ้นละ 200 ถึง 250 กรัม
- เกลือทะเลป่น 1/2 ช้อนชา
- พริกไทยดำบดหยาบ 1/4 ช้อนชา
- น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
- หอมแดงสับละเอียด 1 หัว
- กระเทียมสับ 1 กลีบ
- ไวน์แดง (Chianti หรือ Cabernet) 200 มิลลิลิตร
- น้ำซุปเนื้อ 100 มิลลิลิตร
- เนยจืดเย็น 20 กรัม
- โรสแมรี่สด 1 ก้าน
- ไธม์สด 2 ก้าน
วิธีทำ
- เตรียมเนื้อ: นำเนื้อออกจากตู้เย็น 30 ถึง 45 นาทีก่อนทำ ซับให้แห้ง ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยทั้งสองด้าน
- ย่างเนื้อ: ตั้งกระทะเหล็กหรือกระทะก้นหนาไฟแรง ใส่น้ำมันมะกอก พอกระทะร้อนจัด (ควันขึ้น) วางเนื้อลง ย่างด้านแรก 3 ถึง 4 นาทีจนเปลือกสีน้ำตาลเข้ม
- กลับด้าน: ลดไฟลงเล็กน้อย กลับด้าน ใส่โรสแมรี่และไธม์ในกระทะ ย่างต่ออีก 3 ถึง 4 นาทีสำหรับ Medium Rare (อุณหภูมิภายใน 54 ถึง 56 องศาเซลเซียส)
- พักเนื้อ: ตักเนื้อขึ้นพักบนเขียงหรือจาน ปิดด้วยฟอยล์หลวมๆ พัก 5 ถึง 7 นาที
- ทำซอส: ในกระทะเดิม (ไม่ต้องล้าง) ลดไฟเป็นกลาง ใส่หอมแดงผัด 3 นาทีจนนิ่ม ใส่กระเทียมผัด 30 วินาที
- ใส่ไวน์: เทไวน์แดงลงไป ขูดเศษเนื้อที่ติดก้นกระทะ (deglaze) เคี่ยวจนไวน์งวดเหลือประมาณ 1/3 ใช้เวลา 5 ถึง 7 นาที
- เติมน้ำซุป: เทน้ำซุปเนื้อ เคี่ยวต่ออีก 3 ถึง 4 นาทีจนซอสข้นพอเคลือบหลังช้อน
- ปิดซอส: ยกออกจากเตา ใส่เนยเย็นก้อนเล็ก คนให้ละลายเป็นเนื้อเดียวกับซอส
- เสิร์ฟ: หั่นเนื้อเฉียงต้านเนื้อ จัดใส่จาน ราดซอสไวน์แดง
26. กุ้งอบชีสเนยกระเทียม (Gamberi al Forno)
กุ้งอบชีสเนยกระเทียม เป็นเมนูอาหารทะเลอบที่ได้รับอิทธิพลจากอาหารอิตาเลี่ยนตอนใต้ (แคว้นคัมปาเนียและซิซิลี) กุ้งตัวใหญ่ถูกผ่าหลัง วางบนซอสเนยกระเทียมผสมพาร์เมซานและเกล็ดขนมปัง อบจนชีสละลายและหน้าเกรียมกรอบ รสชาติหวานจากกุ้งสด มันหอมจากเนยกระเทียม เค็มกลมจากพาร์เมซาน และกรอบจากเกล็ดขนมปัง ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลา 20 นาที
ความลับคือการใช้กุ้งที่มีเปลือกแต่ผ่าหลังเพื่อให้ซอสซึมเข้าเนื้อกุ้งระหว่างอบ เปลือกกุ้งช่วยล็อคความชุ่มชื้นและเพิ่มรสชาติในระหว่างอบด้วย ถ้าใช้กุ้งแกะเปลือกแล้วเนื้อจะแห้งกว่าและรสชาติอ่อนลง
ส่วนผสม
- กุ้งขาวตัวใหญ่ (ผ่าหลัง เอาเส้นดำออก แต่ยังติดเปลือก) 8 ตัว
- เนยจืด (ละลาย) 50 กรัม
- กระเทียมสับละเอียด 4 กลีบ
- พาร์เมซานชีสขูด 40 กรัม
- เกล็ดขนมปัง panko 30 กรัม
- น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำเลมอน 1 ช้อนโต๊ะ
- ผักชีฝรั่งอิตาเลี่ยนสับ 1 ช้อนโต๊ะ
- พริกป่น 1/4 ช้อนชา
- เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
วิธีทำ
- เปิดเตาอบ: เปิดเตาอบที่ 220 องศาเซลเซียส
- เตรียมกุ้ง: ผ่าหลังกุ้งลึก 3/4 ของความหนา (อย่าให้ขาด) เอาเส้นดำออก กางกุ้งออกเป็นรูปผีเสื้อ (butterfly)
- ทำซอส: ในชามเล็ก ผสมเนยละลาย กระเทียมสับ น้ำเลมอน พริกป่น และเกลือ คนให้เข้ากัน
- เตรียม topping: ในชามแยก ผสมพาร์เมซานชีส เกล็ดขนมปัง และผักชีฝรั่งสับ
- เรียงกุ้ง: วางกุ้งในถาดอบที่ทาด้วยน้ำมันมะกอก โดยเอาด้านเนื้อที่ผ่าอยู่ด้านบน
- ราดซอส: ตักซอสเนยกระเทียมราดบนเนื้อกุ้งแต่ละตัว
- โรย topping: โรยส่วนผสมพาร์เมซานและเกล็ดขนมปังให้ทั่วกุ้ง
- อบ: อบ 10 ถึง 12 นาทีจน topping เหลืองกรอบและกุ้งสุก (เนื้อขาวขุ่น) เสิร์ฟร้อน
27. ทิรามิสุ (Tiramisu)
ทิรามิสุ ขนมหวานอิตาเลี่ยนชื่อดังระดับโลก มีต้นกำเนิดจากแคว้นเวเนโตในทศวรรษ 1960 (แม้จะมีข้อถกเถียงเรื่องแหล่งกำเนิดระหว่างเวเนโตและฟริอูลี-เวเนเซีย จูเลีย) ทิรามิสุประกอบด้วยชั้นเลดี้ฟิงเกอร์ (savoiardi) จุ่มในเอสเพรสโซ่เข้มข้น สลับกับครีมมัสคาร์โปนที่ผสมไข่แดงและน้ำตาล โรยหน้าด้วยผงโกโก้ขม รสชาติขมนิดจากกาแฟและโกโก้ หวานมันจากครีมชีส และเนื้อสัมผัสนุ่มละลายในปาก ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลา 30 นาที (บวกแช่เย็น 4 ชั่วโมง)
เคล็ดลับของทิรามิสุที่เนื้อครีมเนียนไม่แตกคือการตีไข่แดงกับน้ำตาลจนข้นเป็นริบบิ้นสีเหลืองอ่อน ก่อนตะล่อมกับมัสคาร์โปนอย่างเบามือ และที่สำคัญคือการจุ่มเลดี้ฟิงเกอร์ในกาแฟเพียง 1 ถึง 2 วินาทีต่อด้านเท่านั้น ถ้าจุ่มนานเกินไป บิสกิตจะแฉะและทิรามิสุจะเหลว
ส่วนผสม
- มัสคาร์โปนชีส 500 กรัม
- ไข่แดงเบอร์ใหญ่ 6 ฟอง
- น้ำตาลทราย 100 กรัม
- เอสเพรสโซ่เข้มข้น (เย็นแล้ว) 300 มิลลิลิตร
- เลดี้ฟิงเกอร์บิสกิต (savoiardi) 30 ชิ้น
- ผงโกโก้ไม่หวาน 2 ช้อนโต๊ะ
- เหล้ามาร์ซาล่า (Marsala) หรือเหล้ารัมดำ 2 ช้อนโต๊ะ (ทางเลือก)
- ดาร์กช็อกโกแลตขูดสำหรับตกแต่ง
วิธีทำ
- ตีไข่: ในชามทนความร้อน ตีไข่แดงกับน้ำตาลด้วยเครื่องตีไฟฟ้าจนข้นเป็นริบบิ้นสีเหลืองอ่อน ใช้เวลาประมาณ 5 ถึง 7 นาที
- ใส่ชีส: ใส่มัสคาร์โปนชีสลงไปในส่วนผสมไข่แดง ตะล่อมเบาๆ ด้วยพายยางจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว (ห้ามตีแรงเพราะครีมจะแตก)
- ผสมกาแฟ: ในชามตื้น ผสมเอสเพรสโซ่เย็นกับเหล้ามาร์ซาล่า (ถ้าใช้)
- จุ่มบิสกิต: จุ่มเลดี้ฟิงเกอร์ลงในกาแฟครั้งละ 1 ถึง 2 วินาทีต่อด้าน พอชุ่มแต่อย่าแฉะ เรียงเป็นชั้นล่างสุดของถาดสี่เหลี่ยม
- ทาครีม: ทาครีมมัสคาร์โปนครึ่งหนึ่งลงบนชั้นบิสกิต ปาดให้เรียบ
- ทำชั้นที่สอง: จุ่มบิสกิตอีกครั้ง วางเป็นชั้นที่สองบนครีม แล้วทาครีมที่เหลือปิดหน้า
- โรยโกโก้: ใช้กระชอนละเอียดโรยผงโกโก้ให้ทั่วหน้า
- แช่เย็น: แช่ตู้เย็นอย่างน้อย 4 ชั่วโมง (หรือข้ามคืนเพื่อรสชาติดีที่สุด) ก่อนเสิร์ฟ
28. พานาคอตต้า (Panna Cotta)
พานาคอตต้า ขนมหวานอิตาเลี่ยนจากแคว้นพีดมอนต์ที่มีความเก่าแก่กว่าร้อยปี ชื่อแปลตรงตัวว่า “ครีมสุก” เป็นขนมที่ใช้เจลาตินทำให้ครีมเซ็ตตัวในพิมพ์ จับคู่กับซอสเบอร์รี่รสเปรี้ยวตัดกับความมันของครีม เนื้อสัมผัสเนียนนุ่มเหมือนไหม สั่นกระพือเวลาเขย่าจาน รสชาติหวานมันจากครีมและวานิลลา ตัดด้วยความเปรี้ยวสดชื่นของซอสเบอร์รี่ ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลา 20 นาที (บวกแช่เย็น 6 ชั่วโมง)
กฎสำคัญของพานาคอตต้าคืออัตราส่วนเจลาตินต่อของเหลว ถ้าใส่น้อยไปขนมจะไม่เซ็ตตัว ถ้ามากไปเนื้อจะแข็งกระด้าง อัตราที่ดีคือเจลาตินแผ่น 1 แผ่น (หรือผงเจลาติน 1 ช้อนชา) ต่อของเหลว 250 มิลลิลิตร การละลายเจลาตินในครีมอุ่นไม่ร้อนเกินไปก็สำคัญ ถ้าครีมร้อนเกิน 80 องศา พลังเซ็ตตัวของเจลาตินจะถูกทำลาย
ส่วนผสม
- วิปปิ้งครีม 500 มิลลิลิตร
- นมสดจืด 100 มิลลิลิตร
- น้ำตาลทราย 80 กรัม
- เจลาตินแผ่น (แช่น้ำเย็นจนนิ่ม) 2 แผ่น หรือผงเจลาติน 2 ช้อนชา
- ฝักวานิลลา (ผ่ากลาง ขูดเมล็ด) 1 ฝัก หรือกลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
- เบอร์รี่รวม (สตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ราสพ์เบอร์รี่) 150 กรัม
- น้ำตาลทรายสำหรับซอส 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำเลมอน 1 ช้อนชา
วิธีทำ
- เตรียมเจลาติน: แช่เจลาตินแผ่นในน้ำเย็น 5 ถึง 10 นาทีจนนิ่ม (ถ้าใช้ผง เตรียมตามวิธีบนซอง)
- อุ่นครีม: ในหม้อไฟกลางถึงอ่อน ใส่ครีม นม น้ำตาล เมล็ดวานิลลาและฝัก คนจนน้ำตาลละลายและส่วนผสมเริ่มมีไอน้ำ (ห้ามเดือด)
- ละลายเจลาติน: ยกหม้อออกจากเตา บีบน้ำออกจากเจลาตินที่แช่แล้ว ใส่ลงในครีมร้อน คนจนละลายหมด
- กรอง: เทส่วนผสมผ่านกระชอนเพื่อกรองฝักวานิลลาและฟองอากาศออก
- เทใส่พิมพ์: เทส่วนผสมใส่พิมพ์ซิลิโคน แก้ว หรือถ้วยเล็ก เติมประมาณ 3/4 ของพิมพ์
- แช่เย็น: แช่ตู้เย็นอย่างน้อย 6 ชั่วโมงหรือข้ามคืนจนเซ็ตตัว
- ทำซอสเบอร์รี่: ในหม้อเล็ก ใส่เบอร์รี่ น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำเลมอน อุ่นไฟกลาง 5 นาทีจนเบอร์รี่นิ่มและน้ำซอสข้นเล็กน้อย ทิ้งให้เย็น
- เสิร์ฟ: ถ้าใช้พิมพ์ คว่ำพานาคอตต้าลงจาน ราดซอสเบอร์รี่ด้านข้าง
29. เจลาโต้ (Gelato)
เจลาโต้ เป็นไอศกรีมสไตล์อิตาเลี่ยนที่มีประวัติย้อนไปถึงยุคเรอเนซองซ์ในฟลอเรนซ์ ชื่อหมายถึง “แช่แข็ง” ในภาษาอิตาเลี่ยน ความแตกต่างสำคัญจากไอศกรีมทั่วไปคือเจลาโต้ใช้ไข่แดงน้อยกว่า มีไขมันเนยต่ำกว่า (4 ถึง 8 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับ 14 ถึง 18 เปอร์เซ็นต์ของไอศกรีม) และปั่นด้วยความเร็วต่ำ ทำให้มีอากาศน้อยกว่าและเนื้อแน่นเข้มข้นกว่า รสชาติชัดเจน เข้มข้น ลิ้นสัมผัสเนียนนุ่ม ไม่เป็นเกล็ดน้ำแข็ง ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลา 45 นาที (บวกแช่แข็ง 4 ชั่วโมง)
การทำเจลาโต้ที่บ้านโดยไม่ใช้เครื่องปั่นต้องใช้เทคนิคการนำออกจากช่องแช่แข็งมากวนทุก 30 นาทีใน 3 ชั่วโมงแรกเพื่อทำลายผลึกน้ำแข็งที่ก่อตัว สูตรพื้นฐานสามารถดัดแปลงเป็นรสชาติต่างๆ เช่น ช็อกโกแลต เฮเซลนัท พิสตาชิโอ หรือสตรัชชาเทลล่า
ส่วนผสม
- นมสดจืด 500 มิลลิลิตร
- วิปปิ้งครีม 250 มิลลิลิตร
- น้ำตาลทราย 150 กรัม
- ไข่แดงเบอร์ใหญ่ 5 ฟอง
- ฝักวานิลลา (ผ่ากลาง ขูดเมล็ด) 1 ฝัก
วิธีทำ
- อุ่นนม: ในหม้อไฟกลาง ใส่นม ครีม และเมล็ดวานิลลาพร้อมฝัก อุ่นจนเริ่มมีไอน้ำรอบขอบหม้อ (ประมาณ 75 ถึง 80 องศา) ยกออกจากเตา
- ตีไข่แดง: ในชาม ตีไข่แดงกับน้ำตาลด้วยตะกร้อมือประมาณ 3 นาทีจนสีเหลืองอ่อนและข้น
- เทมเปอร์ไข่: ค่อยๆ เทนมร้อน 1/3 ลงในชามไข่แดงขณะคนเร็วๆ (tempering) เพื่อให้ไข่ค่อยๆ ปรับอุณหภูมิโดยไม่สุกเป็นก้อน
- ผสมทั้งหมด: เทส่วนผสมไข่กลับลงในหม้อ คนตลอด ใช้ไฟอ่อนถึงกลาง
- กวนจนข้น: คนด้วยพายไม้ตลอดเวลา 5 ถึง 8 นาที จนคัสตาร์ดข้นพอเคลือบหลังช้อน (ถ้าใช้นิ้วลากบนหลังช้อนแล้วรอยยังอยู่ = ได้ที่) ห้ามปล่อยให้เดือด
- กรองและเย็น: กรองผ่านกระชอนละเอียดลงในชามที่วางบนอ่างน้ำแข็ง คนให้เย็นเร็ว
- แช่และกวน: เทใส่ภาชนะตื้น แช่ช่องแช่แข็ง กวนแรงๆ ด้วยส้อมทุก 30 นาที 3 ครั้งแรก (ชั่วโมงครึ่ง) แล้วแช่แข็งต่ออีก 2 ถึง 3 ชั่วโมง
- เสิร์ฟ: ตักเจลาโต้ออกจากช่องแช่แข็ง 5 นาทีก่อนเสิร์ฟ ตักใส่ถ้วยหรือโคน
30. คานโนลี (Cannoli)
คานโนลี ขนมอบกรอบสัญชาติซิซิลีที่มีประวัติย้อนไปถึงยุคอาหรับปกครองเกาะซิซิลีในศตวรรษที่ 9 (ชื่อ Cannolo มาจากคำอาหรับ “qanawat” แปลว่าท่อ) ตัวแป้งถูกม้วนรอบท่อโลหะแล้วทอดจนกรอบ ก่อนยัดไส้ด้วยริคอตต้าชีสผสมน้ำตาลและช็อกโกแลตชิพ โรยถั่วพิตาชิโอสับที่ปลายทั้งสองข้าง รสชาติกรอบนอกครีมมี่ใน ไส้หวานหอมมันจากริคอตต้า ตัดกับเปลือกแป้งกรอบที่เจือด้วยไวน์มาร์ซาล่า ระดับความยาก: ยาก ใช้เวลา 90 นาที
การทำคานโนลีให้กรอบนานคือความท้าทายสูงสุด ต้องยัดไส้ก่อนเสิร์ฟเท่านั้น ถ้ายัดไส้ทิ้งไว้เกิน 2 ชั่วโมง เปลือกจะดูดความชื้นจากไส้และนิ่ม ริคอตต้าต้องสะเด็ดน้ำในผ้าขาวบางข้ามคืนเพื่อให้แห้งพอ มิฉะนั้นน้ำจากชีสจะซึมออกมาทำให้เปลือกนิ่ม
ส่วนผสม
- แป้งอเนกประสงค์ 250 กรัม
- น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
- ผงโกโก้ไม่หวาน 1 ช้อนชา
- อบเชยป่น 1/4 ช้อนชา
- เนยจืดเย็น (หั่นก้อนเล็ก) 30 กรัม
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
- ไวน์มาร์ซาล่า (Marsala) หรือน้ำส้มสายชูไวน์ขาว 60 มิลลิลิตร
- น้ำมันพืชสำหรับทอด 500 มิลลิลิตร
- ริคอตต้าชีส (สะเด็ดน้ำในผ้าขาวบางข้ามคืน) 400 กรัม
- น้ำตาลไอซิ่ง 100 กรัม
- ดาร์กช็อกโกแลตชิพขนาดเล็ก 50 กรัม
- ถั่วพิตาชิโอสับละเอียด 30 กรัม
- ไข่ขาว (สำหรับทากันแป้งคลาย) 1 ฟอง
- ผิวมะนาวขูด 1/2 ช้อนชา
วิธีทำ
- ทำแป้ง: ในชามใหญ่ ผสมแป้ง น้ำตาล ผงโกโก้ และอบเชย ใส่เนยเย็น ใช้ปลายนิ้วบี้เนยให้คล้ายเม็ดทรายหยาบ
- ผสมของเหลว: ใส่ไข่และไวน์มาร์ซาล่า นวดเบาๆ จนแป้งรวมเป็นก้อน ห่อพลาสติกแรป แช่ตู้เย็น 30 นาที
- รีดแป้ง: โรยแป้งบนเคาน์เตอร์ รีดแป้งให้บางประมาณ 1 ถึง 2 มิลลิเมตร ใช้พิมพ์กลมหรือแก้วตัดเป็นวงกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร
- ม้วน: วางท่อโลหะสำหรับคานโนลี (cannoli tubes) ตรงกลางวงกลมแป้ง ทาขอบด้วยไข่ขาว ม้วนแป้งรอบท่อ กดรอยต่อให้แน่น
- ทอด: ตั้งน้ำมันไฟ 170 องศาเซลเซียส ทอดคานโนลีครั้งละ 3 ถึง 4 ชิ้น ใช้เวลา 2 ถึง 3 นาทีจนเหลืองกรอบ ตักพักบนกระดาษซับน้ำมัน
- ถอดท่อ: รอให้เย็นพอจับได้ แล้วค่อยๆ ดึงท่อออกจากเปลือกคานโนลี
- ทำไส้: ในชาม ตีริคอตต้าที่สะเด็ดน้ำแล้วกับน้ำตาลไอซิ่งและผิวมะนาวจนเนียน ตะล่อมช็อกโกแลตชิพลงไป
- ยัดไส้ (ก่อนเสิร์ฟ): ใส่ไส้ในถุงบีบ บีบไส้ลงในเปลือกคานโนลีจากตรงกลางออกไปทั้งสองข้าง จุ่มปลายทั้งสองด้านในพิตาชิโอสับ เสิร์ฟทันที
ตารางเปรียบเทียบสูตร
| ชื่อเมนู | ประเภท | ความยาก | เวลา | รสชาติ | วิธีทำ |
|---|---|---|---|---|---|
| สปาเก็ตตี้คาร์โบนาร่า | พาสต้า (โรมัน) | ปานกลาง | 20 นาที | เค็มมัน หอมพริกไทย | ต้ม+ผัด |
| สปาเก็ตตี้โบโลเนส | พาสต้า (โบโลญญา) | ปานกลาง | 60-90 นาที | หวานลึก เค็มกลม | ต้ม+เคี่ยว |
| สปาเก็ตตี้ขี้เมาทะเล | ฟิวชันไทย-อิตาเลี่ยน | ปานกลาง | 20 นาที | เผ็ดร้อน เค็มหอมกะเพรา | ต้ม+ผัดไฟแรง |
| พิซซ่าฮาวายเอี้ยน | พิซซ่า (แคนาดา) | ง่าย | 30 นาที | หวานเค็ม เปรี้ยวสับปะรด | อบ |
| พิซซ่ามาร์เกอริต้า | พิซซ่า (นาโปลี) | ปานกลาง | 40 นาที | หวานมะเขือเทศ ครีมมี่ชีส | อบ |
| พิซซ่าซีฟู้ด | พิซซ่า (แนวทะเล) | ปานกลาง | 40 นาที | มันนวล หวานทะเล | อบ |
| ลาซานญ่า | พาสต้าอบ (เอมีเลีย) | ยาก | 90 นาที | เข้มข้น หวานเนื้อ มันชีส | อบ |
| ริซอตโต้เห็ดทรัฟเฟิล | ข้าวอิตาเลี่ยน (พีดมอนต์) | ยาก | 40 นาที | เอิร์ธโทน หอมทรัฟเฟิล | กวน |
| เพนเน่อาราเบียต้า | พาสต้า (โรมัน) | ง่าย | 20 นาที | เผ็ดร้อน เปรี้ยวหวานมะเขือ | ต้ม+ผัด |
| ฟ็อตตูชินี่อัลเฟรโด | พาสต้า (โรมัน-อเมริกัน) | ง่าย | 15 นาที | มันนวล เค็มกลมชีส | ต้ม+คลุก |
| นกโยคกี้ซอสครีม | พาสต้า (ลอมบาร์เดีย) | ยาก | 60 นาที | มันนวล ฉุนบลูชีส | ต้ม+ผัด |
| สปาเก็ตตี้อะกลิโอเอโอลิโอ | พาสต้า (นาโปลี-โรม) | ง่าย | 12 นาที | หอมกระเทียม มันมะกอก | ต้ม+ผัด |
| สปาเก็ตตี้ซอสมะเขือเทศ | พาสต้า (คัมปาเนีย) | ง่ายมาก | 25 นาที | หวานมะเขือเทศ หอมโหระพา | ต้ม+เคี่ยว |
| มักกะโรนีอบชีส | พาสต้าอบ (อิตาเลี่ยน-อเมริกัน) | ง่าย | 35 นาที | เข้มข้น เค็มมันชีส | ต้ม+อบ |
| คาเนลโลนี | พาสต้าอบ (เอมีเลีย) | ปานกลาง | 60 นาที | ครีมมี่ หวานมะเขือ | อบ |
| ราวิโอลี่ | พาสต้ายัดไส้ (ลอมบาร์เดีย) | ยาก | 90 นาที | นุ่มเด้ง ครีมมี่ หอมเสจ | ต้ม |
| ออร์โซ่สลัด | สลัด (เมดิเตอร์เรเนียน) | ง่าย | 20 นาที | เปรี้ยวสดชื่น เค็มเฟต้า | ต้ม+คลุก |
| บรูสเก็ตต้า | ออเดิร์ฟ (ทัสคานี) | ง่ายมาก | 15 นาที | กรอบ ฉ่ำมะเขือ หอมน้ำมัน | ปิ้ง |
| คาปรีเซ่สลัด | สลัด (คัมปาเนีย) | ไม่มีการปรุง | 10 นาที | ครีมมี่ หวานฉ่ำ หอมใบโหระพา | ดิบ |
| มินเนสโตรเน่ | ซุป (ทั่วอิตาลี) | ง่าย | 45 นาที | หวานลึกจากผัก กลมกล่อม | ต้ม |
| ซุปมะเขือเทศ | ซุป (คัมปาเนีย) | ง่าย | 35 นาที | เปรี้ยวหวาน เนียนนุ่ม | ต้ม+ปั่น |
| การ์ลิคเบรด | อาหารข้างเคียง | ง่ายมาก | 10 นาที | กรอบ หอมกระเทียมสด | ปิ้ง |
| ไก่พาร์เมซาน | อาหารจานหลัก (อิตาเลี่ยน-อเมริกัน) | ปานกลาง | 45 นาที | กรอบนอกนุ่มใน ชีสยืด | ทอด+อบ |
| ปลาแซลมอนซอสเลมอน | อาหารจานหลัก (ลิกูเรีย) | ง่าย | 20 นาที | มันปลา เปรี้ยวเลมอน | ย่าง |
| เนื้อสเต็กซอสไวน์แดง | อาหารจานหลัก (ทัสคานี) | ปานกลาง | 35 นาที | เนื้อหวานลึก ซอสฝาดหวาน | ย่าง |
| กุ้งอบชีสเนยกระเทียม | อาหารจานหลัก (ซิซิลี) | ง่าย | 20 นาที | หวานกุ้ง มันชีส | อบ |
| ทิรามิสุ | ของหวาน (เวเนโต) | ปานกลาง | 30 นาที+แช่ | ขมกาแฟ หวานมันครีม | แช่เย็น |
| พานาคอตต้า | ของหวาน (พีดมอนต์) | ง่าย | 20 นาที+แช่ | หวานมัน เปรี้ยวเบอร์รี่ | ต้ม+แช่เย็น |
| เจลาโต้ | ของหวาน (ฟลอเรนซ์) | ปานกลาง | 45 นาที+แช่ | เข้มข้น เนียนนุ่ม | กวน+แช่แข็ง |
| คานโนลี | ของหวาน (ซิซิลี) | ยาก | 90 นาที | กรอบนอก ครีมมี่ใน | ทอด+แช่เย็น |
เคล็ดลับเลือกซื้อและเตรียมวัตถุดิบอาหารอิตาเลี่ยน
น้ำมันมะกอก เลือก Extra Virgin Olive Oil (EVOO) ที่ระบุแหล่งผลิตเดียว (single origin) และมีวันที่เก็บเกี่ยวบนขวด น้ำมันมะกอกที่ดีควรมีกลิ่นหอมคล้ายหญ้าตัดใหม่หรือผลมะกอกเขียว และมีรสเผ็ดเล็กน้อยที่คอเวลาชิมเปล่าๆ ราคาที่เหมาะสมสำหรับใช้ปรุงอาหารอยู่ที่ 400 ถึง 600 บาทต่อขวด 500 มิลลิลิตร สำหรับ EVOO ใช้ราดบนอาหารที่เสร็จแล้วหรือสลัด สำหรับผัดทอดให้ใช้น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ (Pure Olive Oil) ที่มีจุดเกิดควันสูงกว่า
มะเขือเทศกระป๋อง มะเขือเทศซานมาร์ซาโน่ DOP จากแคว้นคัมปาเนียเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับซอสพาสต้าและซุป เนื้อมะเขือเทศชนิดนี้มีกรดต่ำ เนื้อแน่น รสหวานธรรมชาติ ถ้าหาซานมาร์ซาโน่ไม่ได้ ให้มองหามะเขือเทศกระป๋องทั้งลูก (whole peeled tomatoes) ชนิดใดก็ได้ที่มีส่วนผสมเพียงมะเขือเทศกับเกลือ ไม่มีสารกันบูดหรือแคลเซียมคลอไรด์
ชีส พาร์เมซานเรจจาโน่แท้ต้องมีตราประทับบนเปลือกชีส (puntinatura) บ่มอย่างน้อย 24 เดือนจึงจะมีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่ถูกต้อง มอซซาเรลล่าสดควรเลือกแบบก้อนแช่น้ำเกลือ ไม่ใช่แบบขูดฝอยสำเร็จรูป ริคอตต้าสำหรับของหวานควรเลือกแบบที่เนื้อแห้งและแน่น ถ้าซื้อริคอตต้าในไทยที่ยังมีน้ำเยอะ ให้นำมาสะเด็ดน้ำในผ้าขาวบางแช่ตู้เย็นข้ามคืนก่อนใช้
เส้นพาสต้า พาสต้าแห้งที่ดีควรทำจากแป้งดูรัมเซโมลิน่า 100% และผ่านการรีดด้วยแม่พิมพ์ทองแดง (bronze die) ซึ่งจะได้ผิวเส้นที่หยาบเล็กน้อยช่วยให้ซอสเกาะ เส้นที่ทำจากแม่พิมพ์ทองแดงมักมีราคาสูงกว่าแต่ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในการกิน
สำหรับคนที่สนใจเมนูอาหารอิตาเลี่ยนที่ใช้ มะเขือเทศเป็นวัตถุดิบหลัก สามารถอ่านเพิ่มเติมเพื่อต่อยอดได้ หรือถ้าอยากหาไอเดียเมนูจานเดียวเพิ่มเติม ลองดู 30 เมนูอาหารจานเดียว ได้
สรุป
อาหารอิตาเลี่ยนเป็นหนึ่งในอาหารที่เข้าถึงง่ายที่สุดสำหรับคนทำครัวที่บ้าน เพราะหัวใจของอาหารอิตาเลี่ยนคือวัตถุดิบคุณภาพดีกับเทคนิคพื้นฐานไม่กี่อย่าง ไม่ว่าจะเป็นซอสมะเขือเทศพื้นฐานที่ใช้ได้กับทั้งพาสต้าและพิซซ่า ซอสเบชาเมลสำหรับเมนูอบ หรือซอสเนยเลมอนสำหรับอาหารทะเล แค่ฝึกทำซอสพื้นฐาน 3 ถึง 4 ชนิดก็สามารถสร้างเมนูได้เป็นสิบจาน
ทั้ง 30 เมนูในบทความนี้ออกแบบมาให้ทำตามได้ในครัวไทย โดยใช้วัตถุดิบที่หาได้จากซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำในไทยทั้งหมด ตั้งแต่เมนูที่ใช้เวลา 10 นาทีอย่างการ์ลิคเบรดและคาปรีเซ่สลัด ไปจนถึงเมนูที่ต้องใช้ความอดทนอย่างลาซานญ่าและราวิโอลี่ที่ใช้เวลา 90 นาทีขึ้นไป ใครก็สามารถเลือกทำตามเวลาที่มีและระดับความชำนาญของตัวเองได้
ถ้าอยากทดลองทำเมนูอื่นๆ ที่ใช้ผักเป็นหลักหรือใช้วัตถุดิบไทยผสมผสานกับอาหารตะวันตก ดู 20 เมนูฟักทองทำเองที่บ้าน เพื่อขยายขอบเขตการทำอาหารให้กว้างขึ้น อาหารทุกเมนูรอให้ทดลองทำที่บ้านและปรับแต่งตามรสปากของแต่ละคน


