30 เมนูอาหารคนท้องทำเองที่บ้าน บำรุงครรภ์ตั้งแต่แรกถึงคลอด
- ครอบคลุมทุกวิธีทำ ทั้งนึ่ง ต้ม ผัด แกง ย่าง ซุป และของหวาน เพื่อไม่ให้เบื่ออาหารซ้ำ
- แต่ละเมนูระบุส่วนผสมพร้อมปริมาณชัดเจน และวิธีทำแบบทีละขั้นตอน ใช้ได้จริงในครัวบ้าน
- มีตารางสรุปเปรียบเทียบความยาก เวลาที่ใช้ และรสชาติ เพื่อให้เลือกทำตามความสะดวกได้ทันที
รวมเมนูอาหารสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่ทำเองได้ที่บ้าน ครอบคลุมทั้งเมนูต้ม ผัด แกง นึ่ง ย่าง ซุป และของหวาน คัดจากเมนูที่ผ่านเกณฑ์โภชนาการเหมาะกับแม่ท้องทุกไตรมาส ระดับความยากตั้งแต่มือใหม่จนถึงผู้มีประสบการณ์ในครัว เน้นวัตถุดิบที่หาได้ในตลาดและซูเปอร์มาร์เก็ตในไทย
การเลือกรับประทานอาหารระหว่างตั้งครรภ์ส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ ข้อมูลจากงานวิจัยด้านโภชนาการและการตั้งครรภ์ ระบุว่า สารอาหารสำคัญอย่างกรดโฟลิก ธาตุเหล็ก แคลเซียม โอเมก้า 3 และโปรตีนคุณภาพสูง ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างสมอง ระบบประสาท และกระดูกของทารก อาหารที่ปรุงสุก สะอาด ผ่านความร้อนเพียงพอ และหลีกเลี่ยงวัตถุดิบเสี่ยงอย่างอาหารดิบกึ่งสุกหรือคาเฟอีนสูง จึงเป็นหัวใจของเมนูในบทความนี้
บทความนี้ไม่ใช่แค่การรวบรวมชื่อเมนู แต่ทุกเมนูผ่านเกณฑ์คัดเลือกที่ชัดเจน คือ ปลอดภัยสำหรับคนท้อง มีสารอาหารจำเป็นต่อการบำรุงครรภ์ ใช้วัตถุดิบที่หาได้ในไทย และมีรสชาติหลากหลายไม่ซ้ำซากจำเจจนเบื่ออาหาร แต่ละเมนูมาพร้อมส่วนผสมและวิธีทำแบบละเอียดที่สามารถทำตามได้จริงในครัวบ้าน พร้อมตารางสรุปท้ายบทความเปรียบเทียบความยาก เวลา และรสชาติของทั้ง 30 เมนู
วิธีการคัดเลือกเมนู
เมนูในลิสต์นี้ผ่านเกณฑ์คัดเลือก 5 ข้อ ได้แก่ ความปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ (ปรุงสุกเต็มที่ ไม่มีวัตถุดิบเสี่ยงอาหารเป็นพิษ), คุณค่าทางโภชนาการที่ตอบโจทย์การบำรุงครรภ์ (โปรตีน ธาตุเหล็ก โฟเลต แคลเซียม โอเมก้า 3), วัตถุดิบหาได้ในตลาดและซูเปอร์มาร์เก็ตในไทย, ความหลากหลายของรสชาติและวิธีทำเพื่อไม่ให้เบื่ออาหาร, และความยากที่ครอบคลุมตั้งแต่มือใหม่จนถึงระดับกลาง
หลักการจัดเรียง: เรียงตามวิธีทำ เริ่มจากอาหารนึ่ง (ย่อยง่ายที่สุด เหมาะกับผู้ที่มีอาการแพ้ท้อง), อาหารต้ม (ซุปและต้มจืดช่วยเพิ่มน้ำนมและน้ำคร่ำ), อาหารผัด (ให้พลังงานสูงขึ้นสำหรับไตรมาส 2-3), อาหารแกง (เพิ่มความเผ็ดร้อนทีละน้อยตามความทนของแต่ละคน), อาหารย่าง (โปรตีนเน้นๆ ไม่ใช้น้ำมันมาก), และปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มและของหวานที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
“อาหารคนท้องที่ดี ไม่ใช่แค่อิ่มท้อง แต่ต้องให้สารอาหารที่ส่งตรงถึงลูกในครรภ์ได้จริง โปรตีนสร้างเซลล์สมอง ธาตุเหล็กสร้างเม็ดเลือด แคลเซียมสร้างกระดูก และโฟเลตป้องกันความพิการแต่กำเนิด ทั้งหมดนี้ได้จากอาหารธรรมดาที่ทำเองในครัวบ้าน โดยไม่ต้องพึ่งอาหารเสริมราคาแพงเลย”
ปลานึ่งมะนาว
ปลานึ่งมะนาว เป็นเมนูนึ่งยอดนิยมของครัวไทยที่เหมาะกับคนท้องอย่างยิ่ง เพราะปลานึ่งสุกเต็มที่ไม่มีปัญหาเรื่องอาหารดิบ อีกทั้งปลาเนื้อขาวยังเป็นโปรตีนย่อยง่ายที่อุดมด้วยกรดอะมิโนจำเป็น น้ำจิ้มรสเปรี้ยวเผ็ดจากมะนาว พริก และกระเทียมช่วยกระตุ้นความอยากอาหารสำหรับคุณแม่ที่กำลังเผชิญอาการแพ้ท้องเบื่ออาหาร ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
เคล็ดลับคือเลือกปลากระพงหรือปลาเก๋าเนื้อขาวที่สดใหม่ ตาใส เหงือกแดง ก่อนนึ่งให้บากเนื้อปลาด้านข้างเป็นแนวเฉียงเพื่อให้ความร้อนเข้าถึงเนื้อปลาเท่ากัน และเมื่อนึ่งเสร็จต้องรีบราดน้ำจิ้มทันทีที่ปลายังร้อนอยู่ น้ำจิ้มจะซึมเข้าเนื้อปลาได้ดีกว่า พร้อมเสิร์ฟคู่กับข้าวสวยร้อนๆ และผักสดลวกอย่างคะน้าหรือกะหล่ำปลี
ส่วนผสม
- ปลากระพงขาวตัวกลาง (ขอดเกล็ด ควักไส้ บากข้าง) 1 ตัว (ประมาณ 500 กรัม)
- มะนาว (คั้นน้ำ) 3 ช้อนโต๊ะ
- กระเทียมไทย (สับละเอียด) 2 ช้อนโต๊ะ
- พริกขี้หนูสวน (ซอยบาง) 1 ถึง 2 ช้อนโต๊ะ (ปรับตามความเผ็ดที่ทนได้)
- น้ำปลาดี 3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลทราย 1 ถึง 2 ช้อนชา
- น้ำซุปไก่หรือน้ำเปล่า 3 ช้อนโต๊ะ
- ตะไคร้ (ทุบแล้วหั่นท่อน) 2 ต้น
- ใบมะกรูด (ฉีกก้านกลาง) 3 ใบ
- ผักชีฝรั่ง (ซอยหยาบ) 1 ต้น
- ผักชี (เด็ดใบ) สำหรับโรยหน้า
วิธีทำ
- เตรียมปลา: ล้างปลากระพงให้สะอาด ซับให้แห้ง บากเนื้อปลาทั้งสองด้านเป็นแนวเฉียงห่างกันประมาณ 2 เซนติเมตร วางบนจานนึ่งที่รองด้วยตะไคร้และใบมะกรูด
- นึ่งปลา: ตั้งน้ำในลังถึงให้เดือดจัด วางจานปลาลงในลังถึง ปิดฝา นึ่งด้วยไฟแรงประมาณ 12 ถึง 15 นาที หรือจนเนื้อปลาสุกเป็นสีขาวขุ่น ไม่มีเลือดซึม
- ทำน้ำจิ้ม: ผสมน้ำปลา น้ำตาลทราย และน้ำซุปไก่ในถ้วย คนจนน้ำตาลละลาย เติมน้ำมะนาว กระเทียมสับ และพริกซอย ชิมรสให้ได้เปรี้ยวเค็มเผ็ดหวานในสัดส่วนที่ถูกปาก
- จัดเสิร์ฟ: ยกปลาจากลังถึง เทน้ำที่ออกจากปลาทิ้ง ราดน้ำจิ้มมะนาวให้ทั่วตัวปลา โรยผักชีฝรั่งและผักชี เสิร์ฟทันทีขณะปลายังร้อน คู่กับข้าวสวย
ไข่ตุ๋นทรงเครื่อง
ไข่ตุ๋นทรงเครื่อง เป็นอาหารย่อยง่ายที่อุดมด้วยโปรตีนจากไข่และหมูสับ เนื้อสัมผัสนุ่มลื่นคล้ายคัสตาร์ด (ดูสูตรเมนูไข่เพิ่มเติมอีก 30 เมนู ที่ทำเองได้ที่บ้าน) ไม่มีกลิ่นคาว รสชาติอ่อนโยนกลมกล่อมจากน้ำซุปที่ผสมในเนื้อไข่ เหมาะกับคุณแม่ช่วงแพ้ท้องที่เบื่ออาหารหนักและต้องการเมนูอ่อนๆ กินง่าย ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 25 นาที
เคล็ดลับให้หน้าไข่เนียนเรียบคือการกรองไข่ผ่านกระชอนตาถี่ก่อนนึ่ง และปิดปากถ้วยด้วยฟอยล์หรือพลาสติกแรปก่อนนึ่ง เพื่อป้องกันไอน้ำหยดลงหน้าไข่จนเป็นหลุมขรุขระ อีกเคล็ดลับคือการใช้น้ำซุปที่เย็นแล้วผสมกับไข่ ถ้าใช้น้ำซุปร้อนจะทำให้ไข่สุกก่อนนึ่งเป็นลิ่ม ไม่เนียน ส่วนหมูสับให้วางบนหน้าไข่ตอนไข่เริ่มเซ็ตตัวแล้วประมาณนาทีที่ 8 เพื่อไม่ให้หมูจมลงก้นถ้วย
ส่วนผสม
- ไข่ไก่เบอร์ 1 2 ฟอง
- หมูสับ (ล้างสะอาด) 50 กรัม
- น้ำซุปไก่ (เย็นสนิท) 200 มิลลิลิตร
- ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
- ซอสปรุงรสฝาเขียว 1/2 ช้อนชา
- น้ำมันงา 1/4 ช้อนชา
- ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
- แครอท (หั่นเต๋าเล็ก) 1 ช้อนโต๊ะ
- เห็ดหอมสด (แช่น้ำแล้วหั่นเส้น) 2 ดอก
- พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
- ซีอิ๊วหวาน (สำหรับราดหน้า) 1/2 ช้อนชา
วิธีทำ
- เตรียมส่วนผสมไข่: ตอกไข่ใส่ชาม ตีไข่ให้แตกเบาๆ อย่าให้เกิดฟองมาก เติมน้ำซุปไก่เย็น ซีอิ๊วขาว และน้ำมันงา คนให้เข้ากัน กรองผ่านกระชอนตาถี่ใส่ถ้วยตุ๋น
- เตรียมหมูสับ: หมักหมูสับกับซอสปรุงรส พริกไทยป่น และแครอทหั่นเต๋า คลุกให้เข้ากัน พักไว้
- นึ่งรอบแรก: ตั้งน้ำในลังถึงให้เดือด วางถ้วยไข่ในลังถึง ปิดฝาหม้อด้วยผ้าขาวบางก่อนปิดฝาลังถึง (ป้องกันน้ำหยด) นึ่งด้วยไฟอ่อนประมาณ 8 นาที
- ใส่เครื่อง: เมื่อผิวหน้าไข่เริ่มเซ็ตตัว เปิดฝา โรยหมูสับหมัก เห็ดหอม และต้นหอมลงบนหน้าไข่ ปิดฝานึ่งต่อด้วยไฟอ่อนอีก 7 ถึง 8 นาที
- เช็คสุก: ใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มตรงกลางถ้วย ถ้าไม่มีน้ำใสซึมออกมาแสดงว่าสุกได้ที่ ยกลงจากเตา ราดซีอิ๊วหวาน พริกไทยป่นเล็กน้อย เสิร์ฟร้อนๆ ทันที
ฟักทองนึ่ง
ฟักทองนึ่ง เป็นเมนูว่างหรือของหวานสำหรับคนท้องที่ให้ทั้งใยอาหาร วิตามินเอ และเบต้าแคโรทีนจากฟักทอง เนื้อฟักทองที่นึ่งสุกจะมีรสหวานธรรมชาติ เนื้อสัมผัสนุ่มละมุนลิ้น ไม่มัน ไม่เลี่ยน กินง่ายแม้อยู่ในช่วงแพ้ท้อง ระดับความยาก: ง่ายมาก ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
ฟักทองเป็นซูเปอร์ฟู้ดสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพราะเบต้าแคโรทีนในฟักทองช่วยพัฒนาสายตาและผิวพรรณของทารกในครรภ์ อีกทั้งใยอาหารสูงยังช่วยแก้ปัญหาท้องผูกที่พบบ่อยในช่วงตั้งครรภ์อีกด้วย ฟักทองนึ่งสามารถกินเปล่าๆ หรือบดผสมกับนมจืดอุ่นๆ ทำเป็นซุปข้น ก็จะได้ทั้งความหวานธรรมชาติและแคลเซียมจากนมไปพร้อมกัน
ส่วนผสม
- ฟักทองแก่ (ปอกเปลือก หั่นชิ้นหนา 2 เซนติเมตร) 300 กรัม
- เกลือป่น 1 หยิบมือ
- ใบเตย (มัดปม) 2 ใบ (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
วิธีทำ
- เตรียมฟักทอง: เลือกฟักทองแก่เนื้อแน่น สีส้มเข้ม ปอกเปลือก เอาเมล็ดและไส้ออกให้หมด หั่นเป็นชิ้นหนาพอดีคำ
- เรียงฟักทอง: วางฟักทองในจานนึ่ง เรียงให้ไม่ซ้อนกันเกินไปเพื่อให้สุกทั่วถึง โรยเกลือป่นบางๆ ให้ทั่ว วางใบเตยบนฟักทอง
- นึ่ง: ตั้งน้ำในลังถึงให้เดือดจัด วางจานฟักทองลงนึ่ง ปิดฝา นึ่งด้วยไฟกลางประมาณ 12 ถึง 15 นาที
- ทดสอบความสุก: ใช้ส้อมจิ้มฟักทอง ถ้าทะลุได้ง่ายและเนื้อนิ่ม แสดงว่าสุกดี ยกลงจากเตา
- เสิร์ฟ: จัดฟักทองนึ่งใส่จาน ราดด้วยน้ำกะทิอ่อนๆ อุ่นๆ เล็กน้อย หรือกินเปล่าเป็นของว่างอุ่นท้องระหว่างมื้อ
ต้มจืดเต้าหู้หมูสับ
ต้มจืดเต้าหู้หมูสับ เป็นเมนูต้มจืดคลาสสิกที่ให้โปรตีนจากหมูสับและเต้าหู้ไข่เนื้อนุ่ม มีรสกลมกล่อมจากน้ำซุปกระดูกหมูที่เคี่ยวอ่อนโยน ต้มจืดเป็นหนึ่งในเมนูแกงจืดยอดนิยม ที่เหมาะกับคนท้องเพราะย่อยง่ายและโซเดียมต่ำ เต้าหู้ไข่อุดมด้วยแคลเซียมที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกของทารก น้ำซุปอุ่นๆ ดื่มคล่องคอช่วยเพิ่มน้ำคร่ำและบรรเทาอาการคลื่นไส้ได้ดี ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 25 นาที
วัตถุดิบทุกอย่างในเมนูนี้ต้องสุกเต็มที่ด้วยการต้มในน้ำเดือด ซึ่งเป็นการปรุงอาหารที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนท้อง ไม่มีการใช้น้ำมันมากหรือเครื่องเทศเผ็ดร้อน กินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ และผักสดลวกเพื่อเพิ่มใยอาหาร จะได้มื้ออาหารที่สมดุลและย่อยง่าย เหมาะกับมื้อเย็นที่ไม่อยากกินของหนัก
ส่วนผสม
- เต้าหู้ไข่ (หั่นท่อนหนา 2 เซนติเมตร) 1 หลอด
- หมูสับ 150 กรัม
- น้ำซุปกระดูกหมู 800 มิลลิลิตร
- กระเทียมจีน (ทุบพอแตก) 2 กลีบ
- รากผักชี (ทุบ) 1 ราก
- ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
- ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา
- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
- พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
- ต้นหอม (หั่นท่อน) 2 ต้น
- ผักชี (เด็ดใบ) สำหรับโรยหน้า
- กระเทียมเจียว สำหรับโรยหน้า
วิธีทำ
- หมักหมูสับ: นำหมูสับคลุกกับพริกไทยป่น ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา และกระเทียมจีนทุบ คลุกให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ 10 นาที
- เตรียมน้ำซุป: ตั้งหม้อใส่น้ำซุปกระดูกหมู ใส่รากผักชีทุบ เปิดไฟกลางจนเดือด ลดเป็นไฟอ่อน
- ใส่หมูสับ: ปั้นหมูสับเป็นก้อนกลมขนาดพอดีคำ ค่อยๆ หย่อนลงในน้ำซุปที่เดือดอ่อน ต้มจนหมูสุกและลอยขึ้นผิวหน้า ประมาณ 5 นาที
- ใส่เต้าหู้: หั่นเต้าหู้ไข่เป็นท่อนหนา ใส่ลงในหม้อ เติมซีอิ๊วขาวที่เหลือและซอสปรุงรส ต้มต่ออีก 3 นาที ระวังอย่าคนแรงเพราะเต้าหู้จะแตก
- ปรุงรส: ชิมรสชาติ ใส่เกลือป่นเพิ่มตามชอบ โรยต้นหอมและผักชี ปิดไฟ ตักใส่ชาม โรยกระเทียมเจียว เสิร์ฟร้อนๆ คู่ข้าวสวย
ต้มจืดตำลึงหมูสับ
ต้มจืดตำลึงหมูสับ ตำลึงเป็นผักใบเขียวที่อุดมด้วยธาตุเหล็กและวิตามินเอสูงมาก ซึ่งธาตุเหล็กเป็นสารอาหารสำคัญที่หญิงตั้งครรภ์ต้องการเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าเพื่อสร้างเม็ดเลือดให้เพียงพอต่อทั้งแม่และลูกในครรภ์ น้ำซุปใส รสกลมกล่อม ใบตำลึงนุ่ม ไม่มีกลิ่นเขียวรุนแรง ทำให้กินง่ายแม้ในช่วงที่ไวต่อกลิ่น ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
เคล็ดลับในการเลือกตำลึงสำหรับคนท้องคือ เลือกยอดอ่อนที่ใบไม่แก่เกินไป เพราะใบแก่จะเหนียวและมีรสขมฝาด ก่อนใส่ลงหม้อให้เด็ดใบออกจากเถา ล้างน้ำหลายๆ น้ำจนหมดยาง และใส่ตำลึงเป็นอย่างสุดท้ายหลังจากปิดไฟแล้ว เพราะความร้อนจากน้ำซุปที่ยังเดือดอยู่จะทำให้ใบตำลึงสุกพอดีโดยไม่เสียสีเขียวสด
ส่วนผสม
- ใบตำลึงอ่อน (เด็ดใบ ล้างสะอาด) 150 กรัม
- หมูสับ 150 กรัม
- น้ำซุปไก่หรือน้ำเปล่า 800 มิลลิลิตร
- กระเทียม (บุบพอแตก) 3 กลีบ
- รากผักชี (ทุบ) 1 ราก
- ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
- พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา
- น้ำมันหอย 1 ช้อนชา
- ซีอิ๊วหวาน (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้) 1/2 ช้อนชา
วิธีทำ
- เตรียมหมูสับ: หมักหมูสับกับซีอิ๊วขาวครึ่งหนึ่ง พริกไทยป่น และน้ำมันหอย คลุกให้เข้ากัน หมักไว้ 10 นาที
- ต้มน้ำซุป: ใส่น้ำซุปไก่ลงหม้อ ใส่กระเทียมบุบและรากผักชี เปิดไฟกลางจนเดือด ลดไฟลงเล็กน้อย
- ใส่หมูสับ: ปั้นหมูสับเป็นก้อนกลมเล็ก หย่อนลงในน้ำซุปเดือด ต้มจนหมูสุกและลอยขึ้น ประมาณ 4 ถึง 5 นาที
- ปรุงรส: เติมซีอิ๊วขาวที่เหลือ เกลือป่น และซีอิ๊วหวาน ชิมรสให้ออกเค็มอ่อน หวานนิดจากน้ำซุป
- ใส่ตำลึง: ปิดไฟ ใส่ใบตำลึงลงในหม้อทันที คนเบาๆ 1 รอบ ใบตำลึงจะสลดและสุกด้วยความร้อนจากน้ำซุปที่ยังเดือด (ใช้เวลาประมาณ 30 วินาที) ตักใส่ชาม เสิร์ฟร้อนๆ
ต้มจืดสาหร่ายไข่หมูสับ
ต้มจืดสาหร่ายไข่หมูสับ เป็นเมนูต้มจืดที่มีจุดเด่นที่สาหร่ายทะเลแห้งซึ่งอุดมด้วยไอโอดีน แร่ธาตุที่จำเป็นต่อการพัฒนาระบบประสาทและสมองของทารก การขาดไอโอดีนระหว่างตั้งครรภ์อาจส่งผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก ไข่และหมูสับให้โปรตีนคุณภาพสูง เนื้อสัมผัสของไข่ที่ต้มเป็นแพบางในน้ำซุปกับสาหร่ายที่นุ่มลื่นทำให้เมนูนี้น่ากินมาก ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
เคล็ดลับสำคัญคือสาหร่ายทะเลแห้งต้องล้างน้ำเปล่าก่อนใช้เพื่อลดความเค็มและทรายที่อาจติดมา เมื่อแช่น้ำแล้วสาหร่ายจะพองขึ้นเป็นสีเขียวสด ควรฉีกเป็นชิ้นพอดีคำก่อนใส่ลงหม้อ การตีไข่ให้เข้ากันก่อนเทลงในน้ำซุปจะช่วยให้ไข่กระจายเป็นแพสวย ไม่เป็นก้อนหนา และไม่ควรคนหม้อทันทีที่เทไข่ลงไป รอให้ไข่เซ็ตตัวประมาณ 10 วินาทีแล้วค่อยคนเบาๆ
ส่วนผสม
- สาหร่ายทะเลแห้ง (แช่น้ำ ล้างสะอาด ฉีกชิ้น) 20 กรัม (น้ำหนักแห้ง)
- หมูสับ 100 กรัม
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
- น้ำซุปไก่ 700 มิลลิลิตร
- กระเทียม (บุบ) 2 กลีบ
- ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
- ซอสปรุงรส 1/2 ช้อนชา
- เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
- พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
- ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
- กระเทียมเจียว 1 ช้อนชา
วิธีทำ
- เตรียมสาหร่าย: แช่สาหร่ายทะเลแห้งในน้ำสะอาดประมาณ 5 นาทีจนพองตัว ล้างผ่านน้ำไหลเอาเศษทรายออก ฉีกเป็นชิ้นพอดีคำ พักให้สะเด็ดน้ำ
- หมักหมู: คลุกหมูสับกับพริกไทยป่น ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา และกระเทียมบุบ หมักไว้ 10 นาที
- ต้มน้ำซุป: ใส่น้ำซุปไก่ลงหม้อ เปิดไฟกลางจนเดือด ปั้นหมูสับเป็นก้อนเล็กๆ หย่อนลงในหม้อ รอจนหมูลอยและสุก
- ใส่สาหร่าย: ใส่สาหร่ายที่ฉีกแล้วลงในหม้อ ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวที่เหลือ ซอสปรุงรส และเกลือป่น ต้มต่อ 2 นาที
- ใส่ไข่: ตอกไข่ใส่ถ้วย ตีให้ไข่แดงและไข่ขาวเข้ากัน ค่อยๆ เทไข่ลงในหม้อเป็นเส้นบาง อย่าคนทันที รอ 10 วินาทีให้ไข่เซ็ตตัว แล้วค่อยคนเบาๆ
- เสิร์ฟ: ปิดไฟ โรยต้นหอมซอยและกระเทียมเจียว ตักใส่ชาม เสิร์ฟร้อนๆ
แกงจืดฟักหมูสับ
แกงจืดฟักหมูสับ หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “แกงจืดฟักเขียว” เป็นเมนูต้มจืดพื้นบ้านของไทยที่ใช้ฟักเขียวเป็นวัตถุดิบหลัก ฟักเขียวมีฤทธิ์เย็นตามแพทย์แผนไทย ช่วยลดอาการร้อนใน กระหายน้ำ ซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยในหญิงตั้งครรภ์ เนื้อฟักที่ต้มจนสุกแล้วจะใส นุ่ม และซึมซับรสชาติจากน้ำซุปได้ดี ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 25 นาที
ฟักเขียวอุดมด้วยน้ำและวิตามินซี ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและป้องกันการเกิดจุดด่างดำหรือฝ้าที่พบบ่อยในระหว่างตั้งครรภ์ หมูสับให้โปรตีนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อทารก ผักชีและต้นหอมโรยหน้าช่วยเพิ่มรสชาติและวิตามินซีไปอีกชั้นหนึ่ง เมนูนี้กินคู่กับข้าวสวยและน้ำพริกกะปิอ่อนๆ จะอร่อยขึ้นหลายเท่า
ส่วนผสม
- ฟักเขียว (ปอกเปลือก คว้านไส้ หั่นชิ้นพอดีคำ) 300 กรัม
- หมูสับ 150 กรัม
- น้ำซุปไก่หรือน้ำเปล่า 800 มิลลิลิตร
- กระเทียม (บุบ) 3 กลีบ
- รากผักชี (ทุบ) 2 ราก
- ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
- พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา
- น้ำมันหอย 1/2 ช้อนโต๊ะ
- ต้นหอม (หั่นท่อน) 2 ต้น
- ผักชี (เด็ดใบ) สำหรับโรยหน้า
- กระเทียมเจียว สำหรับโรยหน้า
วิธีทำ
- หมักหมูสับ: คลุกหมูสับกับพริกไทยป่น ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา และน้ำมันหอย หมักไว้ประมาณ 10 นาที
- เตรียมฟักเขียว: ปอกเปลือกฟักเขียว คว้านไส้และเมล็ดออก หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมขนาดพอดีคำ หนาประมาณ 2 เซนติเมตร
- ต้มน้ำซุป: ใส่น้ำซุปไก่ลงหม้อ ใส่กระเทียมบุบและรากผักชี เปิดไฟกลางจนเดือด ลดเป็นไฟอ่อน
- ใส่ฟักและหมู: ใส่ฟักเขียวลงในน้ำซุป ต้มประมาณ 5 นาทีจนฟักเริ่มใส ปั้นหมูสับเป็นก้อนกลม หย่อนลงหม้อ ต้มต่ออีก 5 นาทีจนหมูสุก
- ปรุงรส: เติมซีอิ๊วขาวที่เหลือและเกลือป่น ชิมรสตามชอบ ใส่ต้นหอม ปิดไฟ
- เสิร์ฟ: ตักใส่ชาม โรยด้วยผักชีและกระเทียมเจียว เสิร์ฟร้อนๆ คู่ข้าวสวย
แกงเลียงผักรวม
แกงเลียง เป็นแกงไทยโบราณที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารบำรุงน้ำนมและฟื้นฟูสุขภาพสำหรับหญิงหลังคลอด แต่ในระหว่างตั้งครรภ์ก็มีประโยชน์ไม่น้อย เพราะอุดมด้วยผักนานาชนิดที่ให้วิตามินและใยอาหารสูง น้ำแกงใส รสเผ็ดร้อนอ่อนจากพริกไทยและหอมแดง ไม่ใส่กะทิ จึงไม่เลี่ยนและย่อยง่าย ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 25 นาที
เคล็ดลับในการทำแกงเลียงให้อร่อยคือการโขลกเครื่องแกงเอง (พริกไทย หอมแดง กะปิ) ซึ่งจะให้กลิ่นหอมละมุนกว่าการใช้เครื่องแกงสำเร็จรูป และการใส่ผักตามลำดับจากผักที่ใช้เวลาสุกนานไปหาผักที่สุกเร็ว เช่น ใส่ฟักทองและข้าวโพดอ่อนก่อน ตามด้วยตำลึงและใบแมงลักทีหลังสุด จะทำให้ผักทุกชนิดสุกพร้อมกัน ไม่มีผักเละหรือผักดิบ
ส่วนผสม
- ฟักทอง (หั่นชิ้นพอดีคำ) 200 กรัม
- ข้าวโพดอ่อน (หั่นท่อน) 100 กรัม
- ตำลึง (เด็ดใบ) 100 กรัม
- เห็ดฟาง (ผ่าครึ่ง) 50 กรัม
- ใบแมงลัก (เด็ดใบ) 1/2 ถ้วย
- กุ้งสด (ปอกเปลือก ผ่าหลัง ดึงเส้นดำ) 100 กรัม
- น้ำเปล่าหรือน้ำซุปผัก 800 มิลลิลิตร
- หอมแดง (ปอกเปลือก) 5 หัว
- พริกไทยดำเม็ด 1 ช้อนชา
- กะปิห่อใบตองย่าง 1 ช้อนชา
- น้ำปลาดี 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- โขลกเครื่องแกง: โขลกหอมแดง พริกไทยดำ และกะปิเข้าด้วยกันในครกจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน
- ต้มน้ำแกง: ใส่น้ำเปล่าลงหม้อ เปิดไฟกลางจนเดือด ใส่เครื่องแกงที่โขลกไว้ลงไป คนให้ละลาย
- ใส่ผักที่สุกช้า: ใส่ฟักทองและข้าวโพดอ่อนลงในหม้อ ต้มด้วยไฟกลางประมาณ 5 นาทีจนฟักทองเริ่มนิ่ม
- ใส่กุ้งและผักที่เหลือ: ใส่เห็ดฟางและกุ้งสด ต้มต่อ 2 นาทีจนกุ้งสุก ตามด้วยใบตำลึงและใบแมงลัก
- ปรุงรส: ปรุงรสด้วยน้ำปลา ชิมให้ได้รสเค็มหวานจากผัก เผ็ดอ่อนจากพริกไทย ปิดไฟทันทีที่ใบตำลึงสลด
- เสิร์ฟ: ตักใส่ชาม เสิร์ฟร้อนๆ คู่กับข้าวสวยและไข่เค็มต้มสุกผ่าซีก
โจ๊กหมูใส่ไข่
โจ๊กหมูใส่ไข่ เป็นอาหารเช้าหรืออาหารอ่อนสำหรับคนท้องที่ให้พลังงานจากข้าวต้มเปื่อย โปรตีนจากหมูสับและไข่ต้ม และย่อยง่ายมากเพราะผ่านการเคี่ยวข้าวจนเปื่อยละเอียด เมนูนี้อุดมด้วยคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจากข้าวที่ให้พลังงานยาวนาน และโปรตีนที่ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อทั้งของแม่และทารก ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 40 นาที
เคล็ดลับโจ๊กเนื้อเนียนคือต้องเคี่ยวด้วยไฟอ่อนมากๆ และคนบ่อยๆ เพื่อไม่ให้ข้าวไหม้ติดก้นหม้อ การล้างข้าวสารก่อนหุงและแช่ข้าวในน้ำประมาณ 15 นาทีจะช่วยให้ข้าวเปื่อยเร็วขึ้น อีกหนึ่งเคล็ดลับคือการใช้ข้าวหักหรือข้าวสารผสมข้าวเหนียวเล็กน้อย (อัตราส่วน 3:1) จะทำให้เนื้อโจ๊กข้นและนวลขึ้น ไข่ลวกหรือไข่ต้มที่ใส่ควรสุกเต็มที่เท่านั้น ห้ามใช้ไข่ดิบเด็ดขาดในระหว่างตั้งครรภ์
ส่วนผสม
- ข้าวสารหอมมะลิ (ล้างและแช่น้ำ 15 นาที) 1/2 ถ้วย
- หมูสับ 100 กรัม
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
- น้ำเปล่าหรือน้ำซุปกระดูกหมู 1 ลิตร
- กระเทียม (สับละเอียด) 1 ช้อนโต๊ะ
- ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
- ซอสปรุงรส 1/2 ช้อนชา
- เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
- พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
- ขิงซอย (ฝอย) 1 ช้อนชา
- ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
- ผักชีซอย 1 ช้อนโต๊ะ
- กระเทียมเจียว 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- เตรียมข้าว: ล้างข้าวสารให้สะอาด แช่น้ำเปล่าประมาณ 15 นาที สะเด็ดน้ำ
- เคี่ยวโจ๊ก: ใส่น้ำซุปหรือน้ำเปล่าลงหม้อ ใส่ข้าวสารที่แช่แล้ว เปิดไฟกลางจนเดือด ลดเป็นไฟอ่อน เคี่ยวประมาณ 25 ถึง 30 นาที หมั่นคนทุก 5 นาทีเพื่อไม่ให้ข้าวไหม้ติดก้นหม้อ
- หมักหมู: ระหว่างเคี่ยวข้าว หมักหมูสับกับซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส และพริกไทยป่น คลุกให้เข้ากัน
- ใส่หมู: เมื่อข้าวเปื่อยเป็นโจ๊ก ใส่ขิงซอยและหมูสับหมัก คนให้หมูกระจายทั่วหม้อ ต้มต่ออีก 5 นาทีจนหมูสุก
- ปรุงรส: เติมเกลือป่น ชิมรสตามชอบ ปรับความข้นโดยเติมน้ำร้อนเพิ่มถ้าข้นเกินไป
- เสิร์ฟ: ตักโจ๊กใส่ชาม วางไข่ต้มสุกผ่าครึ่งบนโจ๊ก โรยต้นหอม ผักชี กระเทียมเจียว และพริกไทยป่น
ข้าวต้มปลา
ข้าวต้มปลา เป็นเมนูอาหารอ่อนสำหรับคนท้องที่ให้โปรตีนคุณภาพสูงจากเนื้อปลา ปลาเนื้อขาวอย่างปลากระพงหรือปลานิลย่อยง่ายและมีไขมันต่ำ เหมาะกับคุณแม่ช่วงไตรมาสแรกที่อาจมีอาการแพ้ท้อง เบื่ออาหารหนัก ข้าวต้มเนื้อนุ่ม น้ำซุปใส เนื้อปลาหวานธรรมชาติ ช่วยให้อิ่มท้องโดยไม่รู้สึกอึดอัด ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
การเลือกปลาสำหรับคนท้องต้องเลือกปลาเนื้อขาวที่สดใหม่ ไม่ใช้ปลาหมักหรือปลาเค็มเพราะเสี่ยงต่อพยาธิและโซเดียมสูง เนื้อปลาที่ปรุงสุกเต็มที่ด้วยการต้มในน้ำเดือดปลอดภัยสูงสุด เคล็ดลับให้เนื้อปลาไม่คาวคือการล้างปลาด้วยน้ำเกลืออ่อนและลวกน้ำร้อนก่อนใส่ลงโจ๊ก ใส่ขิงซอยลงไปต้มด้วยจะช่วยดับกลิ่นคาวและเพิ่มความหอมให้ข้าวต้ม
ส่วนผสม
- ปลากระพง (แล่เนื้อ หั่นชิ้นพอคำ) 150 กรัม
- ข้าวสวย (ข้าวหุงสุกแล้ว) 1 ถ้วย
- น้ำซุปไก่หรือน้ำเปล่า 600 มิลลิลิตร
- ขิงแก่ (ซอยเป็นเส้นฝอย) 1 ช้อนโต๊ะ
- กระเทียม (บุบ) 2 กลีบ
- ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
- พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
- ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
- ผักชีซอย 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันงา 1/4 ช้อนชา
- กระเทียมเจียว 1 ช้อนชา
วิธีทำ
- เตรียมปลา: ล้างเนื้อปลากระพงให้สะอาด ซับให้แห้ง หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ลวกในน้ำร้อนเดือด 30 วินาที ตักขึ้นพักไว้
- ต้มข้าวต้ม: ใส่น้ำซุปไก่หรือน้ำเปล่าลงหม้อ ใส่ข้าวสวย ขิงซอย และกระเทียมบุบ เปิดไฟกลางจนเดือด
- เคี่ยว: ลดเป็นไฟอ่อน เคี่ยวข้าวต้มประมาณ 10 นาทีจนข้าวสวยบานและน้ำซุปข้นขึ้น
- ปรุงรส: ใส่เนื้อปลาที่ลวกไว้แล้วลงในหม้อ ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวและเกลือป่น ต้มต่อ 3 ถึง 4 นาทีจนปลาสุก
- ปรุงกลิ่น: ใส่น้ำมันงาเล็กน้อยให้หอม คนให้ทั่ว ชิมรส ปิดไฟ
- เสิร์ฟ: ตักข้าวต้มใส่ชาม โรยต้นหอม ผักชี กระเทียมเจียว และพริกไทยป่น เสิร์ฟร้อนๆ
ข้าวต้มมัดถั่วดำ
ข้าวต้มมัดถั่วดำ เป็นของหวานไทยพื้นบ้านที่เหมาะเป็นของว่างสำหรับคนท้อง เพราะข้าวเหนียวและถั่วดำให้คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและใยอาหารสูง ถั่วดำเป็นแหล่งธาตุเหล็กและโฟเลตจากพืช ซึ่งมีส่วนสำคัญในการป้องกันภาวะซีดในหญิงตั้งครรภ์ กะทิให้กรดไขมันสายกลางที่ย่อยง่ายและให้พลังงานสูงโดยไม่อึดอัด ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง (รวมเวลานึ่ง)
เคล็ดลับการทำข้าวต้มมัดให้อร่อยคือการแช่ข้าวเหนียวและถั่วดำแยกกันอย่างน้อย 3 ชั่วโมงหรือข้ามคืน เพราะถั่วดำใช้เวลาแช่นานกว่าถึงจะนิ่ม การผัดข้าวเหนียวกับกะทิก่อนนำไปห่อและนึ่งจะทำให้ข้าวเหนียวดูดซับรสชาติกะทิได้ดีกว่าการราดกะทิตอนเสร็จ การนึ่งต้องใช้ไฟแรงและนึ่งนานพอจนข้าวเหนียวใส ไม่มีเม็ดขาวตรงกลาง
ส่วนผสม
- ข้าวเหนียวเขี้ยวงู (แช่น้ำอย่างน้อย 3 ชั่วโมง) 200 กรัม
- ถั่วดำ (แช่น้ำข้ามคืนหรืออย่างน้อย 4 ชั่วโมง) 50 กรัม
- หัวกะทิ 200 มิลลิลิตร
- น้ำตาลทราย 80 กรัม
- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
- ใบเตย (หั่นท่อนและมัดปม) 3 ใบ
- ใบตอง (เช็ดสะอาด ลนไฟให้อ่อน) สำหรับห่อ
- ไม้กลัดหรือตอก สำหรับกลัด
วิธีทำ
- เตรียมถั่วดำ: ต้มถั่วดำที่แช่น้ำแล้วในน้ำเดือดด้วยไฟกลางประมาณ 20 นาทีจนถั่วเริ่มนิ่ม สะเด็ดน้ำ พักไว้
- ผัดข้าวเหนียว: ตั้งกระทะ ใส่หัวกะทิ 1/2 ถ้วย น้ำตาลทราย และเกลือ เปิดไฟอ่อน คนจนน้ำตาลละลาย ใส่ข้าวเหนียวที่สะเด็ดน้ำแล้วลงผัด คลุกเคล้าจนกะทิงวดและเคลือบข้าวเหนียวทั่ว
- ผสมถั่วดำ: ใส่ถั่วดำต้มสุกลงในข้าวเหนียวผัด คลุกให้ถั่วดำกระจายทั่ว
- ห่อ: ฉีกใบตองเป็นแผ่นกว้างประมาณ 15 เซนติเมตร ตักข้าวเหนียวใส่กลางใบตอง ห่อเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือทรงกระบอก กลัดด้วยไม้กลัดให้แน่น
- นึ่ง: วางข้าวต้มมัดในลังถึง นึ่งด้วยไฟแรงประมาณ 25 ถึง 30 นาทีจนข้าวเหนียวใสเป็นมัน
- เสิร์ฟ: แกะใบตองออก ราดด้วยหัวกะทิที่เหลือ (ที่ผสมเกลือนิดหน่อยแล้วนำไปอุ่น) เสิร์ฟอุ่นๆ เป็นของว่าง
ไก่ผัดขิง
ไก่ผัดขิง เป็นเมนูผัดไทย-จีนที่ให้โปรตีนจากเนื้อไก่และคุณสมบัติพิเศษของขิงที่ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนระหว่างตั้งครรภ์ ขิงสดมีสารจินเจอรอล (Gingerol) ที่มีฤทธิ์ลดการบีบตัวของกระเพาะอาหารที่มากเกินไป ทำให้อาการแพ้ท้องดีขึ้น เนื้อไก่ผัดกับขิงซอยและเครื่องปรุงรสอ่อนๆ เป็นเมนูที่กินได้เรื่อยๆ ไม่เลี่ยน ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 15 นาที
การใช้เนื้อสะโพกไก่แทนอกไก่ในเมนูนี้จะได้เนื้อที่นุ่มและชุ่มกว่า เนื้อสะโพกไก่มีไขมันแทรกเล็กน้อยทำให้เมื่อผัดแล้วไม่แห้งกระด้าง ขิงที่ใช้ควรเป็นขิงอ่อนจะซอยง่ายและรสไม่เผ็ดร้อนเกินไป เห็ดหูหนูที่ใส่เพิ่มเข้าไปช่วยให้เนื้อสัมผัสกรุบกรอบน่ากินขึ้น เหมาะกับมื้อกลางวันที่ต้องการความอิ่มพอดี ไม่หนักท้อง
ส่วนผสม
- เนื้อสะโพกไก่ (หั่นชิ้นพอคำ) 200 กรัม
- ขิงอ่อน (ซอยเป็นเส้นบางยาว) 50 กรัม
- เห็ดหูหนูขาว (แช่น้ำจนบาน ฉีกชิ้น) 50 กรัม
- กระเทียม (สับหยาบ) 1 ช้อนโต๊ะ
- ต้นหอม (หั่นท่อนยาว 1 นิ้ว) 2 ต้น
- น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
- ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
- ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
- น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ
- พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
วิธีทำ
- หมักไก่: คลุกเนื้อไก่หั่นกับซีอิ๊วขาวครึ่งหนึ่งและพริกไทยป่น หมักไว้ 10 นาที
- ผัดกระเทียมและขิง: ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืช เปิดไฟกลาง พอน้ำมันร้อน ใส่กระเทียมสับ ผัดจนหอม ใส่ขิงซอยลงผัดต่อประมาณ 1 นาทีจนหอม
- ผัดไก่: ใส่เนื้อไก่หมักลงในกระทะ ผัดด้วยไฟกลางจนเนื้อไก่สุกและมีสีขาวทั่วประมาณ 3 ถึง 4 นาที
- ใส่เห็ดและปรุงรส: ใส่เห็ดหูหนูขาว เติมซีอิ๊วขาวที่เหลือ ซอสหอยนางรม น้ำตาลทราย และน้ำเปล่า ผัดให้เข้ากัน
- ใส่ต้นหอม: ใส่ต้นหอมท่อน ผัดเร็วๆ อีก 1 นาที ปิดไฟ
- เสิร์ฟ: ตักใส่จาน เสิร์ฟคู่กับข้าวสวยร้อนๆ
ผัดกะเพราหมูสับ
ผัดกะเพราหมูสับ เป็นเมนูอาหารไทยจานเดียวที่ให้โปรตีนจากหมูสับและคาร์โบไฮเดรตจากข้าวสวย จุดเด่นของเมนูนี้สำหรับคนท้องคือใบกะเพรามีสารยูจีนอล (Eugenol) ที่ช่วยต้านการอักเสบและมีฤทธิ์ขับลม ลดอาการท้องอืดแน่นท้องที่พบได้บ่อยระหว่างตั้งครรภ์ รสชาติออกเค็มเผ็ดนำ หวานตามเล็กน้อย กินกับข้าวสวยร้อนลงตัวมาก ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 10 นาที
สำหรับคนท้องที่กังวลเรื่องความเผ็ด สามารถลดพริกหรือใช้พริกชี้ฟ้าแดงแทนพริกขี้หนูเพื่อให้เผ็ดน้อยลง การใช้หมูสับที่มีมันติดเล็กน้อยจะได้เนื้อที่นุ่มและชุ่มลิ้นกว่าหมูล้วน เคล็ดลับการผัดกะเพราให้หอมคือผัดกระเทียมและพริกในน้ำมันร้อนจัดจนหอมฉุยก่อนใส่หมู (ดูสูตรซอสผัดกะเพราเข้มข้น เพื่อรสชาติระดับร้าน) และใส่ใบกะเพราในนาทีสุดท้าย ปิดไฟทันที แล้วคลุกในกระทะร้อนต่ออีกนิดเพื่อให้ใบกะเพราโดนความร้อนพอสลดแต่ยังคงสีเขียวสด
ส่วนผสม
- หมูสับ (ไม่ล้วนจนเกินไป) 150 กรัม
- ใบกะเพรา (เด็ดใบ ล้างสะอาด) 1/2 ถ้วย
- กระเทียม (สับหยาบ) 1 ช้อนโต๊ะ
- พริกขี้หนู (บุบพอแตก) 1 ถึง 2 ช้อนโต๊ะ (ปรับตามความเผ็ดที่ทนได้)
- น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
- ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
- ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
- น้ำปลา 1/2 ช้อนชา
- น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- เตรียมเครื่อง: โขลกกระเทียมและพริกขี้หนูพอหยาบในครก ไม่ต้องละเอียดมาก
- ผัดพริกกระเทียม: ตั้งกระทะบนไฟแรง ใส่น้ำมันพืช รอจนน้ำมันร้อนจัด ใส่พริกกระเทียมที่โขลกไว้ ผัดเร็วๆ จนหอมฉุย (ประมาณ 30 วินาที)
- ผัดหมู: ใส่หมูสับลงผัด ยีหมูให้กระจายตัว ผัดจนหมูสุกและมีสีน้ำตาลอ่อน (ประมาณ 3 ถึง 4 นาที)
- ปรุงรส: ใส่ซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรม น้ำตาลทราย น้ำปลา และน้ำเปล่า ผัดให้เข้ากันจนน้ำงวด
- ใส่กะเพรา: ปิดไฟ ใส่ใบกะเพราลงในกระทะ คลุกเร็วๆ ให้ใบกะเพราสลดด้วยความร้อนที่ยังเหลือในกระทะ
- เสิร์ฟ: ตักราดบนข้าวสวยร้อนๆ เสิร์ฟคู่กับไข่ดาว (สุกเต็มที่ กรอบนอกนุ่มใน)
ผัดผักบุ้งไฟแดง
ผัดผักบุ้งไฟแดง เป็นเมนูผัดผักสไตล์ร้านข้าวต้มที่ใช้ไฟแรงจัดจนเกิดเปลวไฟลุกในกระทะ ได้กลิ่นหอมควันกระทะและความกรอบอร่อยของผักบุ้ง ผักบุ้งอุดมด้วยธาตุเหล็กและแคลเซียมที่สำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดและกระดูกของทารกในครรภ์ ที่สำคัญผักบุ้งยังให้ใยอาหารสูงช่วยแก้ปัญหาท้องผูกในหญิงตั้งครรภ์ ระดับความยาก: ปานกลาง (ต้องใช้ไฟแรง) ใช้เวลาประมาณ 8 นาที
เคล็ดลับผัดผักบุ้งไฟแดงให้อร่อยระดับร้านคือต้องใช้ไฟแรงที่สุดที่เตามี และต้องเตรียมเครื่องทุกอย่างให้พร้อมก่อนเปิดเตาเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นภายใน 2 ถึง 3 นาทีเท่านั้น วิธีการเด็ดผักบุ้งที่ถูกต้องคือเด็ดเป็นท่อนยาวประมาณ 2 ถึง 3 นิ้วโดยใช้มือเด็ด ไม่ใช่มีดหั่น จะได้รอยหยักที่ช่วยให้ซอสเคลือบทั่วเส้นผัก การใส่น้ำมันหอยและเต้าเจี้ยวบดจะช่วยให้รสกลมกล่อมและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวแบบร้านข้าวต้ม
ส่วนผสม
- ผักบุ้งไทย (เด็ดท่อน ล้างสะอาด สะเด็ดน้ำให้แห้งสนิท) 250 กรัม
- กระเทียมไทย (บุบพอแตก ไม่ต้องปอกเปลือก) 5 กลีบ
- พริกขี้หนู (บุบ) 5 ถึง 10 เม็ด (ปรับตามที่ทนได้)
- น้ำมันพืช 1 ถึง 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
- เต้าเจี้ยว (บดละเอียด) 1 ช้อนชา
- น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
- น้ำปลาดี 1 ช้อนชา
- น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- เตรียมผักบุ้ง: ผักบุ้งต้องสะเด็ดน้ำให้แห้งสนิทที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะถ้าผักเปียกน้ำจะทำให้อุณหภูมิกระทะลดลงและผัดไม่กรอบ
- เตรียมซอส: ผสมน้ำมันหอย เต้าเจี้ยวบด น้ำตาลทราย น้ำปลา และน้ำเปล่า ในถ้วยเล็ก คนให้เข้ากัน
- ผัดกระเทียม: ตั้งกระทะเหล็กหรือกระทะแบนบนไฟแรงสูงสุด ใส่น้ำมัน รอจนน้ำมันร้อนจัดจนเห็นควัน ใส่กระเทียมและพริกบุบ ผัดเร็วๆ ประมาณ 10 วินาที
- ผัดผักบุ้ง: ใส่ผักบุ้งทั้งหมดลงในกระทะทันที ผัดเร็วๆ โดยการเขย่ากระทะหรือใช้ตะหลิ้วพลิกกลับด้าน
- ใส่ซอส: เมื่อผักบุ้งเริ่มสลด (ประมาณ 30 ถึง 40 วินาที) เทซอสที่ผสมไว้ลงไป ผัดเร็วๆ ต่ออีก 20 วินาที
- เสิร์ฟ: ตักใส่จานทันที อย่าทิ้งไว้ในกระทะเพราะความร้อนที่ยังมีจะทำให้ผักสุกเกินไป เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อน
ผัดบรอกโคลีกุ้ง
ผัดบรอกโคลีกุ้ง เป็นเมนูผัดสไตล์จีนที่ให้สารอาหารหนาแน่นมาก บรอกโคลีเป็นแหล่งโฟเลตจากพืชอันดับต้นๆ ซึ่งโฟเลตเป็นสารอาหารที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เพราะช่วยป้องกันความพิการของระบบประสาททารก (Neural Tube Defects) กุ้งให้โปรตีนคุณภาพสูงและแคลเซียม รสชาติหวานธรรมชาติจากกุ้งและบรอกโคลี ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 15 นาที
บรอกโคลีต้องผ่านการลวกก่อนผัดเพื่อให้สีเขียวสดและลดความขมเล็กน้อย แต่ต้องลวกในน้ำเดือดจัดเพียง 30 วินาทีถึง 1 นาทีเท่านั้น แล้วแช่น้ำเย็นทันทีเพื่อหยุดความร้อน ไม่เช่นนั้นบรอกโคลีจะเละและเสียวิตามินซีที่ละลายน้ำ สำหรับคนท้องควรเลือกกุ้งสดเนื้อแน่นและปรุงสุกเต็มที่จนกุ้งเปลี่ยนเป็นสีส้มชัดเจน ห้ามกินกุ้งที่ยังดิบหรือกึ่งสุกเด็ดขาด
ส่วนผสม
- บรอกโคลี (หั่นเป็นช่อเล็กๆ ล้างสะอาด) 200 กรัม
- กุ้งสด (ปอกเปลือก ผ่าหลัง ดึงเส้นดำ) 150 กรัม
- กระเทียม (สับหยาบ) 1 ช้อนโต๊ะ
- แครอท (หั่นแฉลบ) 50 กรัม
- น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
- ซอสหอยนางรม 1 ถึง 2 ช้อนโต๊ะ
- ซีอิ๊วขาว 1/2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลทราย 1/4 ช้อนชา
- น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันงา 1/4 ช้อนชา
วิธีทำ
- ลวกบรอกโคลี: ต้มน้ำในหม้อให้เดือดจัด ใส่เกลือเล็กน้อย ลวกบรอกโคลีนาน 30 ถึง 45 วินาที ตักขึ้นแช่น้ำเย็นจัดทันที พักให้สะเด็ดน้ำ
- เจียวกระเทียม: ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพืช เปิดไฟกลาง ใส่กระเทียมสับ ผัดจนหอมเหลือง
- ผัดกุ้ง: ใส่กุ้งสดลงผัดจนกุ้งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มประมาณ 2 นาที
- ผัดผัก: ใส่แครอทหั่นแฉลบและบรอกโคลีลวกลงในกระทะ ผัดให้เข้ากัน
- ปรุงรส: ใส่ซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย และน้ำเปล่า ผัดเร็วๆ ให้เครื่องปรุงเคลือบทั่ว ใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 2 นาที
- เสิร์ฟ: ใส่น้ำมันงาเล็กน้อยเพื่อความหอม ปิดไฟ ตักใส่จาน เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อน
ผัดผักกาดขาวหมูสับ
ผัดผักกาดขาวหมูสับ เป็นเมนูผัดเบาๆ ที่ใช้วัตถุดิบน้อยแต่ได้รสชาติหวานธรรมชาติจากผักกาดขาวและน้ำซุป ผักกาดขาวเป็นผักที่มีปริมาณน้ำสูงและใยอาหารละเอียด ทำให้ย่อยง่าย ไม่ทำให้ท้องอืด และมีวิตามินเคที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ซึ่งสำคัญมากในช่วงใกล้คลอด หมูสับให้โปรตีนที่จำเป็นในปริมาณที่พอเหมาะ ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 12 นาที
เคล็ดลับในการผัดผักกาดขาวให้อร่อยคือการแยกส่วนก้านและใบออกจากกัน โดยใส่ส่วนก้านลงผัดก่อนเพราะใช้เวลาสุกนานกว่า แล้วค่อยใส่ส่วนใบทีหลังสุด ซึ่งใบจะสุกเร็วมากภายใน 1 ถึง 2 นาทีเท่านั้น การเติมน้ำซุปหรือน้ำเปล่าเล็กน้อยตอนผัดจะช่วยให้ผักกาดขาวนุ่มและมีน้ำขลุกขลิกน่ากิน กินกับข้าวสวยร้อนๆ จะคล่องคอมาก
ส่วนผสม
- ผักกาดขาว (หั่นเป็นท่อน ก้านและใบแยกจากกัน) 250 กรัม
- หมูสับ 100 กรัม
- กระเทียม (สับหยาบ) 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
- ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
- ซอสปรุงรส 1/2 ช้อนชา
- น้ำซุปไก่หรือน้ำเปล่า 3 ช้อนโต๊ะ
- พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
- กระเทียมเจียว สำหรับโรยหน้า
วิธีทำ
- หมักหมู: คลุกหมูสับกับพริกไทยป่นและซีอิ๊วขาว 1/2 ช้อนชา หมักไว้ 5 นาที
- ผัดกระเทียมและหมู: ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน เปิดไฟกลาง ใส่กระเทียมสับผัดจนหอม ใส่หมูสับลงผัดจนหมูสุก เกือบแห้ง
- ผัดก้านผักกาด: ใส่ส่วนก้านของผักกาดขาวลงผัดก่อนประมาณ 2 นาทีจนก้านเริ่มใส
- ผัดใบผักกาด: ใส่ส่วนใบของผักกาดขาวลงในกระทะ ตามด้วยน้ำซุปหรือน้ำเปล่า ผัดต่ออีก 1 ถึง 2 นาที
- ปรุงรส: เติมซีอิ๊วขาวที่เหลือและซอสปรุงรส ผัดให้เข้ากัน ชิมรส ปิดไฟ
- เสิร์ฟ: ตักใส่จาน โรยกระเทียมเจียว เสิร์ฟร้อนๆ คู่กับข้าวสวย
ข้าวกล้องผัดผักรวม
ข้าวกล้องผัดผักรวม เป็นเมนูสุขภาพที่ให้คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจากข้าวกล้อง ข้าวกล้องแตกต่างจากข้าวขาวตรงที่ยังคงมีจมูกข้าวและรำข้าวที่อุดมด้วยวิตามินบีรวม ใยอาหาร และแมกนีเซียม การกินข้าวกล้องช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้พุ่งสูง ซึ่งสำคัญสำหรับคนท้องที่มีความเสี่ยงเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 15 นาที (ใช้ข้าวกล้องหุงสุกแช่เย็น)
ข้าวกล้องที่ใช้สำหรับผัดควรเป็นข้าวกล้องหุงสุกที่แช่ตู้เย็นข้ามคืนหรืออย่างน้อย 4 ชั่วโมง เม็ดข้าวจะแข็งและร่วนขึ้น ทำให้ผัดแล้วไม่แฉะเละเหมือนใช้ข้าวหุงสุกใหม่ ไข่ที่ใส่ในข้าวผัดควรสุกเต็มที่โดยการดันข้าวไปด้านข้างกระทะแล้วเจียวไข่ให้สุกก่อนคลุกกับข้าว ส่วนผักรวมสามารถปรับเปลี่ยนตามที่มีในตู้เย็น แต่ควรลวกผักเนื้อแข็งอย่างบรอกโคลีหรือแครอทก่อนผัด
ส่วนผสม
- ข้าวกล้องหุงสุก (แช่ตู้เย็นข้ามคืน) 2 ถ้วย
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
- แครอท (หั่นเต๋าเล็กลวกลุก) 50 กรัม
- ข้าวโพดหวาน (ต้มสุก แกะเม็ด) 50 กรัม
- ถั่วลันเตา (ลวกลุก) 30 กรัม
- ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
- กระเทียม (สับ) 1 ช้อนชา
- น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
- ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
- ซอสปรุงรส 1/2 ช้อนชา
- เกลือป่น 1 หยิบมือ
- พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
วิธีทำ
- เตรียมข้าว: ใช้ส้อมขยี้ข้าวกล้องหุงสุกแช่เย็นให้เม็ดข้าวร่วนแยกจากกัน ไม่จับเป็นก้อน
- ผัดไข่: ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพืชครึ่งหนึ่ง เปิดไฟกลาง ตีไข่ใส่ถ้วย คนให้แตก เทลงกระทะ เจียวจนไข่สุกและเป็นชิ้นเล็กๆ ตักไข่ขึ้นพักไว้
- ผัดกระเทียม: ใส่น้ำมันที่เหลือในกระทะเดิม ใส่กระเทียมสับ ผัดจนหอมเหลือง
- ผัดข้าว: ใส่ข้าวกล้องลงผัดด้วยไฟกลาง ยีเม็ดข้าวไม่ให้เป็นก้อน ผัดจนข้าวร้อนและเม็ดร่วนประมาณ 3 นาที
- ใส่ผักและปรุงรส: ใส่แครอท ข้าวโพด และถั่วลันเตาลงผัด ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส เกลือ และพริกไทย ใส่ไข่เจียวที่พักไว้ ผัดให้เข้ากันทั่ว
- เสิร์ฟ: โรยต้นหอมซอย ปิดไฟ ตักใส่จาน เสิร์ฟร้อนๆ
ข้าวผัดไข่ใส่ผัก
ข้าวผัดไข่ใส่ผัก เป็นเมนูอาหารจานเดียวพื้นฐานที่ให้ทั้งคาร์โบไฮเดรตจากข้าว โปรตีนจากไข่ และวิตามินจากผักรวม ไข่เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงที่ย่อยง่ายและมีโคลีน (Choline) ซึ่งสารอาหารนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาสมองและความจำของทารกในครรภ์ คนท้องควรได้โคลีนอย่างเพียงพอเพราะทารกดึงโคลีนจากแม่ไปใช้จำนวนมาก ระดับความยาก: ง่ายมาก ใช้เวลาประมาณ 12 นาที
เคล็ดลับการผัดข้าวไม่ให้แฉะคือการใช้ข้าวหุงสุกที่หุงแบบลดน้ำเล็กน้อยและแช่เย็นข้ามคืน ไข่จะต้องสุกเต็มที่เท่านั้นในระหว่างตั้งครรภ์ โดยการเจียวไข่ให้สุกทั่วก่อนคลุกกับข้าว ไม่ควรใช้ไข่ดิบราดบนข้าวร้อนแบบข้าวผัดอเมริกันหรือข้าวหน้าไข่ดิบ ผักรวมที่ใส่ควรลวกหรือผัดจนสุกเต็มที่ไม่เหลือความดิบ ซึ่งการใช้ผักหลากสี เช่น แครอทสีส้ม ข้าวโพดสีเหลือง และถั่วลันเตาสีเขียว จะทำให้ข้าวผัดน่ากินและได้วิตามินครบ
ส่วนผสม
- ข้าวสวยหอมมะลิหุงสุก (แช่ตู้เย็นข้ามคืน) 2 ถ้วย
- ไข่ไก่ 2 ฟอง
- แครอท (หั่นเต๋าเล็ก) 30 กรัม
- ข้าวโพดหวานต้มสุก (แกะเม็ด) 30 กรัม
- ถั่วลันเตา 30 กรัม
- ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
- กระเทียม (สับ) 1 ช้อนชา
- น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
- ซีอิ๊วขาว 1 ถึง 2 ช้อนชา
- ซอสปรุงรส 1/2 ช้อนชา
- เกลือป่น 1 หยิบมือ
- พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
วิธีทำ
- เตรียมข้าว: ใช้ส้อมขยี้ข้าวสวยแช่เย็นให้ร่วน เม็ดข้าวแยกจากกัน
- เจียวไข่: ตั้งกระทะบนไฟกลาง ใส่น้ำมันพืชครึ่งหนึ่ง ตีไข่ในถ้วยจนเข้ากัน เทลงกระทะ เจียวจนไข่สุกเป็นแผ่น ตักขึ้นหั่นเป็นเส้นหรือสับหยาบ
- ผัดกระเทียมและผัก: ใส่น้ำมันที่เหลือลงกระทะเดิม ใส่กระเทียมสับผัดจนหอม ใส่แครอท ถั่วลันเตา และข้าวโพด ผัดจนผักสุกประมาณ 1 ถึง 2 นาที
- ผัดข้าว: ใส่ข้าวสวยลงกระทะ ยีให้เม็ดข้าวร่วน ผัดคลุกกับผักให้เข้ากัน
- ปรุงและผสมไข่: ใส่ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส เกลือ และพริกไทย ใส่ไข่เจียวหั่นเส้นกลับลงกระทะ ผัดคลุกเคล้าให้เข้ากัน
- เสิร์ฟ: โรยต้นหอมซอย ปิดไฟ ตักใส่จาน เสิร์ฟร้อนๆ กินคู่กับแตงกวาสดหั่นแว่น
แกงเขียวหวานไก่
แกงเขียวหวานไก่ เป็นแกงกะทิของไทยที่มีรสชาติกลมกล่อม หวานมันจากกะทิ เผ็ดอ่อนจากพริกแกงเขียวหวาน และหอมจากใบโหระพา ไก่เป็นแหล่งโปรตีนที่ย่อยง่ายกว่าสัตว์ใหญ่ เหมาะกับหญิงตั้งครรภ์ที่ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง กะทิให้พลังงานและกรดไขมันจำเป็นต่อการสร้างสมองทารก ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
หัวใจของแกงเขียวหวานที่ดีอยู่ที่การผัดพริกแกงกับหัวกะทิจนแตกมัน จึงค่อยเติมเนื้อไก่ลงผัดและตามด้วยหางกะทิ (เรียนรู้เทคนิคการทำแกงเขียวหวานแบบละเอียด ได้ที่บทความเต็ม) การเลือกมะเขือเปราะที่เนื้อแน่นไม่มีเมล็ดดำอยู่ข้างในจะไม่ทำให้แกงขม พริกชี้ฟ้าแดงที่ใส่ควรแกะเมล็ดพริกออกเพื่อลดความเผ็ดให้เหมาะกับคนท้อง
ส่วนผสม
- เนื้อสะโพกไก่ (หั่นชิ้นพอดีคำ) 250 กรัม
- หัวกะทิ 1/2 ถ้วย
- หางกะทิ (หรือน้ำเปล่าผสมกะทิกล่อง) 1 ถ้วย
- พริกแกงเขียวหวาน 2 ช้อนโต๊ะ
- มะเขือเปราะ (ผ่าสี่ อย่าให้ขาดกัน) 3 ลูก
- มะเขือพวง (เด็ดขั้ว) 1/4 ถ้วย
- พริกชี้ฟ้าแดง (แกะเมล็ด หั่นเฉียง) 1 เม็ด
- ใบมะกรูด (ฉีกก้าน) 3 ใบ
- ใบโหระพา (เด็ดใบ) 1/2 ถ้วย
- น้ำปลาดี 1 ถึง 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนชา
- น้ำมันพืช (สำหรับผัดพริกแกง) 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- ผัดพริกแกง: ตั้งหม้อบนไฟกลาง ใส่น้ำมันพืช ใส่พริกแกงเขียวหวานลงผัดจนหอม
- แตกมันกะทิ: ลดเป็นไฟอ่อน ใส่หัวกะทิ เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนกะทิแตกมัน เห็นน้ำมันสีแดงลอยหน้า
- ผัดไก่: ใส่เนื้อไก่ลงผัดในกะทิแตกมันจนไก่สุกด้านนอกประมาณ 3 นาที
- เติมน้ำแกง: ใส่หางกะทิหรือน้ำเปล่า ใบมะกรูด และมะเขือพวง ต้มจนเดือด ลดไฟลง
- ใส่มะเขือเปราะ: ใส่มะเขือเปราะลงต้มประมาณ 5 นาทีจนมะเขือนิ่ม
- ปรุงรสและเสิร์ฟ: ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาลปี๊บ ใส่พริกชี้ฟ้าแดง ใส่ใบโหระพา ปิดไฟ ตักใส่ชาม เสิร์ฟคู่กับขนมจีนหรือข้าวสวย
แกงส้มผักรวม
แกงส้มผักรวม หรือเรียกอีกชื่อว่า “แกงเหลือง” เป็นแกงไทยรสเปรี้ยวนำที่ไม่ใส่กะทิ น้ำแกงใส สีเหลืองจากขมิ้นและพริกสด เปรี้ยวจากมะขามเปียกหรือน้ำมะนาว ซึ่งรสเปรี้ยวนี้ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้ดีเยี่ยมสำหรับคุณแม่ที่เบื่ออาหาร ขมิ้นในพริกแกงส้มมีสารเคอร์คูมิน (Curcumin) ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบตามธรรมชาติ ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 25 นาที
แกงส้มผักรวมเป็นเมนูที่ยืดหยุ่นสูงมาก สามารถปรับเปลี่ยนผักตามฤดูกาลและความชอบได้เสมอ ผักที่เหมาะกับแกงส้มคือผักเนื้อแน่นอย่างหัวไชเท้า ถั่วฝักยาว หน่อไม้ดอง และมะละกอดิบ หลีกเลี่ยงการใช้หน่อไม้ดองที่หมักนานมากเกินไปเพราะอาจมีสารกันบูด เลือกหน่อไม้สดต้มสุกปลอดภัยกว่า สำหรับแหล่งโปรตีนแนะนำกุ้งสดที่ปรุงสุกเต็มที่ซึ่งให้ทั้งโปรตีนและไอโอดีน
ส่วนผสม
- กุ้งสด (ปอกเปลือก ผ่าหลัง ดึงเส้นดำ) 150 กรัม
- พริกแกงส้มใต้ 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำเปล่า 600 มิลลิลิตร
- น้ำมะขามเปียก 3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำปลาดี 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา
- หัวไชเท้า (ปอกเปลือก หั่นแว่นบาง) 100 กรัม
- ถั่วฝักยาว (หั่นท่อน) 50 กรัม
- มะละกอดิบ (สับเป็นเส้น) 50 กรัม
- หน่อไม้สด (ต้มสุก หั่นเส้น) 50 กรัม
วิธีทำ
- ต้มพริกแกง: ใส่น้ำเปล่าลงหม้อ เปิดไฟกลางจนเดือด ใส่พริกแกงส้มใต้ คนให้ละลายในน้ำเดือด
- ใส่ผักที่ใช้เวลานาน: ใส่หัวไชเท้าลงต้มก่อนประมาณ 5 นาทีจนหัวไชเท้าเริ่มใส
- ใส่ผักอื่น: ใส่ถั่วฝักยาว มะละกอดิบ และหน่อไม้ ต้มต่ออีก 3 นาที
- ใส่กุ้ง: ใส่กุ้งสดลงในหม้อ ต้มจนกุ้งสุกเป็นสีส้มประมาณ 2 นาที
- ปรุงรส: ใส่น้ำมะขามเปียก น้ำปลา และน้ำตาลปี๊บ ชิมรสให้ได้เปรี้ยวนำ เค็มตาม หวานน้อย
- เสิร์ฟ: ตักใส่ชาม เสิร์ฟร้อนๆ คู่ข้าวสวยหรือขนมจีน
แกงป่าไก่ใส่เห็ด
แกงป่าไก่ใส่เห็ด เป็นแกงไทยที่ไม่ใส่กะทิ รสชาติเผ็ดร้อนจัดจ้านจากพริกแกงป่าที่อัดแน่นไปด้วยสมุนไพรอย่างข่า ตะไคร้ กระชาย และพริกไทยดำ ทำให้มีสรรพคุณขับลมและต้านการอักเสบ เห็ดนานาชนิดที่ใส่ในแกงให้โปรตีนจากพืชและใยอาหารสูง แกงป่าเหมาะกับคุณแม่ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ที่อาการแพ้ท้องลดลงแล้วและเริ่มทานรสจัดได้มากขึ้น ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
ด้วยความที่แกงป่าเป็นแกงที่ไม่มีกะทิเป็นเบส จึงมีแคลอรีต่ำกว่าแกงกะทิ แต่ยังคงความเข้มข้นของรสชาติจากเครื่องแกงที่โขลกสดใหม่ การเลือกพริกแกงป่าที่ทำสดใหม่จะได้กลิ่นสมุนไพรชัดเจนกว่าใช้พริกแกงสำเร็จรูป การลดปริมาณพริกขี้หนูลงครึ่งหนึ่งจากสูตรปกติจะช่วยให้แกงเผ็ดในระดับที่คนท้องไตรมาสหลังทานได้อย่างสบายท้อง
ส่วนผสม
- เนื้อสะโพกไก่ (หั่นชิ้นพอดีคำ) 200 กรัม
- เห็ดฟาง (ผ่าครึ่ง) 100 กรัม
- เห็ดหอมสด (ผ่าสี่) 50 กรัม
- เห็ดนางฟ้า (ฉีกชิ้น) 50 กรัม
- พริกแกงป่า 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำเปล่า 600 มิลลิลิตร
- กระชาย (ซอยเป็นเส้น) 30 กรัม
- ตะไคร้ (ทุบ หั่นท่อน) 2 ต้น
- ใบมะกรูด (ฉีกก้าน) 4 ใบ
- พริกไทยอ่อน (เด็ดช่อ) 5 ช่อ (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
- ใบกะเพรา (เด็ดใบ) 1/2 ถ้วย
- น้ำปลาดี 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- ผัดพริกแกง: ตั้งหม้อ ใส่น้ำมันพืช เปิดไฟกลาง ใส่พริกแกงป่าลงผัดจนหอมและสีเข้มขึ้น ประมาณ 2 นาที
- ใส่น้ำและสมุนไพร: เติมน้ำเปล่าลงในหม้อ ใส่ตะไคร้และใบมะกรูด ต้มจนเดือด
- ใส่ไก่: ใส่เนื้อไก่ลงต้มในน้ำแกงเดือดประมาณ 5 นาทีจนไก่สุก
- ใส่เห็ด: ใส่เห็ดฟาง เห็ดหอม และเห็ดนางฟ้าลงต้มต่ออีก 3 ถึง 4 นาทีจนเห็ดสุก
- ปรุงรสและใส่เครื่องสุดท้าย: ปรุงรสด้วยน้ำปลา ใส่กระชายซอย พริกไทยอ่อน ชิมรสให้ได้เผ็ด เค็ม กลมกล่อม
- เสิร์ฟ: ใส่ใบกะเพรา ปิดไฟ ตักใส่ชาม เสิร์ฟร้อนๆ คู่กับข้าวสวย
ต้มยำไก่
ต้มยำไก่ เป็นเมนูต้มยำที่ปรับจากต้มยำกุ้ง โดยใช้เนื้อไก่แทนซึ่งย่อยง่ายกว่าและมีไขมันต่ำ น้ำต้มยำรสเปรี้ยวนำ เผ็ดตาม เค็มอ่อน หอมสมุนไพรจากข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และหอมแดง ต้มยำช่วยกระตุ้นความอยากอาหารและมีสรรพคุณขับลม ลดอาการท้องอืดแน่นท้องในหญิงตั้งครรภ์ ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
ความแตกต่างระหว่างต้มยำน้ำใสและต้มยำน้ำข้นคือการเติมนมข้นจืดหรือกะทิ สำหรับคนท้องแนะนำต้มยำน้ำใสเพราะไม่เลี่ยนและย่อยง่ายกว่า การใช้เนื้อสะโพกไก่จะให้เนื้อนุ่ม มีไขมันแทรกเล็กน้อย ไม่แห้งกระด้างเหมือนอกไก่ และต้องต้มจนเนื้อไก่สุกเต็มที่เห็นเนื้อเป็นสีขาวขุ่นทั้งชิ้น ไม่มีสีชมพูหลงเหลืออยู่
ส่วนผสม
- เนื้อสะโพกไก่ (หั่นชิ้นพอดีคำ) 200 กรัม
- น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร
- ข่าอ่อน (หั่นแว่นบาง) 5 แว่น
- ตะไคร้ (ทุบ หั่นท่อน) 2 ต้น
- ใบมะกรูด (ฉีกก้าน) 4 ใบ
- หอมแดง (บุบพอแตก) 3 หัว
- พริกขี้หนู (บุบ) 5 ถึง 8 เม็ด (ปรับตามความเผ็ด)
- เห็ดฟาง (ผ่าครึ่ง) 100 กรัม
- มะนาว (คั้นน้ำ) 3 ช้อนโต๊ะ
- น้ำปลาดี 2 ถึง 3 ช้อนโต๊ะ
- ผักชีฝรั่ง (หั่นหยาบ) 1 ต้น
- ผักชี (เด็ดใบ) สำหรับโรยหน้า
วิธีทำ
- ต้มน้ำซุป: ใส่น้ำเปล่าลงหม้อ เปิดไฟกลาง ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดง และพริกขี้หนู ต้มจนน้ำเดือดและมีกลิ่นหอมสมุนไพร
- ใส่ไก่: ใส่เนื้อไก่ลงในหม้อต้ม ต้มด้วยไฟกลางประมาณ 7 ถึง 8 นาทีจนไก่สุกทั่ว เนื้อเป็นสีขาวไม่มีสีชมพู
- ใส่เห็ด: ใส่เห็ดฟาง ต้มต่ออีก 2 ถึง 3 นาทีจนเห็ดสุก
- ปรุงรส: ใส่น้ำปลาและน้ำมะนาว ชิมรสให้ได้เปรี้ยวนำ เผ็ดตาม เค็มอ่อน กลมกล่อม
- ใส่สมุนไพรสด: ปิดไฟ ใส่ผักชีฝรั่งและใบผักชี คนเล็กน้อย
- เสิร์ฟ: ตักใส่ชาม เสิร์ฟร้อนๆ ทันที คู่กับข้าวสวย
ต้มแซ่บกระดูกหมู
ต้มแซ่บกระดูกหมู หรือ “แซ่บกระดูกหมู” เป็นเมนูต้มยำสไตล์อีสานที่ใช้กระดูกหมูอ่อนเป็นวัตถุดิบหลัก กระดูกหมูอ่อนที่ต้มจนเปื่อยให้แคลเซียมและคอลลาเจนธรรมชาติที่ช่วยบำรุงกระดูกและข้อต่อทั้งของคุณแม่และทารกในครรภ์ น้ำซุปเปรี้ยวเผ็ดหอมเครื่องต้มยำสมุนไพรไทย ช่วยให้เจริญอาหารและคล่องคอ ระดับความยาก: ปานกลาง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง (ส่วนใหญ่เป็นเวลาต้มกระดูก)
กระดูกหมูอ่อนต้องต้มด้วยไฟอ่อนเป็นเวลานานจนเนื้อเปื่อยหลุดจากกระดูก เส้นเอ็นและกระดูกอ่อนนิ่มพอที่จะเคี้ยวได้ การต้มกระดูกให้เปื่อยมีเคล็ดลับคือการลวกกระดูกในน้ำเดือดครั้งแรกแล้วเทน้ำทิ้งเพื่อกำจัดสิ่งสกปรกและกลิ่นสาบ ก่อนต้มรอบสองด้วยน้ำสะอาดใหม่ สำหรับคนท้องควรเลาะเนื้อออกจากกระดูกให้เรียบร้อยก่อนรับประทานเพื่อหลีกเลี่ยงเศษกระดูกแหลม
ส่วนผสม
- กระดูกหมูอ่อน (หั่นท่อน ล้างสะอาด) 500 กรัม
- น้ำเปล่าสำหรับต้มกระดูก 1 ลิตร
- ข่าอ่อน (หั่นแว่น) 5 แว่น
- ตะไคร้ (ทุบ หั่นท่อน) 3 ต้น
- ใบมะกรูด (ฉีกก้าน) 5 ใบ
- หอมแดง (บุบ) 5 หัว
- พริกขี้หนู (บุบ) 10 ถึง 15 เม็ด (ปรับลดได้ตามที่ทนได้)
- มะนาว (คั้นน้ำ) 4 ช้อนโต๊ะ
- น้ำปลาดี 3 ช้อนโต๊ะ
- ผักชีฝรั่ง (หั่นหยาบ) 2 ต้น
- ต้นหอม (หั่นท่อน) 2 ต้น
- น้ำมะขามเปียก (ใส่หรือไม่ใส่) 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- ลวกกระดูก: ต้มน้ำในหม้อให้เดือด ใส่กระดูกหมูลงลวกประมาณ 3 นาที ตักขึ้น ล้างด้วยน้ำสะอาด เทน้ำลวกทิ้ง
- ต้มกระดูก: ใส่น้ำเปล่าใหม่ลงหม้อ ใส่กระดูกหมูที่ลวกแล้ว เปิดไฟแรงจนเดือด ลดเป็นไฟอ่อน เคี่ยวประมาณ 40 ถึง 50 นาทีจนกระดูกเปื่อย เนื้อเริ่มหลุดจากกระดูก
- ใส่สมุนไพร: ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดง และพริกขี้หนูลงในหม้อ ต้มต่ออีก 10 นาที
- ปรุงรส: ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว และน้ำมะขามเปียก ชิมรสให้ได้เปรี้ยวนำ เผ็ดตาม เค็มกลมกล่อม
- ใส่ผักสด: ปิดไฟ ใส่ผักชีฝรั่งและต้นหอม คนเล็กน้อย
- เสิร์ฟ: ตักใส่ชาม เสิร์ฟร้อนๆ กินกับข้าวเหนียวหรือข้าวสวย
ปลาแซลมอนย่าง
ปลาแซลมอนย่าง เป็นเมนูโปรตีนอบหรือย่างที่ให้กรดไขมันโอเมก้า 3 ชนิด DHA และ EPA สูงมาก ซึ่ง DHA เป็นองค์ประกอบสำคัญของสมองและจอประสาทตาของทารก การได้รับ DHA เพียงพอในระหว่างตั้งครรภ์มีผลต่อ IQ และพัฒนาการด้านการมองเห็นของทารก (ดูสูตรเมนูปลาแซลมอนเพิ่มเติม 20 เมนู) เนื้อแซลมอนย่างมีรสชาติมันละมุน หนังกรอบ เนื้อในนุ่มชุ่ม เป็นเมนูที่ทำง่ายและใช้เวลาไม่นาน ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 15 นาที
การเลือกแซลมอนสำหรับคนท้องต้องเลือกแซลมอนที่สดมากและปรุงสุกเต็มที่จนเนื้อด้านในเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อนทึบทั้งชิ้น ไม่มีสีส้มเข้มดิบตรงกลาง อุณหภูมิภายในเนื้อปลาควรสูงถึง 63 องศาเซลเซียส เพื่อความปลอดภัยสูงสุด การหมักแซลมอนด้วยเกลือ พริกไทย และน้ำมะนาวก่อนย่างอย่างน้อย 10 นาทีจะช่วยให้เนื้อปลามีรสชาติและไม่คาว แซลมอนย่างจับคู่กับผักนึ่งหรือสลัดผักต้มจะได้สารอาหารครบมื้อ
ส่วนผสม
- เนื้อปลาแซลมอน (มีหนังติด หนาประมาณ 2 เซนติเมตร) 1 ชิ้น (150 ถึง 200 กรัม)
- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
- พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
- น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
- น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันพืช 1 ช้อนชา
- กระเทียม (สับละเอียด) 1 กลีบ
- น้ำผึ้งแท้ 1/2 ช้อนชา (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
- มะนาวฝานบาง สำหรับเสิร์ฟ
วิธีทำ
- หมักปลา: ล้างเนื้อปลาแซลมอน ซับให้แห้ง โรยเกลือ พริกไทย น้ำมะนาว และกระเทียมสับให้ทั่วทั้งสองด้าน หมักทิ้งไว้ 10 นาทีที่อุณหภูมิห้อง
- เตรียมกระทะ: ตั้งกระทะ non-stick หรือกระทะย่างบนไฟกลางค่อนข้างแรง ใส่น้ำมันพืชหรือน้ำมันมะกอกเล็กน้อย รอจนกระทะร้อนดี
- ย่างด้านหนัง: วางปลาแซลมอนด้านหนังลงกระทะก่อน ย่างด้านหนังประมาณ 4 ถึง 5 นาทีจนหนังกรอบและเป็นสีน้ำตาลทอง
- ย่างด้านเนื้อ: พลิกปลากลับด้าน ย่างต่ออีก 3 ถึง 4 นาทีจนเนื้อปลาสุกทั่ว เนื้อด้านในเป็นสีชมพูอ่อนทึบ ไม่มีสีส้มเข้มดิบ
- ตรวจสอบความสุก: ใช้ส้อมกดกลางชิ้นปลา ถ้าเนื้อแยกออกจากกันเป็นเส้นและไม่มีน้ำใสสีชมพูซึมออกมา แสดงว่าสุกดี
- เสิร์ฟ: จัดแซลมอนย่างใส่จาน บีบมะนาวเล็กน้อย เสิร์ฟคู่กับผักนึ่งหรือสลัดผักต้ม
ซุปฟักทอง
ซุปฟักทอง เป็นซุปข้นเนื้อเนียนนุ่มที่ให้วิตามินเอและเบต้าแคโรทีนสูงมากจากฟักทอง ฟักทองมีสีส้มเข้มตามธรรมชาติจากสารแคโรทีนอยด์ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอที่ช่วยพัฒนาสายตา ระบบภูมิคุ้มกัน และการเจริญเติบโตของเซลล์ทารก ซุปฟักทองมีรสหวานธรรมชาติ นุ่มละมุนลิ้น กินง่าย อุ่นท้อง เหมาะเป็นอาหารมื้อเบาหรืออาหารว่างระหว่างมื้อ ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 25 นาที
เคล็ดลับให้ซุปฟักทองเนียนเป็นพิเศษคือการนึ่งหรืออบฟักทองก่อนนำไปปั่น แทนการต้มในน้ำโดยตรง เพราะการนึ่งจะคงรสหวานเข้มข้นของฟักทองไว้ได้ดีกว่า การปั่นฟักทองกับน้ำซุปไก่หรือนมจืดอุ่นๆ จะช่วยให้ซุปมีความมันนวลโดยไม่ต้องใส่ครีมหรือเนย การใส่นมจืดยังเพิ่มแคลเซียมให้ซุปอีกชั้นหนึ่งด้วย
ส่วนผสม
- ฟักทองแก่เนื้อแน่น (ปอกเปลือก หั่นชิ้น) 300 กรัม
- น้ำซุปไก่หรือน้ำเปล่า 300 มิลลิลิตร
- นมจืด (นมโคหรือนมถั่วเหลือง) 100 มิลลิลิตร
- หอมหัวใหญ่ (หั่นหยาบ) 1/2 หัว
- กระเทียม (บุบ) 1 กลีบ
- เนยจืดหรือน้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา
- เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
- พริกไทยป่น 1 หยิบมือ
- ใบโหระพา (สำหรับโรยหน้า) 2 ถึง 3 ใบ
วิธีทำ
- นึ่งฟักทอง: วางฟักทองในจานนึ่ง นึ่งด้วยไฟกลางประมาณ 12 ถึง 15 นาทีจนฟักทองนิ่ม ส้อมจิ้มทะลุได้ง่าย
- ผัดหอมใหญ่: ตั้งหม้อ ใส่เนยหรือน้ำมันมะกอก เปิดไฟอ่อน ใส่หอมหัวใหญ่และกระเทียม ผัดจนหอมหัวใหญ่ใสและนิ่ม
- ปั่น: ใส่ฟักทองนึ่ง หอมหัวใหญ่ผัด และน้ำซุปไก่ลงในโถปั่น ปั่นจนเนื้อเนียนละเอียด
- อุ่นซุป: เทซุปกลับลงหม้อ ใส่นมจืด ตั้งไฟอ่อน คนตลอดเวลาจนซุปเริ่มร้อน (อย่าให้เดือดเพราะนมจะแยกชั้น)
- ปรุงรส: ใส่เกลือและพริกไทยป่น ชิมรสตามชอบ
- เสิร์ฟ: ตักซุปฟักทองใส่ถ้วย โรยใบโหระพาฉีกและพริกไทยป่นเล็กน้อย เสิร์ฟอุ่นๆ
ซุปเห็ดรวม
ซุปเห็ดรวม เป็นซุปใสหรือซุปข้นที่ใช้เห็ดหลากชนิดเป็นวัตถุดิบหลัก เห็ดอุดมด้วยวิตามินดี (โดยเฉพาะเห็ดที่ตากแดด) ซึ่งจำเป็นต่อการดูดซึมแคลเซียมเพื่อสร้างกระดูกทารก อีกทั้งเห็ดยังมีเบต้ากลูแคนที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ซุปเห็ดรสอ่อน หอมกลิ่นเห็ดธรรมชาติ น้ำซุปอุ่นๆ ซดคล่องคอ เหมาะกับวันที่รู้สึกเพลียและต้องการอาหารเบาๆ ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
เห็ดที่ใช้ในซุปควรผ่านความร้อนจนสุกเต็มที่เสมอ ไม่ควรใช้เห็ดดิบหรือกึ่งสุกในระหว่างตั้งครรภ์ สำหรับซุปเห็ดที่หอมหวานเป็นพิเศษ ควรเลือกเห็ดสดหลายชนิดรวมกัน เช่น เห็ดหอมให้กลิ่นหอมลึก เห็ดฟางให้เนื้อสัมผัสนุ่ม และเห็ดนางฟ้าให้รสหวาน ซุปเห็ดสามารถกินเป็นอาหารว่างหรือเป็นซุปรองท้องก่อนอาหารมื้อหลัก
ส่วนผสม
- เห็ดหอมสด (หั่นเป็นชิ้นพอคำ) 5 ดอก
- เห็ดฟาง (ผ่าครึ่ง) 100 กรัม
- เห็ดนางฟ้า (ฉีกชิ้น) 50 กรัม
- น้ำซุปไก่ 500 มิลลิลิตร
- กระเทียม (สับ) 1 ช้อนชา
- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
- ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
- พริกไทยป่น 1/4 ช้อนชา
- ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
- ขิงซอย 1 ช้อนชา
วิธีทำ
- ผัดกระเทียม: ตั้งหม้อ ใส่น้ำมันเล็กน้อย เปิดไฟกลาง ใส่กระเทียมสับและขิงซอย ผัดจนหอม
- ใส่เห็ด: ใส่เห็ดหอม เห็ดฟาง และเห็ดนางฟ้าลงผัดจนเริ่มสลดและมีกลิ่นหอมประมาณ 2 นาที
- เติมน้ำซุป: เทน้ำซุปไก่ลงในหม้อ เปิดไฟกลางจนเดือด ลดเป็นไฟอ่อน ต้มต่อประมาณ 5 นาที
- ปรุงรส: ใส่ซีอิ๊วขาวและเกลือ ชิมรส ใส่พริกไทยป่น
- เสิร์ฟ: ตักซุปใส่ถ้วย โรยต้นหอมซอย เสิร์ฟร้อนๆ
นมถั่วเหลืองรสจืด
นมถั่วเหลืองรสจืด เป็นเครื่องดื่มโปรตีนสูงจากพืชที่เหมาะกับหญิงตั้งครรภ์อย่างยิ่ง ถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนสมบูรณ์ที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน อีกทั้งมีโฟเลตและธาตุเหล็กสูง นมถั่วเหลืองไม่มีคอเลสเตอรอลและมีไขมันต่ำกว่านมโค ดื่มอุ่นๆ ในตอนเช้าหรือก่อนนอนช่วยให้อิ่มท้องและเพิ่มพลังงาน ระดับความยาก: ง่ายมาก ใช้เวลาประมาณ 15 นาที (ไม่รวมการแช่ถั่ว)
ถั่วเหลืองที่ใช้ทำน้ำนมถั่วเหลืองควรเป็นถั่วเหลืองเกรดอาหารที่ล้างสะอาดและแช่น้ำข้ามคืน (อย่างน้อย 8 ชั่วโมง) เพื่อลดกรดไฟติก (Phytic Acid) ซึ่งขัดขวางการดูดซึมแร่ธาตุ การต้มน้ำนมถั่วเหลืองให้เดือดอย่างน้อย 10 นาทีมีความสำคัญมาก เพราะถั่วเหลืองดิบมีสารยับยั้งทริปซินที่ขัดขวางการย่อยโปรตีน ซึ่งจะถูกทำลายด้วยความร้อนเท่านั้น
ส่วนผสม
- ถั่วเหลืองซีก (ล้าง แช่น้ำข้ามคืน) 200 กรัม
- น้ำเปล่าสะอาด (สำหรับปั่น) 1 ลิตร
- น้ำเปล่า (สำหรับต้ม) 500 มิลลิลิตร
- น้ำตาลทรายแดงออร์แกนิค 1 ถึง 2 ช้อนชา (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
- เกลือป่น 1 หยิบมือ
- ใบเตย (มัดปม) 2 ใบ
วิธีทำ
- เตรียมถั่ว: เทน้ำแช่ถั่วออก ล้างถั่วเหลืองอีกครั้งด้วยน้ำสะอาด ใช้มือนวดเบาๆ ให้เปลือกถั่วหลุดออก (หรือใช้ถั่วเหลืองซีกที่ปอกเปลือกแล้ว)
- ปั่นถั่ว: ใส่ถั่วเหลืองในโถปั่น เติมน้ำเปล่า 1 ลิตร ปั่นจนละเอียดเป็นน้ำสีขาว
- กรอง: กรองน้ำถั่วเหลืองด้วยผ้าขาวบาง บีบกากถั่วให้แห้ง ได้น้ำนมถั่วเหลืองดิบ
- ต้ม: เทน้ำนมถั่วเหลืองดิบลงหม้อ ใส่ใบเตย เปิดไฟกลาง คนตลอดเวลาเพื่อไม่ให้นมก้นหม้อไหม้ เมื่อเริ่มเดือดและมีฟองขึ้น ให้ลดเป็นไฟอ่อน เคี่ยวต่อประมาณ 10 ถึง 15 นาที
- ปรุงรส: ใส่เกลือเล็กน้อย (จะช่วยให้นมถั่วเหลืองนวลขึ้น) และน้ำตาลเล็กน้อยถ้าต้องการความหวาน
- เสิร์ฟ: กรองอีกครั้งถ้าต้องการความเนียน เทใส่แก้ว หรือเทใส่ขวดเก็บในตู้เย็น อุ่นก่อนดื่มทุกครั้ง
น้ำเต้าหู้ใส่ไข่ลวก
น้ำเต้าหู้ใส่ไข่ลวก เป็นเมนูเครื่องดื่มอาหารเช้าสไตล์จีนที่นิยมมากในประเทศไทย ให้ทั้งโปรตีนจากถั่วเหลืองและไข่ในแก้วเดียว เป็นมื้อเช้าที่อิ่มท้องและให้พลังงานยาวนานตลอดเช้า เนื้อน้ำเต้าหู้อุ่นๆ หอมมัน มีฟองนมเนียน กับไข่ลวกที่ต้มจนสุกเต็มที่ด้านใน จะให้เนื้อสัมผัสที่หนุบหนับเข้ากับน้ำเต้าหู้ร้อนๆ ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 10 นาที (ใช้น้ำเต้าหู้สำเร็จ)
สำหรับคนท้อง ไข่ที่ใส่ในน้ำเต้าหู้ต้องสุกเต็มที่เท่านั้น โดยต้มไข่ไก่ในน้ำเดือดประมาณ 8 ถึง 10 นาที (Hard-boiled) ไม่ควรใช้ไข่ลวกแบบยางมะตูมหรือไข่ดิบเด็ดขาด เพราะเสี่ยงต่อเชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) ที่อาจเป็นอันตรายต่อทั้งแม่และทารก เลือกใช้น้ำเต้าหู้ที่ไม่หวานจัดหรือแบบสูตรน้ำตาลน้อยเพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดที่ไม่ควรสูงเกินระหว่างตั้งครรภ์
ส่วนผสม
- น้ำเต้าหู้รสจืดหรือหวานน้อย 1 ถ้วย (250 มิลลิลิตร)
- ไข่ไก่ 1 ฟอง
- น้ำตาลทรายแดงออร์แกนิค 1/2 ถึง 1 ช้อนชา (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
- เกลือป่น 1 หยิบมือ (ช่วยให้น้ำเต้าหู้กลมกล่อมขึ้น)
วิธีทำ
- ต้มไข่: ต้มน้ำในหม้อให้เดือด ใส่ไข่ไก่ลงต้มด้วยไฟกลาง 8 ถึง 10 นาทีจนสุกเต็มที่ ตักขึ้นแช่น้ำเย็น ปอกเปลือก พักไว้
- อุ่นน้ำเต้าหู้: เทน้ำเต้าหู้ลงหม้อเล็ก ตั้งไฟอ่อน คนเรื่อยๆ จนน้ำเต้าหู้ร้อน (ห้ามต้มจนเดือดเพราะจะจับตัวเป็นลิ่ม)
- ปรุง: ใส่น้ำตาลและเกลือเล็กน้อย คนให้ละลาย
- จัดเสิร์ฟ: วางไข่ต้มสุกลงในถ้วย เทน้ำเต้าหู้ร้อนๆ ตามลงไป
- กิน: ใช้ช้อนหั่นไข่ให้เป็นชิ้นในน้ำเต้าหู้ กินตอนยังอุ่น
สลัดผักต้มไข่ต้ม
สลัดผักต้มไข่ต้ม เป็นเมนูสลัดที่ปลอดภัยสำหรับคนท้อง เนื่องจากใช้ผักที่ผ่านการต้มสุกทั้งหมดแทนผักสดดิบที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรคหรือสารเคมีจากดิน ผักหลากสีเมื่อผ่านการต้มสุกยังคงวิตามินและแร่ธาตุส่วนใหญ่ไว้ได้ถ้าใช้เวลาลวกสั้นและถูกวิธี ไข่ต้มให้โปรตีนและโคลีน น้ำสลัดครีมงาหรือน้ำสลัดโยเกิร์ตให้แคลเซียมและวิตามินดี ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
ความปลอดภัยของผักสลัดสำหรับคนท้องคือหัวใจสำคัญ เชื้อลิสทีเรีย (Listeria) และทอกโซพลาสมา (Toxoplasma) ที่อาจปนเปื้อนมากับผักสดดิบสามารถทำให้เกิดการแท้งหรือความพิการของทารกได้ การต้มหรือลวกผักให้สุกจึงเป็นมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ควรล้างผักด้วยน้ำไหลหลายรอบก่อนนำไปต้ม เทคนิคการลวกผักให้สีสวยคือลวกในน้ำเดือดจัดเพียง 30 ถึง 45 วินาที แล้วแช่น้ำเย็นทันที
ส่วนผสม
- บรอกโคลี (หั่นช่อเล็กลวกสุก) 100 กรัม
- แครอท (หั่นแว่นลวกสุก) 50 กรัม
- ข้าวโพดหวาน (ต้มสุก แกะเม็ด) 50 กรัม
- ถั่วแขก (หั่นท่อน ลวกสุก) 50 กรัม
- ไข่ไก่ต้มสุก (หั่นซีก) 2 ฟอง
- มะเขือเทศราชินี (ผ่าครึ่ง) 5 ลูก
- น้ำสลัดงาคั่วญี่ปุ่น (หรือน้ำสลัดโยเกิร์ต) 2 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่น (สำหรับน้ำลวกผัก) 1 ช้อนชา
- งาขาวคั่ว สำหรับโรยหน้า
วิธีทำ
- ต้มไข่: ต้มไข่ไก่ในน้ำเดือด 8 ถึง 10 นาทีจนสุกเต็มที่ ปอกเปลือก หั่นครึ่ง พักไว้
- ลวกผัก: ตั้งน้ำในหม้อให้เดือดจัด ใส่เกลือ ลวกบรอกโคลี 30 ถึง 45 วินาที ตักขึ้นแช่น้ำเย็นจัด ลวกแครอทและถั่วแขกตามลำดับ ทำเช่นเดียวกัน
- จัดจาน: เรียงผักลวกทั้งหมดลงจาน วางไข่ต้มผ่าซีก มะเขือเทศราชินี
- ราดน้ำสลัด: ราดน้ำสลัดงาคั่วญี่ปุ่นหรือน้ำสลัดโยเกิร์ตลงบนผัก
- เสิร์ฟ: โรยงาขาวคั่วบนสุด เสิร์ฟเป็นมื้อกลางวันเบาๆ หรือเป็นเครื่องเคียงมื้อหลัก
กล้วยบวชชี
กล้วยบวชชี เป็นของหวานไทยพื้นบ้านที่ให้พลังงานจากกล้วยและคาร์โบไฮเดรตจากกะทิ กล้วยน้ำว้าสุกอุดมด้วยโพแทสเซียมสูงซึ่งช่วยป้องกันตะคริวที่พบบ่อยในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 2 และ 3 อีกทั้งกล้วยยังช่วยลดอาการกรดไหลย้อนและจุกเสียดแน่นท้องได้ด้วย กล้วยบวชชีรสหวานมัน หอมกะทิ กินอุ่นๆ ช่วยให้ผ่อนคลายและอิ่มท้อง ระดับความยาก: ง่าย ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
กล้วยที่ใช้ทำกล้วยบวชชีควรเป็นกล้วยน้ำว้าสุกห่ามๆ ที่เปลือกเหลืองแต่เนื้อยังแน่น ไม่เละ จะทำให้กล้วยคงรูปเมื่อต้มในกะทิและมีรสหวานธรรมชาติโดยไม่ต้องเติมน้ำตาลมาก การใช้ใบเตยผูกปมใส่ตอนต้มจะช่วยเพิ่มกลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ให้กะทิ เคล็ดลับสำคัญคือต้องคนหม้อตลอดเวลาหลังใส่กะทิเพื่อไม่ให้กะทิแตกมันและเป็นลูก
ส่วนผสม
- กล้วยน้ำว้า (สุกห่าม ปอกเปลือกหั่นแว่นหนา 2 เซนติเมตร) 4 ถึง 5 ลูก
- หัวกะทิ 1 ถ้วย (250 มิลลิลิตร)
- หางกะทิหรือน้ำเปล่า 1/2 ถ้วย
- น้ำตาลปี๊บหรือน้ำตาลมะพร้าว 3 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
- ใบเตย (มัดปม) 3 ใบ
วิธีทำ
- ต้มหางกะทิ: เทหางกะทิหรือน้ำเปล่าลงหม้อ ใส่ใบเตย เปิดไฟกลางจนเดือด
- ใส่กล้วย: ใส่กล้วยน้ำว้าหั่นแว่นลงต้มในน้ำเดือด ใช้ไฟกลาง รอจนน้ำเดือดอีกครั้ง ลดเป็นไฟอ่อน
- ใส่หัวกะทิ: ใส่หัวกะทิลงไป คนเบาๆ และสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้กะทิแตกมัน
- ปรุงรส: ใส่น้ำตาลปี๊บและเกลือป่น คนจนน้ำตาลละลาย ชิมรสให้หวานมันนิดเค็มกลมกล่อม
- ต้มต่อ: ต้มด้วยไฟอ่อนต่ออีก 5 ถึง 7 นาทีจนกล้วยนิ่มและน้ำกะทิซึมเข้าเนื้อกล้วย
- เสิร์ฟ: ตักใส่ถ้วย เสิร์ฟอุ่นๆ หรืออุณหภูมิห้อง
ตารางเปรียบเทียบเมนูอาหารคนท้อง
| ชื่อเมนู | ประเภท | ความยาก | เวลา | รสชาติ |
|---|---|---|---|---|
| ปลานึ่งมะนาว | นึ่ง (ไทย) | ปานกลาง | 30 นาที | เปรี้ยวเผ็ดนำ เค็มหวานตาม |
| ไข่ตุ๋นทรงเครื่อง | นึ่ง (จีน-ไทย) | ง่าย | 25 นาที | กลมกล่อม นุ่มลิ้น เค็มอ่อน |
| ฟักทองนึ่ง | นึ่ง (ไทย) | ง่ายมาก | 20 นาที | หวานธรรมชาติ เนื้อนุ่มละมุน |
| ต้มจืดเต้าหู้หมูสับ | ต้มจืด (ไทย-จีน) | ง่าย | 25 นาที | กลมกล่อม เค็มอ่อน ดื่มคล่องคอ |
| ต้มจืดตำลึงหมูสับ | ต้มจืด (ไทย) | ง่าย | 20 นาที | เค็มหอมอ่อน หวานจากตำลึง |
| ต้มจืดสาหร่ายไข่หมูสับ | ต้มจืด (ไทย-จีน) | ง่าย | 20 นาที | กลมกล่อม อูมามิจากสาหร่าย |
| แกงจืดฟักหมูสับ | ต้มจืด (ไทย) | ง่าย | 25 นาที | หอมฟัก หวานธรรมชาติ เค็มกลม |
| แกงเลียงผักรวม | แกง (ไทย) | ง่าย | 25 นาที | เผ็ดร้อนอ่อน หวานจากผักรวม |
| โจ๊กหมูใส่ไข่ | ต้ม (ไทย-จีน) | ง่าย | 40 นาที | นุ่มเนียน เค็มกลม หอมขิง |
| ข้าวต้มปลา | ต้ม (ไทย-จีน) | ง่าย | 30 นาที | หวานปลา เค็มอ่อน กลมกล่อม |
| ข้าวต้มมัดถั่วดำ | นึ่ง (ไทย) | ปานกลาง | 60 นาที | หวานมัน เค็มปลาย หอมกะทิ |
| ไก่ผัดขิง | ผัด (ไทย-จีน) | ง่าย | 15 นาที | หอมขิง เค็มหวานอ่อน |
| ผัดกะเพราหมูสับ | ผัด (ไทย) | ง่าย | 10 นาที | เผ็ดเค็มนำ หวานตาม หอมกะเพรา |
| ผัดผักบุ้งไฟแดง | ผัด (ไทย-จีน) | ปานกลาง | 8 นาที | หอมควันกระทะ เค็มหอมนิดหวาน |
| ผัดบรอกโคลีกุ้ง | ผัด (จีน-ไทย) | ง่าย | 15 นาที | หวานธรรมชาติ เค็มกลม |
| ผัดผักกาดขาวหมูสับ | ผัด (จีน-ไทย) | ง่าย | 12 นาที | เค็มหวานอ่อน น้ำขลุกขลิก |
| ข้าวกล้องผัดผักรวม | ผัด (ไทย) | ง่าย | 15 นาที | มันข้าวกล้อง เค็มอ่อน ผักหวาน |
| ข้าวผัดไข่ใส่ผัก | ผัด (ไทย-จีน) | ง่ายมาก | 12 นาที | หอมไข่ เค็มมันนิด |
| แกงเขียวหวานไก่ | แกงกะทิ (ไทย) | ปานกลาง | 30 นาที | หวานมัน เผ็ดอ่อน หอมกะทิ |
| แกงส้มผักรวม | แกง (ไทย) | ปานกลาง | 25 นาที | เปรี้ยวนำ เผ็ดตาม เค็มอ่อน |
| แกงป่าไก่ใส่เห็ด | แกง (ไทย) | ปานกลาง | 30 นาที | เผ็ดร้อน หอมสมุนไพร เค็มกลม |
| ต้มยำไก่ | ต้มยำ (ไทย) | ง่าย | 20 นาที | เปรี้ยวนำ เผ็ดตาม หอมสมุนไพร |
| ต้มแซ่บกระดูกหมู | ต้มยำ (อีสาน) | ปานกลาง | 60 นาที | เปรี้ยวจัด เผ็ดร้อน เค็มกลม |
| ปลาแซลมอนย่าง | ย่าง (ตะวันตก-ญี่ปุ่น) | ง่าย | 15 นาที | มันละมุน เค็มเล็กน้อย เนื้อนุ่ม |
| ซุปฟักทอง | ซุป (ตะวันตก) | ง่าย | 25 นาที | หวานนวล เนื้อเนียน มันนิด |
| ซุปเห็ดรวม | ซุป (ไทย-จีน) | ง่าย | 20 นาที | หอมเห็ด หวานธรรมชาติ เค็มอ่อน |
| นมถั่วเหลืองรสจืด | เครื่องดื่ม (จีน-ไทย) | ง่ายมาก | 15 นาที | มันอ่อน หวานเล็กน้อย นวลลิ้น |
| น้ำเต้าหู้ใส่ไข่ลวก | เครื่องดื่ม (จีน-ไทย) | ง่าย | 10 นาที | หอมถั่วเหลือง มันจากไข่ |
| สลัดผักต้มไข่ต้ม | สลัด (ฟิวชัน) | ง่าย | 20 นาที | สดชื่น เค็มมันจากน้ำสลัด |
| กล้วยบวชชี | ของหวาน (ไทย) | ง่าย | 20 นาที | หวานมัน หอมกะทิ นุ่มละมุน |
เคล็ดลับเลือกซื้อและเตรียมวัตถุดิบสำหรับอาหารคนท้อง
การเลือกวัตถุดิบสำหรับอาหารคนท้องต้องเพิ่มความระมัดระวังมากกว่าปกติในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกซื้อ การเก็บรักษา จนถึงการปรุง หลักการสำคัญที่สุดคือ “สด สะอาด สุก” — วัตถุดิบต้องสดใหม่ ผ่านการล้างทำความสะอาดอย่างดี และปรุงให้สุกเต็มที่ด้วยความร้อน
เนื้อสัตว์และปลา: เลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ สังเกตสี กลิ่น และความเย็นของตู้แช่ เนื้อสัตว์และปลาที่สดต้องไม่มีกลิ่นคาวรุนแรง เนื้อแน่น ไม่เละ ควรเก็บในตู้เย็นช่องธรรมดาถ้าจะทำภายใน 1 วัน หรือแช่ช่องแช่แข็งถ้าต้องการเก็บนานกว่านั้น การละลายเนื้อสัตว์แช่แข็งควรนำออกมาแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาล่วงหน้า 1 คืน ไม่ควรละลายด้วยน้ำอุ่นหรือในอุณหภูมิห้องเพราะเสี่ยงต่อการเติบโตของแบคทีเรีย
ผักและผลไม้: ล้างด้วยน้ำไหลอย่างน้อย 2 ถึง 3 ครั้ง หรือแช่ในน้ำผสมเกลือหรือเบกกิ้งโซดาเล็กน้อยประมาณ 10 นาที เพื่อลดสารเคมีตกค้างที่ผิวเปลือก สำหรับผักที่รับประทานดิบได้ในภาวะปกติ (เช่น ผักสลัด สะระแหน่) ควรหลีกเลี่ยงในช่วงตั้งครรภ์และเปลี่ยนเป็นผักที่ผ่านความร้อนแทน การนึ่ง ลวก ต้ม จะช่วยทำลายเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนโดยยังรักษาคุณค่าทางอาหารไว้ได้ดี
เครื่องปรุงและซอส: หลีกเลี่ยงน้ำปลาดิบหรือซอสที่ไม่ได้ผ่านความร้อนในเมนูยำหรือจิ้มที่ไม่ได้ต้มสุก ควรใช้ซอสที่ผ่านการต้มหรือให้ความร้อนแล้ว และระวังเครื่องปรุงที่มีโซเดียมสูงเกินไปเพราะอาจทำให้บวมน้ำและความดันสูง ควรเลือกซีอิ๊วและซอสสูตรลดโซเดียมเมื่อเป็นไปได้
นมและผลิตภัณฑ์นม: เลือกนมที่ผ่านการพาสเจอไรซ์ (Pasteurized) เท่านั้น หลีกเลี่ยงนมดิบและเนยแข็งชนิดนิ่มที่ทำจากนมดิบ เพราะเสี่ยงต่อเชื้อลิสทีเรีย โยเกิร์ตและนมเปรี้ยวที่ผ่านการพาสเจอไรซ์ปลอดภัยและให้โพรไบโอติกส์ที่มีประโยชน์ เพราะโปรตีนที่เพียงพอต่อวันระหว่างตั้งครรภ์ช่วยให้ทั้งแม่และทารกแข็งแรง
ทิ้งท้าย
30 เมนูอาหารคนท้องที่รวบรวมในบทความนี้ ผ่านเกณฑ์สำคัญ 3 ประการ คือ ความปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ คุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วนต่อการบำรุงครรภ์ และความหลากหลายที่ป้องกันความเบื่ออาหาร ทั้ง 30 เมนูครอบคลุมวิธีทำตั้งแต่การนึ่ง (ย่อยง่ายที่สุด), การต้ม (เพิ่มน้ำคร่ำ), การผัด (ให้พลังงานสูงขึ้น), การแกง (เพิ่มรสชาติจัดจ้านตามความทนของแต่ละไตรมาส), การย่าง (โปรตีนเน้นๆ), และของหวาน/เครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
สิ่งที่ทั้ง 30 เมนูมีร่วมกันคือการปรุงสุกเต็มที่ด้วยความร้อน ซึ่งเป็นหลักการป้องกันเชื้อโรคที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ไม่มีเมนูใดที่ใช้วัตถุดิบดิบหรือกึ่งสุก ไม่มีเมนูใดที่ใช้แอลกอฮอล์ และลดการใช้เครื่องปรุงรสจัดเกินไปเพื่อไม่ให้กระเพาะระคายเคืองขณะที่ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง วัตถุดิบหลักอย่างปลา ไข่ ไก่ หมู เต้าหู้ ผักใบเขียว ฟักทอง และข้าวกล้อง ถูกเลือกมาเพราะอุดมด้วยโปรตีน ธาตุเหล็ก โฟเลต โอเมก้า 3 แคลเซียม และใยอาหาร
การทำอาหารกินเองที่บ้านระหว่างตั้งครรภ์ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอย่างที่คิด หลายเมนูในลิสต์นี้ใช้เวลาเตรียมและปรุงเพียง 10 ถึง 25 นาที ใช้วัตถุดิบที่หาได้ในตลาดสดหรือซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน สามารถปรับเปลี่ยนวัตถุดิบตามความชอบและสภาพร่างกายของแต่ละคนได้ ลองเริ่มจากเมนูง่ายๆ อย่างต้มจืดเต้าหู้หมูสับหรือผัดกะเพราหมูสับ แล้วค่อยๆ เพิ่มความหลากหลายขึ้นเรื่อยๆ การได้กินอาหารที่ทำเอง สดใหม่ ร้อนๆ และรู้ว่าทุกคำที่กินส่งสารอาหารตรงถึงลูกในครรภ์ คือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดสำหรับคุณแม่ทุกคน


